คลังอัดมาตรการเร่งด่วน แก้เกมเศรษฐกิจชะลอตัว เปิดแผนใช้งบ 1.57 แสนล้านปั๊มจีดีพี
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
คลังอัดมาตรการเร่งด่วน
แก้เกมเศรษฐกิจชะลอตัว
เปิดแผนใช้งบ 1.57 แสนล้านปั๊มจีดีพี
นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีการประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ประเทศต่างๆ จนสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะฟาดชิ่งใส่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อย่างรุนแรง
ทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องตระเตรียมมาตรการเอาไว้รองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ล่าสุด จำใจปรับแผนการใช้งบประมาณปี 2568 ที่เดิมเตรียมไว้สำหรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน 157,000 ล้านบาท มาใช้ทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนก่อน
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมอัดฉีดงบประมาณ 157,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจไทยปีนี้ หลังจากไตรมาสแรกโตชะลอเหลือ 3.1% ต่อปี และคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ทั้งปีนี้จะโตแค่ 1.2-2% จากเดิมที่คาดจะโตได้ 3%
“ผมคิดว่าวันนี้เหตุการณ์ภายนอก น่าจะมีผลกระทบ อย่างเรื่องการส่งออก แต่สุดท้ายอาจจะเป็นผลดีก็ได้ ถ้าเราแก้ไขได้ แต่ถ้าผลกระทบออกมาไม่ดี ก็แปลว่าผู้ส่งออก ผู้ผลิต และแม้กระทั่งคนที่ทํางานอยู่ในบริษัทหรือองค์กรที่เป็นผู้ผลิต ก็จะได้ผลกระทบด้วย เมื่อเป็นอย่างงั้น ก็แปลว่าอาจจะมีผู้ที่ไม่มีงานทำ”
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมการไว้รองรับ หากภาคส่งออกถูกกระทบ ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ เช่น กิจการหยุดชะงักชั่วคราว เป็นต้น ซึ่งส่วนนี้ได้ให้สถาบันการเงิน เตรียมมาตรการไว้ช่วยเหลือ ทั้งมาตรการการให้สินเชื่อในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่อนปรนเรื่องดอกเบี้ย
ขณะที่งบประมาณ 157,000 ล้านบาท จะปรับมาใช้เรื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนการผลิต สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน แก้ปัญหาน้ำท่วม ซ่อมแซมถนน และแหล่งท่องเที่ยว
“ยกตัวอย่าง เช่น เรามีเรื่องน้ำเดี๋ยวท่วม เดี๋ยวแล้ง ทําให้ผลผลิตไม่ได้ ผลผลิตเสียหาย เรามีถนนที่ทําให้คนเดินทางไม่สะดวก โลจิสติกส์ลำบาก เรามีถนนบางส่วนที่วันนี้ไม่อยู่ในสภาพใช้งาน ทําให้การท่องเที่ยวไม่สะดวก ฉะนั้น วิธีคิด คือ ดูว่าอะไรที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันนี้ นอกเหนือจากการส่งออกแล้ว ก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือภาคเกษตรกรรม ดังนั้น ก็คิดว่าควรจะต้องมาทำ”
นายพิชัยกล่าวว่า สำหรับโครงการที่จะผลักดันใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท ต้องมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1. เพื่อการแก้ไขเรื่องน้ำ ซึ่งก็จะมี 3 ส่วน คือ น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ที่วันนี้หลายพื้นที่มีปัญหาเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เป็นต้น ต่อมาน้ำเพื่อเกษตรกรรม นอกจากจะมีน้ำให้ใช้แล้วก็คงต้องป้องกันไม่ให้ท่วมง่ายๆ หรือแล้งง่ายๆ ด้วย
และสุดท้าย แหล่งน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เพราะวันนี้ไปชวนนักลงทุนมาเยอะ แล้วนักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะมาอยู่รอบๆ กรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง หรือไม่ก็อยู่ในพื้นที่ EEC รวมถึงชลบุรี ปราจีนบุรี ซึ่งช่วง 3 ปีข้างหน้าอาจจะยังไม่มีปัญหา แต่จะต้องทําเป็นโครงการระยะกลางถึงยาวขึ้นไป เพื่อจะดึงแหล่งน้ำมาใช้ในบริเวณนี้ ซึ่งต้องทำต่อเนื่องไปในช่วงปี 2569-2571
2. ถนน หรือโลจิสติกส์ เน้นโครงการระยะสั้นที่ต้องใช้งบฯ ปีนี้ไปถึง 1 ปีครึ่งจากนี้ไป อาจจะใช้เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ส่งออก โดยส่วนหนึ่งอาจจะใช้นโยบายการเงินเป็นหลัก แต่ก็มีบางวิธีที่สามารถทำได้ เช่น การให้หน่วยราชการบางแห่ง ยกตัวอย่างกระทรวงแรงงาน ที่มีเงินอยู่ นำเงินไปฝากธนาคาร เพื่อให้สามารถปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ลูกค้าได้
และ 3. โครงการที่ทำให้เกิดการจ้างงาน อย่างเช่นโครงการ SML ที่มีโครงการจะทำกันอยู่แล้ว เป็นต้น
รัฐมนตรีคลังย้ำว่า โครงการเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เพิ่งคิด แต่ส่วนใหญ่มีอยู่ในแผนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพียงแต่ว่ายังไม่ได้รับการจัดสรรงบฯ ปี 2568-2569 ดังนั้น จะดึงพวกนี้ขึ้นมา ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้ว ก็จะเชื่อมโยงกับงบประมาณปี 2569 ที่กำลังเข้าสภาผู้แทนราษฎรด้วย
“ปกติทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างจังหวัด ในจังหวัดที่สําคัญ ทุกคนก็เสนอแผนเข้ามาอยู่แล้วในระดับจังหวัดขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วทุกอย่างก็มารวมอยู่ที่สภาพัฒน์ พวกนี้คืองบฯ ที่อยากจะใช้ จริงๆ แล้วก็จะเป็นเรื่องน้ำ ถนน รถไฟรางคู่ ที่เขาเสนอมา ผมลองไปดูมียอดกว่า 3 ล้านล้านบาท ที่เขาอยากจะทํา แต่ยังไม่ได้ทํา 1-2 ปี ก็ทํายาว ซึ่งอยากจะเห็นประเทศไทยทําสิ่งเหล่านี้ จะดึงขึ้นมาดูว่า อันไหนควรทํา แล้วทําเร็ว ทําได้ก่อนใช้เงินก่อน”
นายพิชัยกล่าวว่า โครงการของภาคการท่องเที่ยว ก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญ เพราะวันนี้ ท่องเที่ยวก็เป็นอีกเครื่องจักรสำคัญของไทย ซึ่งสถานการณ์โลกเป็นเช่นนี้ โดยธรรมชาตินักท่องเที่ยวอาจจะน้อย ดังนั้น จึงต้องมาปรับ หากนักท่องเที่ยวจะมาเท่าเดิมหรือไม่มากขึ้น ก็ต้องทําให้อยากมา หรือทำให้เขาใช้เงินมากขึ้น ทำให้สะดวกมากขึ้นหรืออยู่นานขึ้น
“จริงๆ มีโครงการเยอะให้เขาไปรีวิว อย่างเช่น สนามบินบางแห่งยังไม่เรียบร้อย จะทําให้เรียบร้อยได้ไหม หรือสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง นักท่องเที่ยวไปแล้ว ห้องน้ำไม่สะอาดเลย ก็ไปทบทวนมา พวกนี้ทําได้เลย พวกนี้ใช้แรงงานในไทย ใช้ของในไทย จ้างกันอยู่ภายใน”
ทั้งนี้ การเสนอโครงการ จะมีคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรอง ขอให้เป็นโครงการที่เริ่มในปีงบประมาณนี้ แล้วทําให้เสร็จภายในปีหน้า
สําหรับสถานการณ์ด้านการคลังนั้น นายพิชัยกล่าวว่า ในเรื่องรายได้ ปีนี้ คิดว่าคงเก็บได้ตามเป้าหมาย แต่แน่นอน ก็ต้องมาคิดเพื่อความมั่นคงของประเทศ พิจารณาถึงในอนาคตต่อไปด้วย โดยยอมรับว่ามีความจำเป็นต้องปฏิรูปภาษีให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ ต้องคํานึงถึงผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย จังหวะที่เหมาะสมด้วย
“วันนี้เราเก็บภาษีได้ในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต สมมุติเศรษฐกิจ 100 บาท เราเก็บได้ 14 บาท สมัยก่อนเราเก็บได้ 17-18 บาท ก็แปลว่าการที่เก็บนี้ สังคมเปลี่ยนไป รูปแบบของการอยู่ของสังคมเปลี่ยนไป คนไม่ได้ค้าขายเหมือนเดิม คนค้าขายทางออนไลน์ คนค้าขายอยู่บ้าน อะไรต่างๆ มันหลายส่วน มีบางอันอยู่นอกระบบเยอะ ก็แปลว่า เราคงจะทําให้เกิดความยุติธรรม และทําให้มันเรียบร้อยให้ได้”
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ การเตรียมการรับมือไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลังอัดมาตรการเร่งด่วน แก้เกมเศรษฐกิจชะลอตัว เปิดแผนใช้งบ 1.57 แสนล้านปั๊มจีดีพี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com