สรุป Opp Day: CRC คาด Q2/68 ยอดขายวูบตามโลซีซั่น พร้อมหั่นเป้ารายได้ทั้งปีเหลือโต 4-6%
สรุป Opp Day: CRC คาด Q2/68 ยอดขายวูบตามโลซีซั่น พร้อมหั่นเป้ารายได้ทั้งปีเหลือโต 4-6%
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 68 16:57 น.
CRC คาด Q2/68 ยอดขายสะดุดรับโลว์ซีซั่นค้าปลีก พร้อมหั่นเป้ารายได้ปีนี้ลงเหลือโต 4-6% จากต้นปีตั้งไว้ 6-10% อัดงบลงทุน 1.7-1.9 หมื่นล้านบาท ใช้ขยายสาขาใหม่ 25 สาขา ในกลุ่มธุรกิจอาหารและธุรกิจฮาร์ดไลน์ พร้อมยันไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ
นางสาวรังสิรัชต์ พรสุรี Head of Investor Relations & Risk Management บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยในงาน "Opportunity Day" ว่าแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/68 บริษัทคาดว่ายอดขายมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนและถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งทำให้อัตราการเติบโตของรายได้สาขาเดิม (SG&A) น่าจะติดลบเลขตัวเดียวระดับต่ำ (Mid-single Digit)
อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนนี้ (พ.ค.68) แนวโน้มบางกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจอาหารน่าจะปรับตัวดีกว่าเดือน เม.ย.68 รวมถึงช่วงครึ่งหลังของไตรมาส ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายกลุ่มธุรกิจค้าปลีกให้ดีขึ้นกว่าช่วงต้นไตรมาส
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้และยอดขายปี 68 จะเติบโตประมาณ 4-6% จากปีก่อน และเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 17,000-19,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนขยายสาขาในกลุ่มธุรกิจอาหารและธุรกิจฮาร์ดไลน์ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม หลังบริษัทตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ปีนี้รวม 25 สาขา ซึ่งเป็นสาขาขนาดกลางและขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ในงาน Opportunity Day ในครั้งก่อน ทาง CRC ได้ตั้งเป้ารายได้ทั้งปีไว้ที่ 6-10%
โดยกลยุทธ์ของบริษัทปีนี้จะมุ่งเน้นการบริหารค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนอย่างระมัดระวัง เพื่อทำให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Growth) เติบโตได้ดีกว่ารายได้ในปีนี้
ขณะที่แผนการขยายสาขาใหม่ปีนี้มีจำนวนรวมทั้งหมด 25 สาขา ซึ่งแบ่งไทวัสดุจำนวน 4 สาขา,Tops จำนวน 10 สาขา,GO Wholesale จำนวน 4 สาขา,GO! Mall 2 สาขา,GO! Hypermarket จำนวน 2 สาขา และ Mini GO! จำนวน 3 สาขา รวมถึงบริษัทจะมุ่งขยายการขายผ่านช่องทาง Omni channel ให้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯนั้น มองว่าผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทอาจไม่ได้มาก เพราะบริษัทไม่ได้ส่งออกสินค้าไปขายที่สหรัฐฯ โดยเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯก็ไม่ได้มีจำนวนมาก ส่วนผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินเชื่อว่าหากค่าเงินบาทแข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท อย่างไรก็ตามในส่วนของผลกระทบโดยรวมอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อมจากภาพภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวได้ แต่เชื่อว่าภาครัฐน่าจะเร่งการเจรจากับสหรัฐฯได้
เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ