โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จำลองสถานการณ์ มาตรการภาษี “ทรัมป์” นักลงทุนรอลุ้นคำพิพากษาชี้ชะตาโลก

Share2Trade

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 08.00 น. • Share2Trade

ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามข่าวสารและเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ก็คงไม่พ้นเรื่องของมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ หลังจากที่ศาลการค้าระหว่างประเทศทได้สั่งให้ยกเลิกภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของประธานาธิบดี ทรัมป์ แต่ล่าสุดศาลอุทธรณ์ได้ “รับคำร้อง” ของรัฐบาลทรัมป์ และมีคำสั่งระงับคำสั่งศาลการค้าฯ ชั่วคราว ทำให้สามารถเรียกเก็บ TARIFF ต่อไป ในระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณา

จำลองสถานการณ์_WS (เว็บ).jpg

โดยจากความแน่นอนของประเด็นดังกล่าว ก็เชื่อว่ามีนักลงทุนอีกน้อยเลือกวิธีการที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นไร ในวันนี้ทางสำนักข่าว Share2Trade จึงได้ทำการหยิบยกมุมมองจากนักวิเคราะห์ พร้อมกับจำลองสถานการณ์และกลยุทธ์ในการลงทุนมาเสนอกันในครั้งนี้

เริ่มที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่าวานนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการพิจารณาคำ ตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ (US TRADE COURT) ในการระงับเก็บภาษีส่วนใหญ่ ที่ขัดต่อกฎหมาย IEEPA ได้แก่ ภาษี พื้นฐานทั่วโลก (WORLDWIDE TARIFF) 10%, ภาษีศุลกากรตอบโต้ รายประเทศ, ภาษีแคนาดา – เม็กซิโก 25%, ภาษีจีน 20% (FENTANYL) หลังรัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินในทันที

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า คำตัดสินของศาลการค้าฯ ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการทางการทูตของ รัฐบาล และแทรกแซงอำนาจเฉพาะตัวของ ปธน. ทรัมป์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ขณะที่ส่าสุดศาลอุทธรณ์ได้ “รับคำร้อง” ของรัฐบาลทรัมป์ และมีคำสั่งระงับคำสั่งศาลการค้าฯ ชั่วคราว

โดยทำให้รัฐบาลทรัมป์สามารถเรียกเก็บ TARIFF ต่อไป ในระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดี กำหนดการถัดไป ศาลอุทธรณ์ได้ศาลการค้าฯ - รัฐบาลทรัมป์ รีบส่งเอกสารด่วน ภายในวันที่ 9 มิ.ย. 68 เพื่อ พิจารณาคำร้องขอระงับคำตัดสินเดิมอย่างถาวร และรอคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาไปอีกระยะหนึ่งและอาจเห็นอาการ OVERHANG

กรณีศาลอุทธรณ์ตัดสิน “ระงับคำสั่งศาลค้าฯ ถาวร”จะทำให้รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บ TARIFF ได้ต่อไป และกรณีศาลอุทธรณ์ตัดสิน “ยกเลิก” ระงับคำสั่งศาลค้าฯ” จะทำให้รัฐบาลทรัมป์ “ไม่” สามารถเรียกเก็บ TARIFF ต่อไป พร้อมกับคืนภาษีที่เรียกเก็บไปก่อนหน้า และอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองต่อกรณีศาลอุทธรณ์สหรัฐสั่งชะลอคำสั่งศาลล่าง และจะพิจารณาภายในวันที่ 9 มิ.ย. อีกครั้ง จึงวิเคราะห์ได้ว่า นโยบายภาษีของ Trump ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลมีความเป็นไปได้ 3 ทาง ดังนี้

1. มีโอกาสยื่นให้ศาลสูงสุดติดสิน โดยถ้าเป็นกรณีนั้นมีโอกาสที่ภาษีจะถูกกลับมาเก็บตามแผนเดิมอีกครั้ง

2. ปรับใช้มาตรา 232, 301 ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณ Reciprocal Tariff

3.ภาษีการค้าถูกบล็อกและยกเลิกจริง

ในระหว่างที่ยังมีความไม่แน่นอน ประเมินกรอบ SET ที่ 1,145-1,275 จุด โดยถ้าออกในกรณีที่ 2-3 คาดว่า SET มีโอกาสปรับขึ้นกรอบบน โดยกลุ่มนิคม, ส่งออกอาหาร, ปิโตรเคมี มีโอกาสกลับมาOutperform (AMATA, ITC, PTTGC)อย่างไรก็ตามหากเข้าข่ายกรณีที่ 1. คาดว่า SET กลับมาซื้อขายในกรอบที่ 1,145 จุด

สุดท้ายนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า มองการยกเลิกมาตรการภาษี จะช่วยลดผลกระทบของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลง เพิ่มโอกาสธนาคารกลางสหรัฐฯลดดอกเบี้ย รวมถึงหากเปลี่ยนไปใช้กฎหมายอื่นในการขึ้นภาษีนําเข้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลก มองว่าเป็นไปได้ลําบากและอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน

โดยในระหว่างนี้น่าจะช่วยให้ตลาดคลายความกังวลและฟื้นตัวได้ระยะสั้น นอกจากนี้หากอิงกับมาตรา 301 และ 232 ที่สหรัฐฯ เคยใช้นั้น ไม่สามารถบังคับใช้ได้กับทุกประเทศ และหากดูสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม จําพวกชิ้นส่วนอุปกรณ์ ส่วนประกอบและไม่ได้มีเทคโนโลยีขั้นสูงมากนักที่จะเข้าข่าย 2 มาตราดังกล่าว คาดว่าไทยมีโอกาส “รอด” จากการถูกเก็บภาษีนําเข้าในอัตราสูง และผลกระทบที่ลดลง น่าจะเห็นการปรับ GDP ขึ้น

หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการยกเลิก Reciprocal Tariffหุ้นกลุ่มส่งออก-อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและปรับตัวลงแรงหลังจากประกาศ Reciprocal Tariff แต่มุมมองทางพื้นฐานอาจไม่ได้ดีมากนัก แนะนํา “เก็งกําไร” DELTA, HANA, ITC, TU, PTTGC, IVL, TOP, PTTEP

และหุ้นนิคมฯ-หุ้นที่ได้ผลบวกจากดอกเบี้ยขาลง-Domestic Play ที่ราคาปรับลดลงมาก พื้นฐานยังแข็งแรง แนะนํา “ซื้อ” AMATA, WHA, CPALL, CPAXT, MTC, TIDLOR

จำลองสถานการณ์1.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...