โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยจนมุม!ภาษีทรัมป์ไม่ลดเสี่ยงGDP-1.1%ต้องเปิดตลาดธปท.หั่นดอกเบี้ยช่วย

Amarin TV

เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 12.00 น.
ไทยจนมุม! ภาษีทรัมป์ไม่ลดเสี่ยง GDP -1.1% ต้องเปิดตลาด ธปท.หั่นดอกเบี้ยช่วย

ไตรมาส 3 ปี 2568 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสงครามการค้า โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่ยกระดับความตึงเครียดอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้ที่ระดับสูงถึง 36% พร้อมเลื่อนเส้นตายการเจรจาไปถึงวันที่ 1 สิงหาคม ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) บริษัทในกลุ่ม SCBX Group ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางจากภาวะบริโภคที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ยังได้วิเคราะห์ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ต่อการส่งออก การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยเสนอแนวทางบรรเทาผลกระทบผ่านการปรับโครงสร้างการนำเข้าและการกระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ทั้งในระดับนโยบายและระดับพอร์ตการลงทุน

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ไตรมาสนี้ InnovestX แนะนำให้นักลงทุนเน้นการ“กระจายพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์คุณภาพ” ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรับมือกับความผันผวนที่ยังยืดเยื้อ พร้อมทั้งชูหุ้นไทยที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และกองทุนเด่นในกลุ่มทองคำ เทคโนโลยีจีน เวียดนาม หุ้นสุขภาพ และหุ้นปันผลสูงจากจีน รวมถึงแนะนำให้ติดตามตลาดเกิดใหม่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเวียดนามและจีนซึ่งมีศักยภาพการฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาษีทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยครึ่งหลังปี 2568

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้ที่ระดับสูงถึง 36% พร้อมเลื่อนเส้นตายการเจรจาข้อตกลงการค้าออกไปเป็นวันที่ 1 สิงหาคม ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายประเทศ เช่น เวียดนาม ได้รับการปรับลดภาษีนำเข้า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า การคงอัตราภาษีในระดับ 36% สื่อถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย โดยได้ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ของกรณีเลวร้าย (worst-case scenario) ที่ไทยต้องเผชิญภาษีศุลกากรระดับนี้ จากเดิม 2% เป็น 10%

  • ในกรณีที่สามารถบรรลุข้อตกลงและลดภาษีลงมาอยู่ที่ระดับ 15-20% เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังมีโอกาสเติบโตที่ 1.1-1.4% โดยมีโอกาสเกิดราว 30%
  • หากภาษียังคงอยู่ในช่วง 21-28% คาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 0.0-1.0% (ความน่าจะเป็น 50%)
  • หากไม่สามารถตกลงกันได้ โดยภาษียังคงอยู่ที่ระดับ 29-36% เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวลงถึง -1.1% (ความน่าจะเป็น 20%)

InnovestX มองว่า ผลกระทบเชิงลบจากภาษีนำเข้าในระดับสูงมีแนวโน้มจะชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งต่างอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ หากแนวโน้มภาษีที่สูงยังดำเนินต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยเชิงเทคนิค” (technical recession)

ในด้านเศรษฐกิจโลก ไตรมาสนี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดทางการค้า โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบของภาษีศุลกากร ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คาดว่าจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น และเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งขึ้นแตะระดับ 3.6% ด้านเศรษฐกิจจีน แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะชะลอตัว แต่ยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

ขณะเดียวกัน ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-เวียดนามซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 กำลังถูกจับตามองในฐานะต้นแบบที่ไทยอาจนำมาใช้เป็นแนวทางการเจรจา โดยมีความเป็นไปได้ที่ไทยจะต้องยอมรับเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) การลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% และ (2) การเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านการเจรจาการค้า และประเมินผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

แนวทางบรรเทาผลกระทบ: ปรับโครงสร้างการนำเข้า

ท่ามกลางแรงกดดันจากการคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยไว้ที่ระดับสูงโดยรัฐบาลสหรัฐฯ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่า แนวทางหนึ่งที่อาจช่วยลดผลกระทบจากภาษีตอบโต้ต่อเศรษฐกิจไทย คือการ “ปรับสมดุลการค้า” ผ่านการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดทางการค้า และลดแรงกดดันจากดุลการค้าระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน ไทยมีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในบางหมวดหมู่อยู่แล้ว เช่น สินค้าเกษตร ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดิบ การเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ อาจช่วยลดความไม่สมดุลทางการค้าในสายตาสหรัฐฯ ได้บางส่วน ขณะเดียวกัน ยังมีหมวดสินค้าที่อาจเปิดให้นำเข้าเพิ่มเติมหากมีการปรับลดภาษีหรือเปลี่ยนนโยบายด้านมาตรฐาน ดังนี้

  • เครื่องจักรกลการเกษตร: ปัจจุบันเสียภาษีนำเข้าในช่วง 10-30% หากมีการยกเว้นภาษีจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิตของไทย
  • เนื้อสัตว์แปรรูป: ถูกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40-60% การปรับลดภาษีจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร
  • เนื้อหมูสด: ปัจจุบันยังห้ามนำเข้าจากสหรัฐฯ เนื่องจากปัญหา ractopamine หากไทยสามารถปรับมาตรฐาน Maximum Residue Limits (MRL) ได้อย่างเหมาะสม การนำเข้าอาจเพิ่มขึ้นและกลายเป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาทางการค้า
  • รถยนต์: ภาษีนำเข้ารถยนต์นั่งยังสูงถึง 60–80% และรถกระบะที่ 25-40% การลดภาษีจะเปิดโอกาสให้แบรนด์อเมริกันอย่าง Ford, Chevrolet และ Ram เข้าสู่ตลาดไทยได้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประเด็นเชิงบวกในการเจรจารอบใหม่

นอกจากนี้ เพื่อรองรับแรงกระแทกจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในระยะสั้น เป็นไปได้ว่าไทยจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เพื่อรองรับแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนอย่างชัดเจน

ในด้านการคลัง รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษี 36% สนับสนุนการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบ และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 115,000 ล้านบาท ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในครึ่งหลังของปี 2568

ขณะเดียวกันท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัวและแรงกดดันต่อการเติบโตที่เพิ่มขึ้น นโยบายการเงินควรมีบทบาทสนับสนุนมากขึ้น หากการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ InnovestX เห็นความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบฉุกเฉิน (emergency cut) ในเดือน ส.ค. อีก 25 bps เพื่อรองรับแรงกระแทกในระยะสั้น และป้องกันความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม

กลยุทธ์ลงทุนไทย ไตรมาส 3/2568: กระจายความเสี่ยงสู่สินทรัพย์คุณภาพทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับการลงทุน ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและแรงกดดันจากภายนอก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ไตรมาส 3/2568 เป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการ “กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์คุณภาพ” เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ตและมุ่งสู่ผลตอบแทนที่ยั่งยืน

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/2568 แม้ความเสี่ยงด้าน downside จะอยู่ในระดับจำกัด แต่โอกาสปรับขึ้น (upside) ก็ยังไม่มากนัก เนื่องจากตลาดยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าหลัก แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีโอกาสเกิดความผันผวนจากนโยบายที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ฉับพลัน

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ เศรษฐกิจไทยยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนด้านการค้า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังล่าช้า ความเปราะบางของภาคเกษตร ความไม่แน่นอนทางการเมือง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังซบเซา ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ เพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจ

ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงและโอกาสเติบโตจำกัด กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นการกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์คุณภาพจึงยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและรักษาผลตอบแทนอย่างยั่งยืน

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2568 ไว้ที่ระดับ 1,250 จุด โดยมองว่าระดับดัชนีต่ำกว่า 1,100 จุดเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ การฟื้นตัวของตลาดไทยยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย การเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ และเสถียรภาพของสภาพคล่องในระบบ

กลยุทธ์สำคัญสำหรับไตรมาสนี้ คือการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ประเมินจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ โครงสร้างงบดุลที่มั่นคง รายได้ที่กระจายตัวดี ราคาประเมินมูลค่า (Valuation) ที่เหมาะสม และโอกาสรับอานิสงส์จากเมกะเทรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หุ้นเด่นที่ได้รับการคัดเลือกในพอร์ต ได้แก่ BCH, CPF, DIF, MTC และ SCC

ในส่วนของการลงทุนต่างประเทศ InnovestX แนะนำกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง โดยเน้นกลุ่ม Domestic Play ในเอเชียเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ลดน้ำหนักการลงทุนในเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว พร้อมเพิ่มสัดส่วนในหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านการทหารที่เพิ่มขึ้น

หุ้นต่างประเทศแนะนำ ได้แก่

  • สหรัฐฯ: AMD, Constellation Energy, Goldman Sachs, Microsoft, Netflix, RTX
  • ยุโรป: BNP Paribas, Deutsche Telekom, Iberdrola, Rheinmetall, SAP, Siemens
  • จีน: CATL, China Mobile, Hong Kong Exchange, SMIC, Tencent, Trip.com

ด้าน ดร. รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ หัวหน้าฝ่าย Investment Strategy และ Trading Product Specialist ของบริษัทฯ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์หลักในการลงทุนช่วงไตรมาส 3 นี้ คือ “การจัดพอร์ตอย่างสมดุล” ด้วยการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์และภูมิภาค เพื่อรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ และการดำเนินนโยบายการเงินทั่วโลก

  • ในฝั่งสินทรัพย์ปลอดภัย “ทองคำ” ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ จากแรงซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลกและแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า
  • สำหรับตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในสินทรัพย์ที่มี Duration สั้นกว่า 2 ปี ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อได้ดีกว่าตราสารระยะยาว
  • ในฝั่งตราสารทุน ยังคงเน้นตลาดเกิดใหม่ (EM) และหุ้นนอกสหรัฐฯ (Ex-US) โดยเฉพาะเวียดนามและจีน ซึ่งมีสัญญาณฟื้นตัวและระดับ Valuation ที่ยังน่าสนใจ พร้อมทั้งแนะนำจับตาตลาดยุโรปที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนในช่วงปีหน้า

กองทุนแนะนำประจำไตรมาส 3/2568

  • UOBSG-H: ลงทุนใน SPDR Gold Shares ETF ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน
  • DAOL-CHINATECH: ธีมหุ้นเทคโนโลยีจีนชั้นนำ เช่น Xiaomi และ Tencent
  • PRINCIPLE VNEQ-A: กองทุนแรกของไทยที่ลงทุนในหุ้นเวียดนามคุณภาพดี
  • LHHEALTH-A: กองทุนกลุ่มการแพทย์ทั่วโลกที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาน่าสนใจ
  • DR HSHD23: ลงทุนในหุ้นจีนชั้นนำ 50 ตัว อิงดัชนี Hang Seng High Dividend Yield ปันผลเฉลี่ย 6–8% ต่อปี ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตและการลดความผันผวนในระยะยาว

สรุปภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 3/2568 InnovestX แนะนำให้คงกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น และเน้นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์คุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรับมือกับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก การเมืองในประเทศ และนโยบายภาษีระหว่างประเทศที่ยังไม่แน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...