โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายควบคุม Stablecoin ส่งให้ทรัมป์ลงนาม ดันคริปโตฯสู่กรอบกฎหมายแห่งชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.56 น.

สภาผู้แทนสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายควบคุม Stablecoin และโครงสร้างตลาดคริปโต พร้อมร่างห้ามออกเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง โดยได้รับเสียงสนับสนุนข้ามพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เวลา 04.40 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติผ่านร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งกรอบกำกับดูแลสำหรับเหรียญคริปโทเคอเรนซี ที่ตรึงค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือที่เรียกว่า Stablecoin เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยขณะนี้ร่างกฎหมายได้ถูกส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะลงนามให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

การลงมติดังกล่าวถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งผลักดันให้มีกฎหมายระดับชาติอย่างต่อเนื่องมาหลายปี และลงทุนอย่างมากในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วเพื่อสนับสนุนผู้สมัครที่สนับสนุนคริปโตฯ

นอกจากนี้สภาผู้แทนฯ ยังได้ผ่านร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับเกี่ยวกับคริปโตฯ โดยร่างแรกจัดตั้งกรอบโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดคริปโต (Clarity Act) และอีกร่างหนึ่งห้ามรัฐบาลกลางออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) โดยร่างทั้งสองจะถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

โดยร่างกฎหมาย Stablecoinที่มีชื่อว่า Genius Act และร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฯ Clarity Act ได้รับเสียงสนับสนุนข้ามพรรค โดยร่าง Genius Act ได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียง 308 ต่อ 122

ซึ่ง Stablecoin คือคริปโตเฯ ประเภทหนึ่งที่ออกแบบให้รักษามูลค่าให้คงที่ โดยมักจะตรึงค่าไว้กับดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 1:1 และถูกใช้แพร่หลายในการซื้อขายโทเคนต่าง ๆ ในตลาดคริปโต ซึ่งมีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนเชื่อว่าสามารถใช้ในการชำระเงินแบบทันทีได้

หากร่าง Genius Act ได้รับการลงนามเป็นกฎหมาย จะกำหนดให้ Stablecoin ต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องรองรับ เช่น เงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น และผู้ผู้ออกเหรียญต้องเปิดเผยโครงสร้างสินทรัพย์สำรองต่อสาธารณะทุกเดือน

Summer Mersinger ซีอีโอของสมาคมบล็อกเชน และอดีตเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับการซื้อขายล่วงหน้า (CFTC) กล่าวว่าการลงมติครั้งนี้คือ "ช่วงเวลาแห่งการกำหนดทิศทางนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐ"

ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตฯ เรียกร้องให้มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยเชื่อว่าการมีกฎหมายรองรับจะช่วยให้ Stablecoinและเหรียญอื่น ๆ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น อุตสาหกรรมนี้ใช้เงินกว่า 119 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนผู้สมัครฝ่ายสนับสนุนคริปโตฯ ในการเลือกตั้งรัฐสภาปีที่แล้ว และพยายามทำให้ประเด็นนี้เป็นเรื่องข้ามพรรค

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วสภาผู้แทนฯ เคยผ่านร่างกฎหมาย Stablecoinฉบับหนึ่งมาแล้ว แต่ถูกวุฒิสภาที่ขณะนั้นมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากเพิกเฉย

ทรัมป์พยายามปฏิรูประบบนโยบายคริปโตฯ ของสหรัฐอย่างกว้างขวาง หลังรับเงินสนับสนุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมคริปโตฯ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้ท่ามกลางความตึงเครียดในรัฐสภาเกี่ยวกับโครงการคริปโตฯ ส่วนตัวของทรัมป์และครอบครัว ซึ่งเคยเกือบทำให้กฎหมายเหล่านี้ล่มกลางทาง เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตแสดงความไม่พอใจที่ทรัมป์และครอบครัวผลักดันโปรเจกต์คริปโตฯ ส่วนตัว

ทรัมป์มีโครงการคริปโตฯ ส่วนตัวหลายรายการ รวมถึงเหรียญมีมชื่อ $TRUMP ที่เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม และบริษัท World Liberty Financial ซึ่งเป็นบริษัทคริปโตฯ ที่เขาถือหุ้นบางส่วน

ทำเนียบขาวชี้แจงว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของทรัมป์อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบุตรหลานในรูปแบบทรัสต์

ทั้งนี้ร่าง Clarity Act ผ่านสภาผู้แทนฯ ด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 มีเป้าหมายเพื่อกำหนดอย่างชัดเจนว่าโทเคนคริปโตฯ ใดเป็นหลักทรัพย์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ และกำหนดขอบเขตอำนาจของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) ต่ออุตสาหกรรมนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นประเด็นที่ภาคเอกชนคริปโตฯ โต้แย้งอย่างหนักในยุคไบเดน

บริษัทคริปโตฯ ส่วนใหญ่โต้แย้งว่า โทเคนส่วนมากควรถูกจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) มากกว่าหลักทรัพย์ (securities) ซึ่งจะช่วยให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถให้บริการเหรียญเหล่านี้แก่ลูกค้าได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบหลักทรัพย์ที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตามร่างนี้ยังต้องผ่านวุฒิสภาก่อนที่จะส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนาม และสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนคัดค้านร่างนี้อย่างรุนแรง โดยให้เหตุผลว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจคริปโตฯ ของทรัมป์ผ่านการกำกับดูแลที่เบาบาง

ทั้งนี้สภาผู้แทนฯ ยังได้ผ่านร่างกฎหมายที่ห้ามธนาคารกลางสหรัฐออกสกุลเงินดิจิทัล (CBDC) โดยฝ่ายรีพับลิกันให้เหตุผลว่าอาจเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของชาวอเมริกัน ซึ่งประเด็นนี้เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงหลักในการประชุมของสภาตลอดสัปดาห์

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...