โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“โปรไฟไหม้” หุ้นไทย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 01.41 น.
“โปรไฟไหม้” หุ้นไทย บทความโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตลาดหลักทรัพย์มีโครงการ ”Jump+” ที่จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสร้างการเติบโตและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนแบบ “ก้าวกระโดด” โดยที่โครงการนี้จะให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและการให้คำแนะนำแก่บริษัทจดทะเบียนในหลาย ๆ เรื่องที่จะทำให้กิจการเติบโต มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเติบโตจากภายในและการควบรวมกิจการที่เป็นประโยชน์กับบริษัท นอกจากนั้นก็ยังช่วยให้กิจการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการดำเนินงานที่สามารถแข่งขันได้กับทั่วโลก ผลที่คาดหวังก็คือ มูลค่าของกิจการของบริษัทที่คาดว่าจะเข้าร่วมในโครงการ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างถาวรในช่วงเวลา 2-3 ปีของโครงการ พูดง่าย ๆ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะเห็น “หุ้นขึ้น” แบบ “ก้าวกระโดด”
ผมเองเห็นด้วยทุกประการ โดยเฉพาะในยามที่หุ้นโดยรวมมีราคาตกลงอย่างต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หุ้นจำนวนมากมีผลประกอบการที่ดีใช้ได้ มีความแข็งแกร่ง มีธุรกิจที่มั่นคงมาก และที่สำคัญ จ่ายปันผลได้งดงามสูงที่สุดเป็น “ประวัติการณ์” เมื่อเทียบกับราคาหุ้น และแทบจะสูงที่สุดในโลกที่ประมาณเกือบ 5% ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด
ผมคิดว่าสถานการณ์ในยามนี้ของประเทศไทยนั้น มีแต่เรื่องเลวร้ายที่ประดังเข้ามาซึ่งทำให้คนขาดความมั่นใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่หุ้นจำนวนมากมีราคาต่ำกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องมีมาตรการกระตุ้นความต้องการซื้อหุ้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แบบ “เห็นผลทันที” โดยเฉพาะจากนักลงทุนชาวไทยที่รู้จักและเข้าใจบริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นว่ายังไงเสียบริษัทก็ยังอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ เรายังต้องใช้สินค้าหรือบริการทุกวัน เราเชื่อมั่นว่าเป็นบริษัทที่ดีและมีบรรษัทภิบาลที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญ บริษัททำกำไรได้ดีต่อเนื่องไปอีกยาวนานและสามารถที่จะจ่ายปันผลงดงามให้ผู้ถือหุ้นแทบจะตลอดไป
วิธีที่บริษัทจะทำนั้น เพื่อที่จะมีประสิทธิผล จะต้องทำแบบเดียวกับแคมเปญขายสินค้าที่มักจะออกแนว “ลด แลก แจกแถม” แต่ในกรณีนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ “ขายหุ้น” ของบริษัท ถ้าจะเปรียบเทียบในช่วงนี้ก็จะเป็นคล้าย ๆ “โปรโมชั่นไฟไหม้” ของร้านสุกี้ที่มีการลดราคาอาหารลงหนักมากระดับที่นักกิน “พลาดไม่ได้” ซึ่งน่าจะส่งผลให้ยอดขายสุกี้โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับอาหารแบบอื่น ร้านสุกี้ที่เคยดูเหงา ๆ อาจจะเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีหรือคนกินสุกี้น้อยลงก็กลับคึกคักขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
แคมเปญ “ขายหุ้น” ในความหมายของผมก็คือ แนะนำให้บริษัทจดทะเบียนคิดว่าอะไรจะทำให้คนอยากเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของตนเองในตลาด และเก็บไว้ยาวนาน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละบริษัทก็อาจจะมีประเด็นที่แตกต่างออกไป แน่นอนว่าการเข้าร่วมโครงการ Jump+ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะดึงดูดคนที่ชอบหุ้นเติบโตเร็วเข้ามาซื้อหุ้นลงทุน ทำให้หุ้นขึ้นได้ในระยะยาว หรือขึ้นได้ทันทีถ้าเริ่มเห็นว่าบริษัทสามารถขับเคลื่อนโครงการได้แน่นอน
ส่วนตัวผมเองนั้น คิดว่าในยามนี้ สิ่งที่นักลงทุนสนใจเพิ่มขึ้นมากก็คือ “เงินปันผล” แต่นี่ก็มีประเด็นว่าเงินปันผลนั้น บ่อยครั้งจ่ายแค่ครั้งเดียวตอนสิ้นปี วิธีที่อาจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการอยากซื้อหุ้นก็คือ แคมเปญจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง หรือถ้าจะให้ “เปรี้ยง” ก็คือ จ่ายทุก 3 เดือน ครั้งละ 2% ของราคาหุ้นที่ลงทุน และคนที่จ่ายในอัตรานี้ได้ก็คือหุ้นธนาคารพานิชย์หลายแห่งที่ล่าสุดนั้นจ่ายปันผลได้ปีละ 8% จากราคาหุ้นแล้ว
แน่นอนว่านี่คือ “แคมเปญ” หรือ “โปรโมชั่น” ที่มีอายุหรือมีเวลา อาจจะแค่ปีหรือสองปีเพื่อที่จะทำให้คนซื้อหุ้น “ตัดสินใจทันที” ซึ่งถ้าคนจำนวนมากเข้ามาซื้อหุ้นลงทุน ราคาหุ้นก็ควรจะวิ่งขึ้นไปได้ ถ้าบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต่างก็ออก “โปรโมชั่น” ของตนเอง ซึ่งก็ทำได้หลากหลาย แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องตรงกับความต้องการของผู้ถือหุ้นหรือคนที่จะซื้อหุ้นลงทุนที่เป็น “ลูกค้า” ตัวอย่างเช่น บริษัทออกมารับรองว่างวดหน้าและงวดต่อไปอีก 2-3 งวด จะเพิ่มอัตราส่วนปันผลที่เคยจ่ายในระดับ 50% ของกำไร เป็น 60% และ 70% ตามลำดับ หรือถ้าจะให้ “เปรี้ยง” ก็อาจจะบอกว่าจะจ่าย 100% เลย นักลงทุนก็อาจจะสนใจเข้ามาลงทุนในหุ้นและทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปได้
ผมเองเคยสนใจ และ/หรือ ลงทุนกับบริษัทที่ดีจำนวนไม่น้อย แต่บางครั้งก็ต้องถอยหรือลงทุนน้อยกว่าที่ควรเพราะเหตุที่ว่าบริษัททำอะไรบางอย่างไม่ถูกใจเช่นบริษัทชอบไปลงทุนในบริษัทหรือธุรกิจอื่นที่ผมคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าบริษัทนั้นเสนอแคมเปญว่า บริษัทจะเลิกทำเรื่องแบบนี้ภายในช่วงเช่น 3 ปีข้างหน้า และบอกว่าจะนำเงินจำนวนนั้นมาซื้อหุ้นคืนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นและสามารถจ่ายปันผลมากขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ นี่ก็จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนที่คิดแบบเดียวกับผมเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม หุ้นก็จะมีราคาหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทันที
เรื่องที่จะทำอะไรหรือสัญญาอะไรที่จะทำให้นักลงทุนตื่นเต้นและสนใจเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัทนั้น สิ่งที่ทำหรือคำมั่นสัญญานั้นจะต้องมี “คุณค่า” ในสายตาของนักลงทุน การเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือการติดตามคอมเม้นท์ในสื่อสังคมต่าง ๆ จะทำให้บริษัทรู้ว่าบริษัทควรจะทำอะไรหรือควรจะมีแคมเปญอะไรที่จะทำให้นักลงทุนสนใจมาซื้อหุ้นลงทุน ซึ่งจะทำให้หุ้นมีมูลค่ามากขึ้น นอกจากนั้น บริษัทก็จะใกล้ชิดกับนักลงทุนมากขึ้นและความไว้วางใจในตัวบริษัทก็จะมีมากขึ้น นี่จะเป็น “คุณค่า” ให้กับตัวหุ้นและบริษัทในทุกด้านซึ่งรวมถึงการที่นักลงทุนจะซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทมากขึ้นด้วยหากว่ากิจการของบริษัทนั้นขายสินค้าผู้บริโภค
พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองชอบใจบริษัทจดทะเบียนของเวียตนามที่เขาประกาศผลประกอบการ “ทุกเดือน” ผมไม่แน่ใจว่าจะมีงบบัญชีละเอียดหรือมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน แต่ที่เห็นคือมีตัวเลขยอดขายและกำไรทุกเดือนซึ่งทำให้ผมสามารถติดตามได้และรู้ถึงสถานการณ์ของบริษัทอย่างรวดเร็วแทนที่จะต้องลุ้นถึง 3 เดือนแบบของเรา
การรู้ถึงความเป็นไปของบริษัทอย่างรวดเร็วนั้น ช่วยลดความเสี่ยงของนักลงทุนได้ เพราะถ้าประกาศงบออกมาไม่ดี เขาก็จะได้ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะทำอะไรกับหุ้น แทนที่จะต้องรอ 3 เดือนในสถานการณ์ที่หุ้นทยอยตกลงมาโดยที่เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งนี่ก็จะช่วยเพิ่ม “คุณค่า” ให้กับหุ้นได้
นี่ก็เช่นเดียวกับ “โปร” อื่น ไม่ใช่เรื่องของข้อบังคับของตลาด แต่เป็นเรื่องที่บริษัททำด้วยความสมัครใจและดูแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน นักลงทุนชอบซื้อ-ขายหุ้นที่ทำ “โปร”แบบนี้และเขาก็เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ข้อมูลรายเดือนที่เป็นเรื่องรายได้และกำไรของบริษัทจะต้องเปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ก่อนสื่ออื่นเช่นเดียวกับรายงานงบรายไตรมาศตามปกติ และก็ต้องเป็นรายงานที่ถูกต้องแต่ไม่ต้องสอบทานแบบสมบูรณ์เหมือนรายงานที่เป็นทางการอื่น
ทั้งหมดที่เสนอมานั้น ผมเองก็ต้องออกตัวว่าคงมีคนเห็นด้วยไม่มากโดยเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงที่เรียกว่า “Establishment” หรือองค์กรที่เป็นสถาบันจัดตั้งที่เป็นทางการรวมถึงตลาดหลักทรัพย์ เพราะมันคงดู “แหวกแนว” เกินไป อาจจะเพราะว่า “หุ้นไม่ใช่สินค้า” ถ้าให้มีการทำ “โปรโมชั่น” จะกลายเป็นการ “ปั่นหุ้น” แล้วคนที่เข้ามาซื้อจะเจ็บตัวหนักแล้วใครจะรับผิดชอบ
ข้อถกเถียงของผมก็ตอบว่า เราก็ต้องดูว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นจะเป็นการ “ปั่นหุ้น” หรือไม่ เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่บริษัทเสนอนั้น อยู่ในกรอบของกฎข้อบังคับของการเป็น “Good Governance” หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ต้องไม่อนุญาตให้ทำ
แต่ผมคิดว่าอย่างการจ่ายปันผลทุก 3 เดือนไม่น่าจะมีปัญหา เช่นเดียวกับการเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการเร็วขึ้นอย่างสมัครใจก็ไม่น่าจะมีปัญหา หรือแม้แต่การประกาศว่าจะมีนโยบายซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่องผมก็คิดว่าเป็นผลดีต่อหลาย ๆ บริษัทที่ไม่สามารถเติบโตทางธุรกิจได้แล้วจึงตัดสินใจคืนเงินให้เจ้าของก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีและแน่นอนว่าไม่ใช่การปั่นหุ้น แม้ว่าหุ้นอาจจะขึ้นทันทีที่ประกาศ
ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร นี่คือสิ่งที่ผม ในฐานะ “ลูกค้า” ขาประจำที่ซื้อหุ้นในตลาดมานานอยากจะเห็น อยากได้ “โปรโมชั่น” หุ้น ที่จะให้ “คุณค่า” แบบชนิดที่ยอดเยี่ยมถูกใจใช่เลย โดยเฉพาะกับลูกค้าหุ้นแนว “VI” ที่ชอบถือหุ้นพื้นฐานดี ๆ และถือยาวนาน ส่วนบริษัทที่ทำ “โปร” ที่ขายหุ้นแย่ ๆ ซื้อแล้วมีแต่เสียหาย หลอกนักลงทุนด้วย “โปร” ที่ไม่ได้เพิ่มคุณค่าของหุ้นจริง ๆ นั้น เราก็ต้องจับตาและต่อต้าน เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐและองค์กรของตลาดทุนที่จะต้องควบคุมและจัดการ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...