โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ถ้า “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกปิด น้ำมันพุ่ง-ศก.วูบ ปมเดือดอิหร่าน-อิสราเอล

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 22.00 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 05.00 น.

ในช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างอิหร่านและอิสราเอลได้กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อประเด็นความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์อาจลุกลามไปสู่การปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกที่หากถูกปิดขึ้นมาจริง ย่อมหมายถึงผลกระทบในระดับโลกแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก โดยตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน มีความกว้างในจุดที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตรเท่านั้น แต่กลับเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบประมาณ 20% ของการค้าทั่วโลก หรือราว 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไหลเวียนผ่านที่นี่ทุกวัน เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปริมาณมหาศาลที่ถูกส่งออกจากประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย คูเวต อิรัก ยูเออี กาตาร์ รวมถึงอิหร่านเอง ซึ่งการปิดช่องแคบนี้แม้เพียงระยะสั้น ก็จะกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานพลังงานและเศรษฐกิจโลกในทันที

ความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการ เพราะในอดีตอิหร่านเคยขู่อย่างชัดเจนว่า หากถูกตัดสิทธิ์ในการส่งออกน้ำมัน หรือเผชิญการโจมตีทางทหารจากอิสราเอลหรือพันธมิตรตะวันตก อิหร่านจะ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” เพื่อตอบโต้ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอานุภาพสูงสุดอย่างหนึ่งของเตหะราน

การขู่นี้ไม่ใช่แค่คำขู่ในเชิงการทูต เพราะอิหร่านมีศักยภาพทั้งในเชิงภูมิประเทศ และอาวุธยุทโธปกรณ์ในการสกัดกั้นการเดินเรือบริเวณช่องแคบดังกล่าว โดยที่ผ่านมาเพียงข่าวลือหรือเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วน ก็สามารถทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนได้ทันที ตัวอย่างเช่นในช่วงปี 2011-2012 ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเกือบ 20% เพียงเพราะความวิตกว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิด

ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เสี่ยงปะทุขึ้นอย่างแท้จริงในปี 2025 คือความตึงเครียดที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจากหลายด้าน ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธอย่างฮิซบุลเลาะห์ และบทบาทของอิหร่านในสงครามตัวแทนทั่วตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในซีเรีย เลบานอน และฉนวนกาซา ซึ่งอิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ อิสราเอลเองยังแสดงท่าทีพร้อมใช้กำลังทางทหารหากสถานการณ์บานปลาย โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรสำคัญที่มีบทบาททั้งในด้านการข่าวกรองและยุทโธปกรณ์ในภูมิภาค

หากเกิดสถานการณ์ที่อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง ผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่ตลาดน้ำมันโลกที่ราคาพุ่งทะยานในระดับที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่ยังรวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงทันทีจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมักแข็งค่าขึ้นจากบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” แต่ในทางกลับกัน สกุลเงินของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย หรือกลุ่มประเทศในยุโรปจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง

นอกจากนั้น ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ขนส่งออกจากกาตาร์ผ่านช่องแคบนี้จะกลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกที่พึ่งพา LNG ในการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมอย่างมาก อีกทั้งยังอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่มีทางเลือกด้านพลังงานที่เพียงพอ

แม้หลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย และยูเออี พยายามลดความเสี่ยงผ่านการสร้างท่อส่งน้ำมันบนบกไปยังทะเลแดง หรือการขนส่งทางเลือกอื่น แต่ความจริงก็คือ เส้นทางเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมดในระยะสั้น ในขณะที่ประเทศผู้นำเข้าพลังงานบางรายยังคงไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันที

สำหรับนักลงทุนทั่วโลก ความไม่แน่นอนนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ไม่ต่างจากนโยบายการเงินหรือเทคโนโลยี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...