"กรศักร" ยื่นแพทยสภา ตรวจสอบกรณีเวชระเบียนขัดแย้ง
"กรศักร" ยื่นแพทยสภา ตรวจสอบกรณีเวชระเบียนขัดแย้ง ชี้อาจมีการปลอมเอกสาร-เอื้อประโยชน์ในพินัยกรรม
วันที่ 17 มิ.ย. 68 ที่กระทรวงสาธารณสุข พันเอก กรศักร สุวรรณเตมีย์ พร้อมด้วย นายอรรณพ บุญสว่าง หรือ “ทนายเป้ง” เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อแพทยสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมการประกอบวิชาชีพของแพทย์รายหนึ่ง ภายหลังพบความผิดปกติของเวชระเบียนผู้ป่วย ที่อาจมีการปลอมแปลงเอกสาร และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางนิติกรรมต่างๆ เช่น พินัยกรรม หรือการโอนสิทธิประโยชน์
พันเอกกรศักร ระบุว่า สาเหตุที่มายื่นเรื่องในครั้งนี้ เกิดจากการตรวจสอบเอกสารทางการแพทย์ พบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งรายละเอียดในเวชระเบียน และใบรับรองแพทย์ ซึ่งถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินการทางกฎหมายหลายประการ โดยเฉพาะการรับรองสติสัมปชัญญะของผู้ป่วย ซึ่งอาจมีผลต่อความถูกต้องของพินัยกรรมที่จัดทำขึ้น
“เราไปตรวจสอบเวชระเบียน พบว่ามีวันที่ซ้ำซ้อน บางรายการดูเหมือนถูกใส่ข้อมูลย้อนหลัง หรือใช้ข้อมูลเดียวกันไปออกใบรับรองแพทย์หลายครั้ง ทั้งที่วันนั้นผู้ป่วยอาจไม่ได้เข้ารับการรักษา หรือมีพฤติการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับเนื้อหาในเอกสาร” พันเอกกรศักร กล่าว
ด้าน นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความผู้ร่วมยื่นเรื่อง ระบุว่า เวชระเบียนที่ออกโดยแพทย์ มีข้อความระบุว่าผู้ป่วยไม่สามารถเขียนหนังสือได้ แต่มีพยานหลายรายยืนยันว่าผู้ป่วยยังสามารถเขียนหนังสือได้อยู่ จึงตั้งข้อสงสัยว่า มีการบันทึกข้อมูลเพื่อเอื้อประโยชน์ในการดำเนินธุรกรรมหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารเหล่านั้น อยู่ในสายการบังคับบัญชาหรือเป็นเพื่อนร่วมงานภายในโรงพยาบาลเดียวกัน
นอกจากนี้ พันเอกกรศักร ยังเปิดเผยว่า ผู้ป่วยในกรณีนี้เป็นคุณน้าของแพทย์รายหนึ่งที่เกี่ยวข้อง และหลังจากเสียชีวิตยังมีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต โดยขอให้แพทยสภาตรวจสอบในเบื้องต้น รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าผู้รับผลประโยชน์ในพินัยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเอกสารในสำนวนคดี
“เราสงสัยว่าบุคคลที่มีอำนาจสามารถเข้าถึงเวชระเบียนได้ง่ายกว่าญาติผู้ป่วย อาจมีการแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบ ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราขอความเป็นธรรมจากแพทยสภาให้ตรวจสอบให้ชัดเจน” พันเอกกรศักร กล่าว
สำหรับกรณีการออกใบรับรองแพทย์ ซึ่งมีการระบุว่าผู้ป่วยไม่สามารถเซ็นชื่อได้ จึงต้องใช้การพิมพ์ลายนิ้วมือแทน พันเอกกรศักรกล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่าในขณะพิมพ์ลายนิ้วมือนั้น ผู้ป่วยยังมีสติหรือไม่ เพราะหากผู้ป่วยยังสามารถเซ็นชื่อเองได้ ย่อมไม่จำเป็นต้องใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานในการจัดทำเอกสาร
ทางด้านทนายความ ระบุเพิ่มเติมว่า หากการตรวจสอบพบว่าแพทย์มีเจตนาปลอมแปลงเอกสารจริง อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และถือเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณแพทย์อย่างชัดเจน ซึ่งคาดหวังว่าแพทยสภาจะดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างปี 2562–2563 แต่เพิ่งมีข้อมูลใหม่ที่ชัดเจนเพียงไม่นานนี้ หลังจากผู้ร้องได้รับหมายศาลเรียกเวชระเบียนจากโรงพยาบาล โดยพบว่ามีการใช้ “แท็กวัน” ซ้ำซ้อน และไม่ตรงกับวันที่ระบุในใบรับรองแพทย์
ผู้ร้องยังเผยว่าเอกสารบางส่วนที่พบ อาจมีความเกี่ยวพันกับการตรวจสอบสภาพทหารหรือเอกสารด้านการแพทย์ที่มีรายละเอียดสำคัญ แต่ผู้บังคับบัญชาในโรงพยาบาลกลับไม่ทราบการจัดทำเอกสารนั้นมาก่อน จึงขอให้มีการตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมด เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย