โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนเรื่องราวในวันวานของกรุงโรม ผ่านแฟชั่นโชว์จาก ‘Dolce & Gabbana’ ปี 2025

The MATTER

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • Art & Design

หนึ่งในแฟชั่นโชว์ที่สร้างความตราตรึงผู้ชมมากที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นโชว์คอลเล็กชั่นชั้นสูง ของ Dolce & Gabbana อย่าง ‘Alta Moda’ และ ‘Alta Sartoria’ ซึ่งได้เนรมิต Foro Romano และ Castel Sant'Angelo สถานที่สำคัญของกรุงโรม ให้กลายเป็นรันเวย์ พร้อมนำเสนอความอลังการและความตระการตาของเสื้อผ้าทุกชิ้นในคอลเล็กชั่น

แน่นอนว่า ในเรื่องของความสวยงามและความเป็นแฟชั่นชั้นสูง Dolce & Gabbana ก็ไม่เคยทำให้เราต้องผิดหวังอยู่แล้ว หากแต่ปีนี้แบรนด์ได้ความยิ่งใหญ่ของโชว์เพิ่มมากขึ้นอีกระดับ ด้วยการออกแบบโชว์ที่ใครก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ อย่างการนำพระคาร์ดินัลในศาสนจักรคาทอลิกมาเป็นส่วนหนึ่งของโชว์ใน Alta Sartoria เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 โชว์ไม่ได้นำเสนอเพียงแค่ความงดงามในมิติของแฟชั่นและความตะลึงในแง่ของโชว์เท่านั้น ทว่ายังแฝงไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ ศาสนา รวมถึงอัตลักษณ์ความเป็นโรม ซึ่งทั้งหมดได้ถูกร้อยเรียงและถักทอออกมาผ่านเสื้อผ้าและโชว์ในครั้งนี้ด้วย

แล้วเรื่องราวเหล่านั้นถูกนำเสนอผ่านองค์ประกอบใดบ้าง วันนี้ The MATTER จึงขอพาทุกคนเดินทางไปสู่รันเวย์แฟชั่นระดับโลกของ Dolce & Gabbana พร้อมย้อนเวลาสู่วันวานของกรุงโรมอันแสนยิ่งใหญ่กัน

ก่อนอื่นเราอยากพาทุกคนมารู้จักกันสักนิดว่า Alta Moda และ Alta Sartoria คืออะไรกัน แล้วมันต่างจากคอลเล็กชั่นทั่วไปของ Dolce & Gabbana ยังไงบ้าง

Alta Moda และ Alta Sartoria คือคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าชั้นสูงของ Dolce & Gabbana ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา โดย Alta Moda จะเป็นเสื้อผ้าชั้นสูงของฝั่งสุภาพสตรี ส่วน Alta Sartoria เป็นเสื้อผ้าชั้นสูงของสุภาพบุรุษ ทั้ง 2 คอลเล็กชั่นจะนำเสนอเสื้อผ้าที่เปี่ยมไปด้วยความประณีต พร้อมบอกเล่าเรื่องราวความงดงามของศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ เทียบเท่าคอลเล็กชั่น โอต์กูตูร์ (Haute Couture) ของฝรั่งเศส

คอลเล็กชั่นชั้นสูงของ Dolce & Gabbana จะนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ ตามสถานที่อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอิตาลี โดยเนรมิตเมืองต่างๆ เช่น มิลาน เวนิส และปาแลร์โม ให้กลายเป็นเวทีจัดแสดงแฟชั่นอันตระการตา ทั้งเน้นย้ำถึงฝีมือช่างท้องถิ่น และเชิดชูความเชี่ยวชาญของเหล่าช่างฝีมือชาวอิตาลี

นอกจากนี้ Dolce & Gabbana ยังมี ‘Alta Gioielleria’ คอลเล็กชั่นเครื่องประดับชั้นสูง ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยมือโดยช่างฝีมือระดับสูงของ Dolce & Gabbana ผ่านการใช้เทคนิคการทำเครื่องประดับแบบดั้งเดิมที่ซับซ้อนและประณีต อันต้องใช้เวลาและทักษะอย่างมาก

Alta Moda ความรุ่งโรจน์ของอิตาลีผ่านยุคสมัย

จัดขึ้นที่ Foro Romano

Foro Romano หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ‘Roman Forum’ ซากปรักหักพังใจกลางกรุงโรม ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมโรมันมาแต่สมัยโบราณจนถึงยุคจักรวรรดิ Foro Romano เปรียบเสมือนจัตุรัสศูนย์กลางของเมืองที่ประชาชนมารวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ พื้นที่พิจารณาคดี สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเส้นทางสำหรับขบวนแห่ฉลองชัยชนะหลังการรบ

การเลือกใช้พื้นที่ศูนย์กลางทางอารยธรรมนี้เป็นรันเวย์สำหรับ Alta Moda 2025 จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำให้เห็นถึงรากเหง้าของประวัติศาสตร์กรุงโรม บนพื้นที่ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของรากฐานความเป็นอิตาลีที่ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

หนึ่งในแรงบันดาลใจของชุดมาจากกลุ่มนักบวชหญิง ‘Vestal Virgins’

เอกลักษณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในสังคมโรมัน ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงจักรวรรดิได้อย่างชัดเจน คือความเชื่อต่อเทพเจ้าของชาวโรมัน หนึ่งในนั้นคือความศรัทธาต่อไฟ อันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอยู่ที่ดีของเมืองและประชาชน โดยใจกลางเมืองอยู่ที่วิหารของเวสตา ซึ่งมีไฟศักดิ์สิทธิ์ของเทพีเวสตาลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลา ทำให้จำเป็นต้องมีกลุ่มสตรี ผู้เป็นนักบวชหญิงพรหมจรรย์ที่เรียกตนเองว่า Vestal Virgins คอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาดูแลดวงไฟนี้ให้สุกสว่างตลอดไป

หลายชุดใน Alta Moda ปีนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องแต่งกายของกลุ่มนักบวช Vestal Virgins ด้วยเช่นกัน โดยมีการนำองค์ประกอบอย่างชุดเดรสผ้ายาวคลุมโปร่งบาง อันแฝงไว้ด้วยความงามและความลึกลับของสตรี ซึ่ง Dolce & Gabbana ต้องการใช้ความพลิ้วไหวของผืนผ้าคลุมนี้ เพื่อฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิโรมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ ศิลปะของกรุงโรม

โรมเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของศิลปะในโลกตะวันตกมาตั้งแต่สมัยโบราณ เสื้อผ้าของ Alta Moda ในคอลเล็กชั่นนี้จึงต้องการดึงเอาประวัติศาสตร์และศิลปะของกรุงโรมขึ้นมาถ่ายทอด อย่างการนำกระเบื้องโมเสก อันเป็นเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะสำคัญของยุคโรมันมาแสดงอยู่บนเสื้อผ้า แถมแต่ละชุดก็จะประดับประดาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันออกไปด้วย เช่น เรื่องราวของ Lupa หรือ แม่หมาป่า ผู้เลี้ยงดูโรมุลุสและแรมุส ผู้ก่อตั้งกรุงโรมตามตำนานในบันทึกของพลูทาร์ก (นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก) หรือกระทั่งการนำน้ำพุเทรวี (Fontana di Trevi) ซึ่งเป็นตัวแทนของงานประติมากรรมแห่งยุคบาโรก มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำเสื้อคลุม

เน้นการตัดเย็บแบบ Fatto a Mano

แน่นอนว่า คอลเล็กชั่นที่เทียบเท่าได้กับโอต์กูตูร์ของฝรั่งเศส ก็ย่อมต้องสร้างสรรค์ด้วยความพิถีพิถันและความละเอียดลออขั้นสุด ชุดในคอลเล็กชั่นนี้จึงเน้นการตัดเย็บแบบ ‘Fatto a Mano’ ซึ่งเป็นเทคนิคหัตถศิลป์ดั้งเดิมของช่างฝีมืออิตาเลียน เช่น เสื้อแจ็กเก็ต ที่ช่างจะถักทอเส้นไหมอย่างประณีตบรรจงด้วยมือ พร้อมเพิ่มมิติและรูปทรงของชุด เพื่อขับเน้นสรีระของสตรีให้โดดเด่นและสง่างามมากที่สุด

นำเสนอกลิ่นอายยุคทองแห่งภาพยนตร์

ในช่วงทศวรรษ 1950s ถือเป็นยุคทองสำคัญแห่งวงการภาพยนตร์ของอิตาลี โดยเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้หลายชิ้น ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกภาพยนตร์และเหล่าดีว่าผู้โด่งดังจาก ‘Cinecittà’ อันเป็นสตูดิโอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโรม แถมยังได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อิตาลี และเป็นหนึ่งในสตูดิโอภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกด้วย

Alta Sartoria จุดบรรจบของประวัติศาสตร์และแฟชั่น

จัดขึ้นที่ Castel Sant'Angelo

แฟชั่นโชว์ของ Alta Sartoria ในปี 2025 จัดขึ้นที่ ‘Castel Sant'Angelo’ อันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของกรุงโรมมาตั้งแต่อดีต โดยวิหารแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิฮาดริอานุส (Hadrianus) แห่งจักรวรรดิโรมัน ราว ค.ศ. 134-139 เพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์และพระราชวงศ์ ต่อมาในยุคที่ศาสนจักรเริ่มมีบทบาทชัดเจนมากขึ้น ก็ได้เปลี่ยนหน้าที่เป็นป้อมปราการทางการทหารในช่วงศตวรรษที่ 5 ส่วนในปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งสำคัญของโรมไปเป็นที่เรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ การเลือกใช้สถานที่อย่าง Castel Sant'Angelo มาเป็นรันเวย์ของ Alta Sartoria จึงเป็นเหมือนการเน้นย้ำถึงคุณค่าและความสำคัญของประวัติศาสตร์และศาสนา ซึ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญที่หลอมหลวมความเป็นโรมให้มีอายุยืนยาวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ถ่ายทอดศูนย์กลางทางศาสนาของอิตาลีผ่านโชว์และเสื้อผ้า

เมื่อนึกถึงโรม ทุกคนนึกถึงอะไรกันบ้าง?

เชื่อว่าหนึ่งในคำตอบเหล่านั้น จะต้องมีนครรัฐวาติกัน ประเทศและสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางคริสต์ศาสนา ซึ่งภาพความเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ก็ได้ถูกนำเสนอออกมาผ่านโชว์และเสื้อผ้าของ Alta Sartoria ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโชว์ด้วยการเดินเรียงรายของเหล่าพระคาร์ดินัล ผู้เป็นสาวกคนสำคัญในศาสนา หรือกระทั่งเสื้อผ้าเกือบทั้งหมดในคอลเล็กชั่น ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องแบบนักบวชและเครื่องแต่งกายพิธีกรรมทางศาสนาด้วย เช่น การใช้ผ้าคลุมยาว เสื้อผ้าชายลากพื้น ผ้าคลุมไหล่ ฯลฯ

ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างโลกแฟชั่นกับโลกแห่งศรัทธา โชว์ของ Alta Sartoria ในปีนี้จึงเป็นดั่งขบวนแห่อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยยกย่องศิลปะการตัดเย็บแบบดั้งเดิมของนักบวชอิตาลี ซึ่งมีทั้งเสน่ห์มนต์ขลัง แต่ก็ไม่ละทิ้งความเป็นแฟชั่นที่มีดีไซน์โดดเด่นเฉพาะตัวตามสไตล์ Dolce & Gabbana

ภาพสะท้อนผลงานมาสเตอร์พีซของศิลปินยุคเรเนซองส์และบาโรก

นอกจากเรื่องราวทางศาสนาที่ถูกถ่ายทอดผ่านคอลเล็กชั่นนี้แล้ว ยังมีอีกหลายชุดที่สะท้อนกลิ่นอายของยุคเรอเนซองส์และบาโรก ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะ ทั้งในด้านของลวดลายและงานประติมากรรม สิ่งเหล่านี้เป็นภาพแทนของความก้าวหน้าทางวิทยาการและความงดงามทางศิลป์ในยุคนั้น โดยเฉพาะเมื่อได้มาเดินต่อหน้ารูปปั้นนางฟ้าทั้ง 10 องค์บนสะพาน ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของโลก ที่สร้างขึ้นโดย โลเรนโซ แบร์นินี (Lorenzo Bernini) ศิลปินเอกแห่งยุคบาโรก

ชุดถูกประดับด้วยคริสตัลและอัญมณี ซึ่งเดิมทีสงวนไว้สำหรับสร้างวัตถุบูชาชั้นสูง

หลายชุดของ Alta Sartoria ในปีนี้ ได้นำคริสตัลและอัญมณีมาประดับประดาอย่างประณีต ซึ่งเดิมทีวัตถุเหล่านี้ไม่ใช่ใครก็สามารถครอบครองหรือนำมาใช้ทำเสื้อผ้าได้ เพราะมันเป็นของที่เคยถูกสงวนเอาไว้สำหรับสร้างวัตถุบูชาทางศาสนาเท่านั้น ดังนั้น การนำอัญมณีเหล่านี้มาถักทอบนเสื้อผ้า จึงอาจสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างโลกแฟชั่น อันเป็นตัวแทนของความเป็นมนุษย์ กับโลกศาสนา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อและจิตวิญญาณนั่นเอง

นำเสนอเรื่องราวของนักบุญเปโตร บนสะพาน Ponte Sant’Angelo

อีกหนึ่งความเชื่อมโยงระหว่างเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นกับสถานที่จัดโชว์ คงหนีไม่พ้นหนึ่งในชุดของ Alta Sartoria ซึ่งได้นำเสนอเรื่องราวของนักบุญเปโตร ผู้ถือกุญแจสู่สวรรค์ และเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกแห่งศาสนจักร โดยชุดดังกล่าวยังได้สอดคล้องกับส่วนหนึ่งของรันเวย์ อย่างสะพาน Ponte Sant’Angelo ที่มีรูปปั้นของนักบุญเปโตรกำลังยืนต้อนรับผู้แสวงบุญอยู่ด้วย นี่จึงนับเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยตอกย้ำการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปะ และศาสนาในโชว์ Alta Sartoria ปี 2025 นี้

ทั้งคอลเล็กชั่นและโชว์ของ Alta Moda และ Alta Sartoria ของ Dolce & Gabbana ในปีนี้ สามารถนำเสนอภาพของประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตลอดจนความเป็นนิรันดร์ของกรุงโรม ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับจิตวิญญาณของนครแห่งนี้ไม่เคยหลับใหลไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว

อ้างอิงจาก

altamoda.dolcegabbana.com

altamoda.dolcegabbana.com

hooksmagazine.com

forbes.com

thenationalnews.com

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Editorial Staff: Taksaporn Koohakan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...