โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กระแส “de-dollarization” เร่งตัวในเอเชีย อาเซียน–BRICS ผลักดันระบบการชำระเงินของตนเอง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 14.06 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 07.06 น.

กระแส “de-dollarization” กำลังเร่งตัวในเอเชีย จากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายของทรัมป์ และการอ่อนค่าของดอลลาร์ อาเซียน-BRICS เร่งผลักดันระบบการชำระเงินของตนเอง

วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 13.37 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การเปลี่ยนแปลงของเอเชียในการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังเร่งตัวขึ้น โดยมีปัจจัยผสมผสานทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงิน และกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ฟรานเชสโก เปโซเล นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนจาก ING กล่าวว่า “นโยบายการค้าที่ผันผวนของทรัมป์ และการอ่อนค่ารุนแรงของดอลลาร์ อาจเป็นตัวเร่งให้หลายประเทศเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอื่นเร็วขึ้น”

แม้เงินดอลลาร์ยังครองสถานะหลักในทุนสำรองระหว่างประเทศของโลก แต่สัดส่วนการถือครองกลับลดลงจากกว่า 70% ในปี 2543 เหลือ 57.8% ในปี 2567 และในปีนี้ ดอลลาร์ยังถูกเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี

แม้แนวโน้มลดการใช้ดอลลาร์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มุมมองของตลาดเริ่มเปลี่ยนไป นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายตระหนักมากขึ้นว่าดอลลาร์สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า หรือแม้กระทั่งอาวุธทางเศรษฐกิจได้

มิตุล โกเตชา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดเกิดใหม่เอเชียแห่ง Barclays กล่าวว่า “ประเทศต่าง ๆ เริ่มมองว่าดอลลาร์เคยถูกใช้เป็นอาวุธ ทั้งในเชิงการค้า การคว่ำบาตร ฯลฯ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา”

ลิน ลี่ หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดโลกประจำเอเชียของ MUFG ระบุว่า การลดการพึ่งพาดอลลาร์ขยายตัวในเอเชีย เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ต้องการใช้เงินสกุลของตนเองในการค้าขายและลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ล่าสุดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community Strategic Plan) สำหรับปี 2569–2570 โดยมุ่งส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าการลงทุน และยกระดับการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาค เพื่อลดแรงกระแทกจากความผันผวนของค่าเงิน

Bank of America รายงานว่าแนวโน้มลดการใช้ดอลลาร์ในอาเซียนมีแรงขับเคลื่อนหลัก 2 ประการ ได้แก่ ประชาชนและภาคธุรกิจเริ่มเปลี่ยนเงินฝากดอลลาร์กลับมาเป็นสกุลท้องถิ่น และนักลงทุนรายใหญ่เร่งป้องกันความเสี่ยงค่าเงินมากขึ้น

อภัย คุปตา นักกลยุทธ์ตราสารหนี้เอเชียแห่ง Bank of America กล่าวว่า“การลดการถือครองเงินดอลลาร์ในอาเซียนมีแนวโน้มเร่งตัว โดยเฉพาะจากการแปลงเงินฝากต่างประเทศที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2565”

นอกเหนือจากอาเซียน กลุ่มประเทศ BRICS เช่น จีนและอินเดีย ก็เร่งสร้างระบบการชำระเงินของตนเองเพื่อลดการพึ่งพา SWIFT และส่งเสริมการค้าทวิภาคีโดยใช้เงินหยวนมากขึ้น

โกเตชาจาก Barclays กล่าวเสริมว่า การลดการถือครองดอลลาร์นั้นดำเนินไปอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง โดยสามารถเห็นได้จากการที่ธนาคารกลางทยอยลดสัดส่วนการถือครองดอลลาร์ และการที่ธุรกรรมการค้าส่วนใหญ่เริ่มใช้สกุลเงินอื่นมากขึ้น

โดยเศรษฐกิจในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมาก จึงมีศักยภาพสูงในการนำรายได้หรือสินทรัพย์กลับสู่เงินสกุลท้องถิ่น

ด้านแอนดี้ จี นักวิเคราะห์ของ ITC Markets ชี้ว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก จะลดการใช้ดอลลาร์เร็วกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะกลุ่ม ASEAN+3 ซึ่งรวมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ยังมีธุรกรรมการค้ากว่า 80% ผูกกับเงินดอลลาร์

โนมูระ (Nomura) เสริมว่านักลงทุนในเอเชียกำลังเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (FX hedging) มากขึ้น โดยเฉพาะประกันความเสี่ยงต่อการแข็ง/อ่อนค่าของดอลลาร์ ส่งผลให้เงินสกุลท้องถิ่นมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เครก ชาน หัวหน้ากลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกแห่งโนมูระ กล่าวว่า“เงินเยนเกาหลี วอน และดอลลาร์ไต้หวัน เป็นกลุ่มที่นักลงทุนเริ่มซื้อเพิ่มขึ้น”

โนมูระประเมินว่า บริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่นมีอัตราเฮดจ์ประมาณ 44% และเพิ่มขึ้นเป็น 48% ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม ส่วนไต้หวันมีอัตราเฮดจ์ราว 70%

ทั้งนี้รัฐบาลกำหนดให้กองทุนบำเหน็จบำนาญลงทุนในประเทศมากขึ้น แม้หลายประเทศลดการถือครองดอลลาร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายังยากจะล้มบัลลังก์ดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก

เปโซเล แห่ง ING กล่าวว่า “ไม่มีสกุลเงินใดเทียบได้กับดอลลาร์ในแง่ของสภาพคล่อง ขนาดของตลาดตราสารหนี้และเครดิต จึงเป็นเพียงการลดความน่าสนใจ ไม่ใช่การเสียสถานะผู้นำ”

ปีเตอร์ คินเซลลา จาก Union Bancaire Privée ย้ำว่าต้องแยกให้ออกระหว่างการอ่อนค่าของดอลลาร์กับกระแสลดการใช้ดอลลาร์ โดยระบุว่า “แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่ามาหลายช่วงเวลา แต่ก็ยังครองสถานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกอยู่ดี”

พร้อมเสริมว่า แม้จะลดสัดส่วนการถือครอง แต่กว่าครึ่งของธุรกรรมการค้าทั่วโลกยังคงถูกคิดเป็นเงินดอลลาร์ ณ เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้เชื่อว่าการลดบทบาทของดอลลาร์ในทุนสำรองจะยังคงดำเนินต่อไป และผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากกระแสดังกล่าวน่าจะเป็นทองคำ

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...