Koko Seven เหล่าคุณยายญี่ปุ่นเจ็ดคนที่โสดมาทั้งชีวิต เริ่มสร้างมิตรภาพร่วมกัน ตอนแก่ชรา และตั้งใจจะอยู่เป็นเพื่อนกันไปจนถึงช่วงเวลาสุดท้าย
กันมานานในบ้านเดียวกันหรือหาบ้านพักคนชราที่จะย้ายไปอยู่ด้วยกันได้ง่ายๆ แต่โมเดลของเหล่าคุณยายที่เรียกตัวเองว่า “Koko Seven” (個個セブン) ทำให้เรามองเห็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเธออยู่ในสถานะโสดเพราะไม่เคยแต่งงานมาก่อนหรือหย่าร้างแล้ว และไม่ได้สนิทกันทั้งหมดมาตั้งแต่แรก แต่ใช้เวลาราวสี่ถึงห้าปีในการทำความรู้จักกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน และทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อที่จะเรียนรู้กันและกันก่อนจะตัดสินใจย้ายมาอยู่ใกล้กัน เป็นเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่แต่ไม่ได้พึ่งพากันจนเกินไป
ผู้ริเริ่มความคิดคือ คิคุ ทายะ ตัวแทนจากองค์กรไม่แสวงผลกำไร กับเพื่อนที่สนิทกันมานานอีกสองคนคือซาจิโกะ มูราตะ อดีตผู้สื่อข่าวของ NHK และ เรโกะ อิชิกาวะ อดีตผู้อำนวยการองค์กรสวัสดิการสังคม
เรโกะทำงานที่เกี่ยวข้องกับบ้านพักคนชราอยู่แล้ว เธอเลยเสนอแนวคิดเรื่อง “คนโสดที่อาศัยอยู่ร่วมกัน” ให้คนอื่นๆ ฟังและบอกว่าใครก็ตามที่สนใจแนวคิดนี้อย่างจริงจังสามารถเข้าร่วมได้ ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เพื่อนของเพื่อนก็ได้เช่นกัน จากนั้นก็นัดพบกับคนที่สนใจ ทำความรู้จักกันอยู่นาน จนในที่สุดมีสมาชิกอีกสี่คนที่ตัดสินใจเข้าร่วม ได้แก่ โยชิเอะ อิจิโนะสึโบะ ก็อปปี้ไรเตอร์ คิมิ คาวานะ นักข่าว คาซึโกะ ยาสุดะ นักบำบัดทางจิตวิทยา และโนริโกะ คิโยตะ บรรณาธิการนิตยสารกิโมโน
หลังจากตกลงปลงใจว่าจะอยู่ด้วยกันก็ถึงเวลาถามคำถามที่สำคัญ ทายะเล่าว่า “ฉันถามคำถามที่ตอบได้ยากกับสมาชิกคนอื่นๆ ผ่านแบบสอบถาม เช่น สามารถจ่ายเงินได้เท่าไร จากนั้นค่อยแบ่งปันคำตอบกับสมาชิกทุกคน” เธอได้รับข้อมูลมากมาย เช่น อยากมีห้องส่วนตัวและต้องมีราคาไม่แพง ในตอนแรกพวกเธอคุยกันว่าจะซื้อบ้านร่วมกันแต่หลังจากพิจารณาความต้องการของทุกคนแล้ว พวกเธอก็ตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมที่สร้างใหม่ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟเพราะสะดวกมากกว่า และการเป็น “เพื่อนที่อาศัยอยู่ใกล้กัน” ในคอนโดมิเนียมเดียวกันยังให้พื้นที่ส่วนตัวกับพวกเธอมากกว่า แต่ละคนจะยังได้มีไลฟ์สไตล์ส่วนตัวเหมือนเดิมและลดโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันอีกด้วย
ทายะอธิบายความสัมพันธ์ของพวกเธอว่า “พวกเราไม่ใช่ครอบครัว เราเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกัน” เธอกล่าว “เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่เราไม่ได้พึ่งพากันและกัน” เรโกะยังเสริมอีกด้วยว่า “เราเพลิดเพลินกับการอยู่ร่วมกันในขณะที่ยังคงใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง นั่นคือความหมายของ Koko Seven”
ย้อนกลับไปในฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 สมาชิก 4 คนจากทั้งหมด 7 คนได้ย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดมิเนียมที่เมืองอามากาซากิ จังหวัดเฮียวโกในขณะที่อีก 2 คนเริ่มย้ายมาอาศัยอยู่ในละแวกนั้น สมาชิกอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่แก่ชรามากแล้วในโตเกียวและตัดสินใจว่าจะย้ายมาอยู่กับคนอื่นๆ ในภายหลัง ในเวลานั้น อายุของพวกคุณยายอยู่ระหว่าง 61 ถึง 73 ปี ผ่านเวลามาเกือบยี่สิบปี ปัจจุบันทายะที่อาวุโสที่สุดในกลุ่มอายุ 89 ปีแล้วและพวกเธอก็ยังอยู่ด้วยกันภายใต้ข้อตกลงว่าจะไม่รับหน้าที่เป็น caretaker ของเพื่อน หากจำเป็น คนที่ป่วยจะต้องจ้างผู้ดูแลส่วนตัวและติดต่อขอให้ทนายความสอนเรื่องการเตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนทางกฎหมายและการกำจัดทรัพย์สินหลังจากเสียชีวิต สมาชิกได้ลงนามในสัญญาให้ทนายความตัดสินใจแทน หากในอนาคตสมาชิกเป็นโรคสมองเสื่อม นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นด้วยการจัดงานพบปะรายเดือนที่เรียกว่า “salon du samedi” หรืองานสังสรรค์ในวันเสาร์ โดยมีวิทยากรรับเชิญมาบรรยายในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ดนตรี การทำอาหาร และประเด็นระหว่างประเทศ นอกจากสมาชิกกลุ่มทั้งเจ็ดคนแล้ว ยังมีผู้เข้าร่วมที่อยู่ในวัยเดียวกันถึงประมาณ 30 คนในแต่ละครั้งเลยทีเดียว
แน่นอนว่าประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือสภาพร่างกายของสมาชิกที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและความตายที่จะมาเยือน มีสมาชิกที่อาศัยอยู่ในคอนโดเกิดอาการสมองเสื่อม สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอ พาไปให้แพทย์ตรวจ หลังผลตรวจเป็นที่แน่ชัดแล้วก็ติดต่อทนายความเพื่อเตรียมการต่างๆ สมาชิกคนดังกล่าวจำเป็นต้องย้ายไปอาศัยอยู่ในบ้านพักสำหรับดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมตอนฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 แม้ว่าเธอจะย้ายออกไปแล้ว แต่ก็ยังคงมาร่วมกิจกรรมในวันเสาร์และยังติดต่อกับเพื่อนๆ อยู่
สำหรับผู้หญิงที่มีสถานะโสด เมื่ออายุมากขึ้น คุณอาจเลือกที่จะอาศัยอยู่ใกล้เพื่อนผู้หญิงแทนที่จะอยู่ตัวคนเดียวหรืออยู่กับครอบครัวเพราะคุณอยากใช้ชีวิตแบบที่ได้คุยและใช้เวลากับคนที่คุณรู้สึกสบายใจ โมเดลแบบ Koko Seven แม้อาจต้องใช้เวลาทำความรู้จักและเตรียมการนานสักหน่อย แต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีของใครหลายคนเหมือนที่ทายะได้ให้สัมภาษณ์ไว้ “เราทุกคนควรเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยตัวเอง หวังว่าวันสุดท้ายของเราจะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้น ขอให้เราสนุกกับวัยชราอันยาวนานนี้ด้วยกัน นั่นคือวิถีชีวิตที่เราเลือกที่จะใช้”
อ้างอิง
https://japannews.yomiuri.co.jp/original/perspectives/20241021-217566/
https://www.news-postseven.com/archives/20171101_624763.html?IMAGE=1&PAGE=1-1