โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TDRIชี้สปสช. ช่องโหว่ความโปร่งใส ไร้การถ่วงดุล ทบทวนบทบาทกก.- สิทธิประโยชน์ที่ไม่คุ้มค่า เพื่อให้กองทุนยั่งยืน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 14.11 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 17.09 น.

ดีอาร์ไอ จับมือ สวรส. จัดสัมมนา “โจทย์ใหม่ ‘หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ’ บริหารจัดการให้ปัง ส่งถึงฝั่ง เพิ่มคุณภาพบริการ” ชำแหละจุดอ่อน สปสช.ที่ต้องเร่งปรับ พบบอร์ดบางคนยึดเก้าอี้ยาวนาน ไร้การถ่วงดุล ขาดมุมมองที่รอบด้าน ขณะเดียวกันกลไกบริหารภายในยังเปราะบาง ห่วงกระทบความยั่งยืนของระบบ เสนอทบทวนชุดสิทธิประโยชน์ พร้อมปรับวิธีคิด-บริหารกองทุนให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โปร่งใสและตรวจสอบได้ เรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน

ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญทีดีอาร์ไอ

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดสัมมนา “โจทย์ใหม่ ‘หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ’ บริหารจัดการให้ปัง ส่งถึงฝั่ง เพิ่มคุณภาพบริการ” โดยดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิจัยที่ปรึกษารับเชิญทีดีอาร์ไอในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้นำเสนอผลการศึกษาการประเมินหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในด้านการบริหารจัดการและนัยยะจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายโดยระบุว่าประเทศไทยใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากว่า 20 ปีโดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยงานปฏิบัติที่จัดบริการตามนโยบาย ซึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอพบว่า การบริหารจัดการและโครงสร้างภายในของ สปสช.ยังมีจุดอ่อนหลายประการที่ต้องเร่งปรับปรุงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และเพื่อให้ระบบบัตรทองดำเนินไปอย่างโปร่งใส เท่าเทียม และยั่งยืนในระยะยาว

คณะผู้วิจัยได้ประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ สปสช.ด้วยหลัก “3 E” คือ Execution (การดำเนินการ) Evidence (ข้อมูลเชิงประจักษ์) และ Efficiency (ประสิทธิภาพ) ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการกำหนดนโยบายและการกำกับองค์กร กระบวนการออกกฎระเบียบ การบริหารจัดการและการใช้จ่ายงบประมาณ การติดตามคุณภาพบริการสาธารณสุข และการบริหารจัดการข้อมูล โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลไกการบริหารจัดการภายในยัง “เปราะบาง” ในบางจุด จึงจำเป็นต้องยกระดับเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการดำเนินงานควบคู่กัน

ชี้สปสช. ช่องโหว่ ความโปร่งใส บทบาทกรรมการควรทบทวน

ในส่วนของโครงสร้างคณะกรรมการของสปสช.มีประเด็นด้านความโปร่งใสที่น่ากังวลหลายด้าน ทั้งในเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ กรรมการบางส่วนดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนาน หรือสลับสับเปลี่ยนระหว่างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดหลัก) และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข (บอร์ดควบคุม) โดยไม่เว้นระยะ และส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 3 วาระ แม้ว่าจะไม่ผิดหลักเกณฑ์ แต่ไม่ถูกหลักการเนื่องจากบุคคลคนเดียวมีบทบาททั้งระดับนโยบายและปฏิบัติ ส่งผลให้เกิด “ภาวะบทบาททับซ้อน” ที่ทำให้แยกหน้าที่การกำกับกับการปฏิบัติออกจากกันไม่ชัดเจน และขาดความโปร่งใสในการถ่วงดุลอำนาจและการตรวจสอบภายในองค์กร

นอกจากนี้ คณะกรรมการบางรายไม่ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจกระทบการปฏิบัติหน้าที่ต่อสาธารณะแต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนถึงช่องโหว่ด้านกฎหมาย (ปัจจุบัน กฎหมายระบุเพียงให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) และความโปร่งใสในการทำงาน

อีกประเด็นที่น่าสนใจ แม้ สปสช.จะเปิดเผยมติของบอร์ดหลัก แต่กลับไม่เผยแพร่ข้อมูลการพิจารณาของบอร์ดควบคุมรวมถึงอนุกรรมการหรือคณะทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนไม่สามารถติดตามได้ว่าคณะกรรมการตัดสินใจหรือกำกับนโยบายอย่างไรบ้าง การไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อาจลดความน่าเชื่อถือของกลไกการตรวจสอบและเป็นช่องโหว่ของความโปร่งใสที่ควรถูกแก้ไข

คณะผู้วิจัยยังพบด้วยว่าองค์ประกอบของบอร์ดมีการผูกขาดตำแหน่ง และมีความท้าทายในการจัดการความสัมพันธ์ของบุคคล หรือกลุ่มเครือข่ายที่มีบทบาทสูงในภาคประชาสังคมบางส่วน ซึ่งแม้จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่การขาดเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานหน้างาน และผู้รับบริการ ทำให้การกำหนดนโยบายอาจไม่ครอบคลุมมุมมองของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงควรทบทวนองค์ประกอบและบทบาทของกรรมการให้เปิดกว้าง ครอบคลุมตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และส่งเสริมความเป็นสถาบัน (institutional) แทนการยึดโยงกับตัวบุคคล

ระบบดี แต่การจัดการยังเปราะบาง

ขณะที่กลไกการบริหารจัดการภายในสปสช.พบว่า ยังเปราะบางในบางด้าน ซึ่งหากไม่แก้ไขอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบในระยะยาว โดยเฉพาะการเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์ (UCBP) ของบัตรทอง ที่พบว่าหลายกรณีขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ อาทิ ข้อมูลสถิติหรือผลวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบ (peer-reviewed) สำหรับประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอ ทำให้เสี่ยงต่อการเพิ่มภาระงบประมาณโดยได้ผลลัพธ์ไม่คุ้มค่า

ตัวอย่างเช่นสิทธิประโยชน์การรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบัน สปสช.ดำเนินนโยบาย “เลือกฟอกไตแบบที่ใช่” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเลือกวิธีฟอกไตได้ตามความเหมาะสม นโยบายนี้แม้มีเจตนาดีในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วย แต่การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) พบว่ากองทุนไตวายเรื้อรัง (หนึ่งในกองทุนโรคเฉพาะของระบบบัตรทอง) มีผลตอบแทนต่ำกว่าเงินลงทุน กล่าวคือทุกงบประมาณ 1 บาทที่จ่ายไปให้ผลลัพธ์คืนกลับสู่สังคมเพียงประมาณ 0.8 บาทเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการกองทุนไตวายเรื้อรังในปัจจุบันยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เมื่อพิจารณาจากประโยชน์ด้านสุขภาพที่ผู้ป่วยได้รับเทียบกับต้นทุนที่ใช้ไป ผลการประเมินนี้สะท้อนข้อจำกัดของกระบวนการกำหนดสิทธิประโยชน์ (UCBP) ที่หากเพิ่มรายการโดยไม่ประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบคอบอาจส่งผลให้ระบบแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น

กรณีของกองทุนไตวายเรื้อรังถือเป็นสัญญาณเตือนว่ากลไกการเพิ่มสิทธิประโยชน์ของบัตรทองจำเป็นต้องยกระดับวิธีคิดและกระบวนการ โดยต้องมีกลไกกลั่นกรองที่ใช้หลักฐานทางวิชาการรองรับทุกการตัดสินใจและมีการประเมินผลลัพธ์และความคุ้มค่าอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายสิทธิประโยชน์กับความยั่งยืนทางการเงินของระบบ ไม่เช่นนั้น แม้ระบบบัตรทองจะดีเพียงใด แต่หากการบริหารจัดการยังเปราะบางอาจกระทบความมั่นคงของระบบในอนาคต

‘เสียงร้องเรียน–ระบบงบ–ข้อมูล’ 3 สิ่งที่ต้องจัดการใหม่

คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอยังได้เจาะลึก “กลไกเบื้องหลัง” การบริหารจัดการของ สปสช.ในด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน และประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบหลักประกันสุขภาพ ดังนี้

1. การรับเรื่องร้องเรียน ช่องทางรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนของผู้ใช้สิทธิบัตรทองอย่างทั่วถึงเป็นหัวใจสำคัญของหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” สปสช.ควรออกแบบและประชาสัมพันธ์ช่องทางร้องเรียนให้เข้าถึงง่ายสำหรับกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้รับบริการในพื้นที่ชนบท ปัจจุบัน แม้สปสช.มีสายด่วน 1330 และช่องทางออนไลน์รองรับ แต่ผู้ใช้สิทธิเกินกว่าร้อยละ 50 ใน 8 เขตสุขภาพ (ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยที่รับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิหรือโรงพยาบาลชุมชน) ยังไม่ทราบหรือไม่มั่นใจว่าจะร้องเรียนอย่างไร

นอกจากการเข้าถึงช่องทางร้องเรียนแล้ว สิ่งสำคัญของการจัดการเรื่องร้องเรียนคือความรวดเร็วและโปร่งใส โดยเฉพาะการมีระบบติดตามผลที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบสถานะเรื่องร้องเรียนของตนเองได้ ในช่วงปีงบประมาณ 2564-2567 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนรวมประมาณ 5 หมื่นเรื่อง แต่จำนวนผู้ที่โทรศัพท์สอบถามสถานะการร้องเรียนสูงถึง 4.5 หมื่นคน ดังนั้น สปสช.ควรพัฒนาระบบการจัดการและติดตามผลเรื่องร้องเรียนให้ดียิ่งขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้รับบริการว่าข้อร้องเรียนของตนได้รับการดูแลอย่างจริงจัง อีกทั้งประชาชนจะไม่สูญเสียความเชื่อมั่นในระบบบัตรทอง

2. ระบบงบประมาณ ระบบบัตรทองใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก สปสช.จึงต้องมีระบบบริหารงบประมาณที่มีประสิทธิภาพทั้งในขั้นตอนการจัดทำข้อเสนองบประมาณ และการเบิกจ่ายงบไปยังหน่วยบริการ คณะผู้วิจัยพบว่าที่ผ่านมา สปสช.สามารถโอนเงินค่าบริการให้หน่วยบริการได้ตรงเวลาสูงถึงประมาณร้อยละ 98 ของธุรกรรมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บางช่วงเวลา (อาทิ ไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ) มีสัดส่วนการโอนเงินล่าช้าสูง เนื่องจากภาระงานการเบิกจ่ายสะสมจากกลางปีหรือมีงานตรวจสอบข้อมูลเพิ่มขึ้น ระบบยังมีช่องว่างให้ปรับปรุงเพื่อป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณไม่ควรพิจารณาเพียงความเร็วในการจ่ายเงิน แต่ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบภายในร่วมด้วย หากการเบิกจ่ายเป็นไปอย่างรีบเร่งโดยไม่มีระบบตรวจสอบ (audit) ที่เข้มแข็งควบคู่กัน อาจเสี่ยงทำให้เกิดข้อผิดพลาดหรือการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า ดังนั้น สปสช.จึงควรพัฒนาระบบตรวจสอบภายในให้รัดกุมควบคู่ไปกับการรักษาความรวดเร็วในการเบิกจ่าย เพื่อให้การชดเชยค่าบริการเป็นไปอย่างรอบด้านทั้งรวดเร็ว ถูกต้อง และโปร่งใส อันเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังพบด้วยว่า สปสช.ใช้จ่ายงบกองทุนฯ ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยคลาดเคลื่อนเกินกว่าคู่มือที่สำนักงบประมาณระบุไว้ (≤ ±3%) ดังนั้น สปสช.ควรเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณและการใช้จ่ายจริงในแต่ละปีอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย ซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งในการถ่วงดุลและกระตุ้นการบริหารงบให้มีประสิทธิภาพ

3. การจัดการข้อมูล ในยุคดิจิทัล ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการข้อมูลที่ปลอดภัยและโปร่งใส แม้กฎหมายกำหนดให้ สปสช.ต้องเปิดเผยข้อมูลตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ข้อมูลบางอย่างที่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะกลับยังเข้าไม่ถึงประชาชนทั่วไป อาทิ ข้อมูลที่มาของการคำนวณงบประมาณ หรือรายละเอียดการดำเนินงานบางส่วนที่ไม่ได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ สปสช. ดังนั้น สปสช.ควรพัฒนานโยบายการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนและผู้เชี่ยวชาญภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของระบบสุขภาพและร่วมตรวจสอบหรือเสนอแนะได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ความมั่นคงปลอดภัยทางข้อมูลเป็นสิ่งที่ สปสช.ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลายปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ข้อมูลสุขภาพรั่วไหลเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบบัตรทอง สปสช.ควรสร้างระบบข้อมูลที่ปลอดภัยโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ และมีแผนรับมือภัยไซเบอร์อย่างเร่งด่วนและจริงจัง ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความไว้วางใจของประชาชนในอนาคต

งบกองทุนบัตรทองแตะ 2 แสนล้าน ชี้ปรับวิธีคิด–บริหาร

ปัจจุบัน งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีมูลค่ามหาศาลทะลุ 2 แสนล้านบาทต่อปี โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามลำดับจากประมาณ 5.14 หมื่นล้านบาทตั้งแต่เริ่มต้นบัตรทอง จนเป็นประมาณ 2.17 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 งบประมาณที่เติบโตนี้สะท้อนว่ารัฐให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านสุขภาพของประชาชนอย่างจริงจัง แต่ขณะเดียวกันกลับสร้างความท้าทายในการบริหารจัดการงบประมาณจำนวนมหาศาลให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดโดยไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือใช้งบเกินตัว

คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอเสนอว่าถึงเวลา “ปรับวิธีคิด” กับงบประมาณบัตรทองใหม่จากที่เคยมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายด้านสังคมตามหน้าที่รัฐ แต่ควรมองว่างบประมาณเพื่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเปรียบเสมือน “เงินลงทุน” ของรัฐเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทย ดังนั้น สปสช.ต้องประเมิน “ผลตอบแทน” จากเงินลงทุนก้อนนี้อย่างจริงจังในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เช่น ลดค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนต้องแบกรับเพราะการเจ็บป่วยได้เท่าไร ลดการสูญเสียผลิตภาพแรงงานได้เพียงใด หรือทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นในมิติใดบ้าง เป็นต้น การประเมินผลลัพธ์ในลักษณะนี้จะทำให้เห็นว่าเงินที่ใส่ลงไปในระบบบัตรทองก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่ และช่วยชี้จุดที่ควรปรับปรุงการใช้งบประมาณได้อย่างตรงเป้า

นอกจากนี้ “เปลี่ยนวิธีบริหาร” งบประมาณเป็นอีกหัวใจหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้งบประมาณจำเป็นต้องยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น อาทิ ในช่วงที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ งบประมาณควรถูกจัดสรรไปสนับสนุนบริการการดูแลผู้สูงอายุและการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น หรือในช่วงที่เกิดโรคระบาดใหญ่ สัดส่วนงบประมาณควรปรับไปตามมาตรการสาธารณสุขในยามฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที การบริหารงบแบบยืดหยุ่นนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและพยากรณ์แนวโน้มทางสาธารณสุขมาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเชื่อมโยงกลับไปยังเรื่องการจัดการข้อมูลที่ต้องทันสมัยและแม่นยำ

สรุปได้ว่า เมื่อวงเงินงบประมาณบัตรทองใหญ่ขึ้นจนแตะหลัก 2 แสนล้านบาท ในการบริหารเงินทุกบาทให้สร้างคุณค่าสูงสุด ผู้บริหารนโยบายจำเป็นต้องปรับมุมมองและวิธีบริหารจัดการใหม่ โดยต้องคำนึงถึงผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมทั้งสร้างกลไกการใช้งบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยืดหยุ่นต่อความต้องการด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...