'สนับสนุน แต่ไม่จุกจิก' สไตล์หัวหน้าแบบใหม่ที่ Gen Z อยากเป็น?
คุณคือ Gen Z ที่อยากเป็นหัวหน้าไหม?
.
.
ถ้าใครเอาคำถามนี้ไปถามเพื่อนๆ Gen Z รอบตัว เชื่อว่าคำตอบที่ได้กลับมาน่าจะไม่ได้เป็นคำว่า “ใช่” สักเท่าไร แล้วมันแปลกไหมเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนที่มักฝันอยากได้เลื่อนตำแหน่ง อยากมีคนใต้บังคับบัญชา อยากมีอำนาจในการตัดสินใจ?
.
จริงๆ แล้ว ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นเทรนด์ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกาและยุโรป ที่นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Conscious Unbossing" หรือการตัดสินใจอย่างมีสติที่จะไม่เป็นหัวหน้าแบบเดิม
.
จากการสำรวจของ World Economic Forum พบว่า กว่า 50% ของ Gen Z เลือกที่จะไม่รับตำแหน่งผู้บริหาร เพื่อแสวงหาเส้นทางการเติบโตแบบของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากรุ่นก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง
.
นอกจากนี้ Gen Z อีกหลายคนก็ให้ความเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ไม่อยากเป็นหัวหน้า แต่พวกเขาอยากเป็น "หัวหน้าแบบใหม่" ที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยมีมา แบบที่ว่า 'สนับสนุน แต่ไม่จุกจิก' ซึ่งสไตล์หัวหน้าแบบนี้ เป็นวิธีการทำงานแบบใหม่ที่ Gen Z กำลังจะนำมาเปลี่ยนโลกการทำงาน และอาจจะเป็นคำตอบสำหรับปัญหาที่เราเห็นกันอยู่ในหลายองค์กร ที่พนักงานเครียด เบื่องาน และลาออกกัน
.
แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้? วันนี้เราจะมาเจาะลึกกับความต้องการเบื้องลึกภายในจิตใจ และคำถามว่าทำไมแนวคิดนี้ถึงอาจเป็นอนาคตของการบริหารงาน
.
.
เหตุผลที่ Gen Z ไม่อยากเป็นหัวหน้าแบบเดิม
.
ก่อนที่จะไปดูว่า Gen Z อยากเป็นหัวหน้าแบบไหน เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากเป็นหัวหน้าแบบที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
.
ลองนึกภาพหัวหน้าที่เราเคยเจอกัน หรือที่เราเห็นในบริษัทต่างๆ หลายคนคงนึกถึงคนที่ต้องทำงานดึกทุกวัน ต้องตอบอีเมลตลอด 24 ชั่วโมง ต้องควบคุมทุกรายละเอียดของลูกน้อง และมีความเครียดสะสมจนบางทีหน้าตาก็เปลี่ยนไป
.
สำหรับ Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา พวกเขาได้เห็นและได้ยินเรื่องราว "ความมืดมน" ของการเป็นหัวหน้าแบบเดิมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าจากพี่ๆ ที่ทำงาน โพสต์ในโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่มีมที่แชร์กันว่า "เป็นหัวหน้าแล้วชีวิตลำบาก" นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Gen Z ไม่อยากเป็นหัวหน้าแบบเดิม
.
[ ] ไม่อยากเครียดเพื่อตำแหน่ง
หลายคนบอกว่าการเป็นหัวหน้าแบบเดิมต้องแบกรับความเครียดมากเกินไป ทำงานล่วงเวลาเป็นปกติ ต้องแก้ปัญหาทุกเรื่องด้วยตัวเอง และที่สำคัญคือต้องเสียสละเวลาส่วนตัวเกือบทั้งหมด
.
[ ] การจัดการแบบเก่าไม่ใช่สไตล์เรา
Gen Z เติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีทำให้การสื่อสารเป็นแบบสองทาง ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น การบริหารงานแบบ "ใครเป็นหัวหน้าต้องฟังใคร" จึงไม่ถูกใจพวกเขา
.
การควบคุมอย่างเข้มงวด การเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหว หรือการตัดสินใจแบบเผด็จการ ล้วนเป็นสิ่งที่ Gen Z มองว่าล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพ
.
[ ] อยากทำงานที่มีความหมาย
อีกเหตุผลสำคัญคือ Gen Z ต้องการทำงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ไม่ใช่แค่การไล่ตามตัวเลขยอดขายหรือกำไร หลายตำแหน่งผู้บริหารที่มุ่งเน้นไปที่ KPI เพียงอย่างเดียว จึงไม่ตรงกับความต้องการของพวกเขา
.
.
แล้ว Gen Z จะเป็นหัวหน้าแบบใหม่ได้อย่างไร?
.
ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้า Gen Z ไม่ชอบการเป็นหัวหน้าแบบเดิม แล้วพวกเขาจะเป็นหัวหน้าแบบไหนกันแน่? ที่จริงแล้ว Gen Z ไม่ได้หลีกหนีจากการเป็นผู้นำ แต่พวกเขากำลังนิยามใหม่ว่า "การเป็นหัวหน้า" ควรจะเป็นอย่างไร โดยยึดหลักการสำคัญว่า "พวกเขาต้องการเป็นคนที่คนอื่นอยากทำงานด้วย ไม่ใช่คนที่คนอื่นต้องทน"
.
Dan Black ผู้นำด้านกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคลและประสิทธิภาพองค์กรระดับโลกของ EY สนับสนุนแนวคิดนี้ด้วยเช่นกัน โดยเขาได้ให้ความเห็นว่า "Gen Z ต้องการมีอิทธิพลโดยไม่ต้องอาศัยลำดับชั้น การเติบโตโดยไม่ต้องเหนื่อยหอบ และสร้างผลกระทบโดยไม่ต้องเสียสละความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการเป็นผู้นำแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม นั่นทำให้หัวหน้าแบบใหม่ของ Gen Z จะมีลักษณะดังนี้
.
[ ] เป็น Coach มากกว่า Boss
หัวหน้าที่ดีควรเป็นคนที่ช่วยให้ทีมเก่งขึ้น ไม่ใช่คนที่คอยจับผิด และ Gen Z อยากเป็นหัวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษา ไม่ใช่คนที่คอยสั่งการอย่างเดียว พวกเขาเชื่อว่าการให้คำแนะนำและสนับสนุนการเติบโตของทีมงานจะได้ผลดีกว่าการควบคุมทุกขั้นตอน
.
[ ] ให้อิสระ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย
Gen Z เลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมงานหรือลูกทีมแล้วปล่อยให้ทำ ดีกว่าการควบคุมทุกรายละเอียดจนขาดอิสระ
.
แทนที่จะเป็น Micromanager ที่คอยตรวจสอบทุกรายละเอียด หัวหน้าแบบ Gen Z จะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วปล่อยให้ทีมงานใช้วิธีการของตัวเองในการบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งการให้อิสระแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ดูแล แต่เป็นการแสดงความเชื่อใจและเคารพในความสามารถของเพื่อนร่วมงาน
.
[ ] วัดผลจากผลงาน ไม่ใช่เวลา
หากลูกทีมทำงานเสร็จและได้คุณภาพที่น่าพึงพอใจ Gen Z จะอนุญาตให้กลับบ้านได้เลย หัวหน้ายุคใหม่จะวัดผลงานจากคุณภาพและผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่จากจำนวนชั่วโมงที่นั่งอยู่ในออฟฟิศ การทำงานแบบยืดหยุ่นและการดูแล Work-Life Balance เป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญ
.
[ ] สร้างโอกาสให้คนอื่นเติบโต
Gen Z อยากเป็นหัวหน้าที่สร้างโอกาสให้ทีมงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พัฒนาทักษะ และเติบโตในสายอาชีพ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าลูกทีมจะมองหาโอกาสอื่นๆ
.
.
หนทางยังอีกยาวไกล เมื่อ Gen Z ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง
.
แม้ว่าแนวคิดการเป็นหัวหน้าแบบใหม่ของ Gen Z จะดูน่าสนใจและมีจุดเด่นที่ดี แต่เมื่อนำมาใช้ในโลกแห่งความจริง ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่ไม่น้อย
.
Gen Z ส่วนใหญ่ยังมีประสบการณ์การทำงานน้อย เฉลี่ยแล้วอาจมีประสบการณ์เพียง 3-5 ปี การเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการเรียนรู้และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “การให้อิสระ" อาจฟังดูง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรู้ว่าควรให้อิสระมากแค่ไหน เมื่อไหร่ควรเข้าไปช่วย และอย่างไรจึงจะไม่กลายเป็นการปล่อยปะละเลย ล้วนต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจลึกซึ้งในธุรกิจ
.
อย่างไรก็ตาม Dan Black จาก EY เน้นว่า กุญแจสำคัญคือ "การเข้าใจ Gen Z อย่างแท้จริง การทำความเข้าใจในความสำคัญ คุณค่า และสิ่งที่จูงใจให้พวกเขารับตำแหน่งผู้นำเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเขารู้สึกได้รับการเสริมพลัง มีส่วนร่วม และได้รับการสนับสนุนตลอดเส้นทางอาชีพของพวกเขา"
.
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง สิ่งที่ Gen Z นำเสนอมาอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวงการผู้นำ แต่ยังต้องผ่านการทดสอบในสถานการณ์จริงอีกมาก
.
.
เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำที่ดีที่สุดคือคนที่เรียนรู้ได้ ปรับตัวได้ และสามารถนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม
.
.
อ้างอิง
- WTF is conscious unbossing?: Tony Case, Worklife - https://bit.ly/3HYqWPd
- Conscious Unbossing: Why Gen Z Is Steering Clear Of Middle Management: Dan Pontefract, Forbes - https://bit.ly/4nb0suf
.
.
#GenZ
#ConsciousUnbossing
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast