โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Turnstile กิ้งก่าเปลี่ยนสี แห่งวงการเพลง ฮาร์ดคอร์ พังก์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 มิ.ย. 2567 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2567 เวลา 10.35 น.

ฮาร์ดคอร์ พังก์ เป็นอีกแขนงหนึ่งของดนตรีพังก์ ร็อก

วัฒนธรรมพังก์มีรากฐานโดยตรงมาจากดนตรีร็อกแอนด์โรลในยุค 50 และดนตรีการาจ ร็อก ในยุค 60 ซึ่งเป็นดนตรีที่ใช้โครงสร้างคอร์ดง่ายๆ เพียงไม่กี่คอร์ดในการสร้างสรรค์

ส่วนเอฟเฟ็กต์กีตาร์ ขอแค่มี Fuzzbox หรือ Distortion ราคาถูกที่ทำให้กีตาร์แผดเสียงแตกพร่าและดุดันมากขึ้นเมื่อผู้เล่นสตรีมมิ่งสายกีตาร์แบบเพาเวอร์คอร์ดก็เพียงพอแล้ว

หัวใจของวัฒนธรรมพังก์ก็คือการทำทุกอย่างขึ้นมาด้วยตัวเองโดยที่ไม่ยอมให้ใครมากำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเล่นดนตรี, สไตล์การแต่งตัว

หรือว่าการแสดงสดที่เปิดโอกาสให้แฟนเพลงเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่

ฮาร์ดคอร์ พังก์ วิวัฒนาการมาจากดนตรีพังก์ ร็อก ที่มีวงอย่าง The Sex Pistols, MC5. Iggy Pop and the Stooges, Ramones และอีกหลายต่อหลายวงเป็นต้นแบบ

โดยในช่วงปลายยุค 70 พังก์ ร็อก กลายเป็นแนวดนตรีที่ส่งอิทธิพลต่อวงการดนตรีไปทั่วโลก

ส่วนหนึ่งมาจากการทัวร์คอนเสิร์ตของวง The Sex Pistols ที่เมืองแมนเชสเตอร์ในวันที่ 4 มิถุนายนปี 1976

โชว์ในครั้งนั้นมีผู้ชมอย่าง โฮเวิร์ด เดอโวโท และ พีต เชลลี ที่ร่วมกันก่อตั้งวง Buzzcocks

เช่นเดียวกันกับ เอียน เคอร์ติส, เบอร์นาร์ด ซัมเนอร์ และ ปีเตอร์ ฮุก ที่ร่วมกันก่อตั้งวง Stiff Kittens ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Warsaw

และ Joy Division, มาร์ก อี. สมิธ ผู้ตั้งวง The Fall ซึ่งเป็นวงที่ เคิร์ต โคเบน แห่งวง Nirvana ชื่นชอบมาก รวมถึง มอร์ริสซีย์ อดีตนักร้องนำวง The Smiths ด้วย

โชว์ของวง The Sex Pistols ในปี 1976 พลิกประวัติศาสตร์วงการดนตรีร็อกแอนด์โรลไปตลอดกาล

เพราะถ้าไม่มีโชว์ครั้งนั้นคงไม่มีใครนึกภาพออกว่าวงการดนตรีร็อกหลังจากยุค 80 เป็นต้นมาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ความมุ่งมั่นในการทำเพลงที่เน้นความเร็วด้วยการสับเพาเวอร์คอร์ดเพียงไม่กี่คอร์ด, เนื้อเพลงที่ต่อต้านกฎเกณฑ์อยุติธรรมของสังคมและการปฏิเสธวัฒนธรรมกระแสหลักก่อให้เกิดดนตรีแนวฮาร์ดคอร์ พังก์ ขึ้น

Discharge วงฮาร์ดคอร์ พังก์ จากอังกฤษเป็นวงแรกที่ริเริ่มการใช้จังหวะกลองที่ตีอย่างหนักหน่วงและมีความซับซ้อนมากกว่าพังก์ร็อกยุคแรกๆ มาก ซึ่งเป็นการประยุกต์มาจากรูปแบบการตีกลองของวง Mot?rhead และ Buzzcocks

จนก่อให้เกิดแนวย่อยของดนตรีฮาร์ดคอร์ พังก์ อย่าง D-Beat ขึ้นมา

Turnstile วงฮาร์ดคอร์ พังก์ จากเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ ที่ฟอร์มวงในปี 2010 ได้รับอิทธิพลมาจากต้นกำเนิดของสายธารวัฒนธรรมพังก์ดังที่กล่าวมาทั้งหมด โดยสมาชิกวงที่ประกอบไปด้วย เบรนแดน เยตส์ (ร้องนำ, คีย์บอร์ด), แพต แม็กครอรี (กีตาร์), ฟรานซ์ “ฟรีกกี” ลีออนส์ (เบส) และ แดเนียล แฟง (กลอง)

นอกจากนี้ ทางวงก็ยังชื่นชอบวัฒนธรรมดนตรีพังก์จากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีวงฮาร์ดคอร์ พังก์ อย่าง Minor Treat, Iron Cross, Bad Brains และ Fugazi เป็นหัวหอกสำคัญ

หัวใจสำคัญของ ดี.ซี. ฮาร์ดคอร์ คือแนวคิดในการพัฒนาซาวด์อันดิบเถื่อนของดนตรีพังก์ไปสู่สิ่งที่ใหม่กว่าเดิม ทั้งในแง่ของซาวด์ดนตรีที่รุกเร้ารุนแรงแต่มีความกระชับมากขึ้น, มีเมโลดี้ที่ติดหูแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความดิบกร้าว

และที่สำคัญที่สุดก็คือเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงปัญหาสังคมร่วมสมัยที่เข้าถึงผู้ฟังได้ทุกช่วงวัย

ความไม่ธรรมดาของ Turnstile อยู่ตรงที่ถึงแม้ว่าทางวงจะยืนหยัดในดนตรีฮาร์ดคอร์ พังก์ แต่พวกเขาก็เปิดรับดนตรีทุกแนว

New Heart Designs อีพีชุดล่าสุดที่ทางวงนำเพลง Mystery, Alien Love Call และ Underwater Boi จากอัลบั้ม Glow On (2021) มาเรียบเรียงใหม่ภายใต้กลิ่นอายของดนตรีไซคีเดลิก แจ๊ส, ฟังก์ และแอฟโฟร บีต ร่วมกับ BADBADNOTGOOD วงไซคีเดลิก/แจ๊ซจากประเทศแคนาดา และ Blood Orange ศิลปินแนวอัลเทอร์เนทีฟ อาร์แอนด์บี และแจ๊ซทดลอง

นับว่าทั้งกล้าหาญและบ้าบิ่นอยู่ไม่น้อย

มันอาจจะทำให้ทางวงสูญเสียฐานแฟนเพลงที่ชื่นชอบดนตรีพังก์หนักๆ ที่ทางวงทำได้ดีมาตลอดเพราะไม่เข้าใจว่าทางวงกำลังทดลองอะไรอยู่และงานเพลงชุดต่อไปจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

แต่สำหรับนักฟังเพลงที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งของแนวดนตรีไปแล้ว นี่คืองานเพลงทางเลือกระดับคุณภาพชุดหนึ่งเลยทีเดียว

Step to Rhythm อัลบั้มชุดแรกของวงที่วางจำหน่ายในปี 2013 ดำเนินรอยตามวงวอชิงตัน ดี.ซี. ฮาร์ดคอร์ พังก์ รุ่นพี่อย่าง Minor Treat, Scream. S.O.A. (ก่อตั้งโดย เฮนรี โรลลินส์ แห่งวงอเมริกันพังก์ชั้นครูอย่าง Black Flag) และ Embrace แต่ทางวงก็ไม่ได้ดำเนินรอยตามวิถีพังก์แบบดั้งเดิมเลย (Traditional Punk)

ตรงกันข้ามนี่คืองานเพลงลูกผสมที่มีทั้งกลิ่นอายของดนตรีแร็พป ร็อก, เร็กเก้ และดับ (Dub) แบบเดียวกับวง 311, นิว เมทัล, อัลเทอร์เนทีฟ ร็อก ไปจนถึงสำเนียงดนตรีในแนวสปีด เมทัล แบบวง Mot?rhead

แบรนแดน เยตส์ เคยให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสาร Vice Magazine ว่าการที่ Turnstile ได้เซ็นสัญญากับ Roadrunner ซึ่งเป็นเพลงยักษ์ใหญ่สำหรับวงการเพลงเฮฟวี่ เมทัล เพื่อบันทึกเสียง Time & Space สตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 2 ของวงถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

ประการแรก นี่คือค่ายเพลงที่เป็นต้นสังกัดของวงพังก์และเมทัลอย่าง Madball, Biohazard และ Life of Agony ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงมาอย่างยาวนาน

ประการที่สอง ก็คือ Roadrunner มองเห็นศักยภาพของวงดนตรีลูกผสมอย่าง Turnstile ที่ไม่ได้จำกัดแนวทางในการทำงานเพลงอยู่ที่แนวฮาร์ดคอร์ พังก์ เพียงอย่างเดียว

ส่วนการได้ วิลเลียม ยิป ที่เคยโปรดิวซ์, มิกซ์ และบันทึกเสียงให้กับศิลปินยอดฝีมือหลากหลายแนวทางอย่าง ลอเรน ฮิลล์, Keane, mewithoutYou, Nothing, Panic! At the Disco, Circa Survive และอีกมากก็ช่วยยกระดับงานเพลงของวงให้ก้าวไปไกลขึ้นอีกระดับ

Time & Space ได้รับการยกย่องจากสื่อดนตรีระดับแถวหน้าอย่าง Pitchfork, Kerrang!, NME, Revolver, Alternative Press ให้ติดอันดับหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี 2018

ส่วน Glow On สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของวงมีการผสมผสานซาวด์ดนตรีให้มีความหลากหลายมากขึ้น

งานเพลงชุดนี้มีส่วนผสมของดนตรี เมโลดิก ฮาร์ดคอร์, โพสต์-ฮาร์ดคอร์, อินดี้ ร็อก, อัลเทอร์เนทีฟ ร็อก ไปจนถึง ชูเกซ (Shoegaze) เพลง Mystery มีริฟกีตาร์ที่ฟังแล้วคิดถึงงานเพลงของวง Smashing Pumpkins ในยุคแรกๆ

เพลง Blackout มีกลิ่นอายของดนตรีแดนซ์ พังก์ แบบวง LCD Soundsystem

เพลง Underwater Boi เป็นการผสมผสานดนตรีพังก์และชูเกซเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลื่นไหล

เพลง Holiday มีซาวด์ของดนตรีกรันจ์และไซคีเดลิกเหมือนเพลงของวง Nirvana ผสมกับ Primal Scream ยุคแรกๆ

นอกเหนือไปจากนั้นอัลบั้มชุดนี้ก็ยังนำดนตรี โพสต์-พังก์, อาร์แอนด์บี, แร็พ ร็อก, ดรีม ป๊อป ไปจนถึง ดับ เข้ามาสร้างสีสันด้วย

ความไม่ธรรมดาของ Glow On ทำให้เพลง Holiday และ Blackout ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 65 ในสาขา Best Rock Performance และ Best Metal Performance ตามลำดับ

ส่วนตัวอัลบั้มติดหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี 2021 จากสื่อดนตรีเกือบ 30 สำนัก

Turnstile ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของการแสดงสดที่เต็มไปด้วยพลังและความดุเดือดเลือดพล่าน งานเพลงในอัลบั้มที่ว่าเดือดแล้ว Turnstile สามารถเพิ่มดีกรีความเดือดแบบทะลักจุดแตกให้มากขึ้นไปอีกหลายเท่าบนเวทีคอนเสิร์ต

ไม่มีโชว์ครั้งไหนของวงที่จะไม่เห็นภาพวง Circle Pit ที่ชนกันแบบไม่กลัวหัวร้างข้างแตก ไปจนถึงการเล่น Stage Dive ที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและความสนุกสนานของทั้งแฟนเพลงและทางวงเอง

ข่าวดีก็คือ Turnstile วง “กิ้งก่าเปลี่ยนสี” แห่งวงการเพลงฮาร์ดคอร์ พังก์ วงนี้จะเดินทางมาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในไทยเป็นครั้งแรกกับ TURNSTILE – Asia 2024 Tour – Live in Bangkok โดยผู้จัด VIJI CORP

โดยโชว์จะจัดขึ้นที่ Voice Space ในวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

บัตรยืนขายในราคา 2,800 บาททุกใบ โดยมีวงฮาร์ดคอร์เลือดไทยฝีมือดีอย่าง Whispers เล่นเป็นวงเปิด

ใครที่สนใจสามารถกดซื้อได้เลยผ่านทางเว็บไซต์ www.vijicorp.com

ถ้าจะมีคอนเสิร์ตแนวฮาร์ดคอร์ พังก์ ที่ติดหนึ่งในอันดับ “โคตรมันที่สุดแห่งปี” ก็คงจะเป็นโชว์ของวง Turnstile นี่แหละครับ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Turnstile กิ้งก่าเปลี่ยนสี แห่งวงการเพลง ฮาร์ดคอร์ พังก์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...