โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ก้าวไปอีกขั้น เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน แบบใหม่ เมื่อวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ

Techhub

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 10.54 น.

ผมมีโอกาสได้ไปงานแถลงข่าวของบริษัท ABB ซึ่งเนื้อหาในงาน ก็ได้พูดถึงปัญหาของสภาพอากาศในปัจจุบันที่กำลังรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาหลักก็มาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากเกิน และกลุ่มอุตสาหกรรม 3 กลุ่มที่มีการปล่อยคาร์บอนมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก ปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมเคมี แต่ก็ต้องยอมรับว่า 3 อุตสาหกรรมนี้เป็นภาคส่วนสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ

หลายคนอาจคิดว่า ทำไมเราถึงไม่มีเทคโนโลยีในการช่วยดักจับคาร์บอนล่ะ ? จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) นั้นมีมานาน (มากๆ) แล้ว เป็นกระบวนการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ โดยการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม แล้วนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดิน หรือใต้ทะเล

แต่ตอนนี้ การดักจับคาร์บอนจากแหล่งกำเนิดอาจไม่เพียงพอ เพราะแหล่งกำเนิดคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมาจากที่อื่นเช่นกัน ซึ่งผู้บริหารของ ABB เล่าให้ฟังว่าบางประเทศได้ใช้ก๊าซเหลือใช้ ที่ได้จากการผลิตไฟฟ้า นำมาแยกให้เป็นระดับ Food Grade และนำมาบรรจุในกระป๋องน้ำอัดลมที่เราดื่ม แต่นั่นก็เป็นเพียงการทำให้ก๊าซได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเมื่อเราเปิดกระป๋องน้ำอัดลม คาร์บอนไดออกไซด์ก็ลอยขึ้นสู่บรรยากาศอยู่ดี

ปัจจุบัน จึงมีการคิดค้นเทคโนโลยีที่ใช้ในการดักจับคาร์บอนทางอากาศ หรือ (Direct Air Capture หรือ DAC) เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ หากเทียบกับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจากแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ (CCS) ซึ่งมีการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970

ต้องยอมรับว่า แนวคิดของ DAC นั้นมีมานานแล้ว แต่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงเพิ่งเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1990 มีการพัฒนาต้นแบบ และมีการใช้งานในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2017 โดยบริษัท Climeworks ในสวิตเซอร์แลนด์

ทำไม DAC ถึงเพิ่งเริ่มพัฒนา ? ความท้าทายหลัก ๆ คือเรื่องของต้นทุนเลย การดักจับ CO2 จากอากาศมีความท้าทายมากกว่าการดักจับจากแหล่งกำเนิด เนื่องจากความเข้มข้นของ CO2 ในอากาศต่ำกว่ามาก จึงต้องใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนสูง โดยในอดีต DAC มีต้นทุนสูงมาก ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีอื่นๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความเร่งด่วนในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น DAC เพื่อช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่มันกำลังล้นโลกอยู่ และในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น วัสดุดูดซับที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนของ DAC ได้มากขึ้นนั่นเอง

บริษัทที่พัฒนา Direct Air Capture (DAC) ในปัจจุบันคือ
Climeworks: บริษัทสัญชาติสวิส เป็นผู้บุกเบิก DAC และเป็นเจ้าของโรงงาน DAC เชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก เทคโนโลยีของ Climeworks ใช้ตัวกรองพิเศษในการดักจับ CO2 จากอากาศ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ หรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

2. Carbon Engineering บริษัทสัญชาติแคนาดา เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี DAC ที่ใช้พัดลมขนาดใหญ่ดูดอากาศผ่านสารละลายที่สามารถดักจับ CO2 ได้ โดย CO2 ที่ถูกดักจับจะถูกนำไปผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่มีคาร์บอนเป็นกลาง

3. Global Thermostat: บริษัทสัญชาติสหรัฐอเมริกา พัฒนาเทคโนโลยี DAC ที่ใช้กระบวนการทางเคมีในการดักจับ CO2 จากอากาศ ซึ่ง CO2 ที่ถูกดักจับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง หรือใช้ในการปลูกพืชในเรือนกระจก

4. 1PointFive: บริษัทในเครือของ Occidental Petroleum Corporation เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี DAC ที่ใช้สารดูดซับที่เป็นของแข็งในการดักจับ CO2 จากอากาศ CO2 ที่ถูกดักจับจะถูกนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดิน

5. CARBON Collect เป็นบริษัทสัญชาติไอร์แลนด์ที่พัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในอากาศ (DAC) โดยใช้แนวคิด “ต้นไม้จักรกล” (MechanicalTree™) ซึ่งเป็นเสาขนาดใหญ่ที่มีแผ่นดูดซับ CO2 ทำจากวัสดุพิเศษที่สามารถดักจับ CO2 จากอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออากาศผ่านแผ่นดูดซับ CO2 จะถูกดักจับไว้ จากนั้นแผ่นดูดซับจะถูกทำให้ร้อนเพื่อปล่อย CO2 ที่ถูกดักจับออกมาในรูปของก๊าซที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์หรือกักเก็บได้ โดยต้นไม้จักรกลหนึ่งต้นสามารถดักจับ CO2 ได้มากถึง 1 ตันต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณ CO2 ที่ต้นไม้ธรรมชาติ 400 ต้นดูดซับได้ในหนึ่งปี โดยปัจจุบัน ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดสอบครับ

ย้อนกลับมาที่ ABB บริษัทอาจไม่ได้มองว่า CCS หรือ DAC จะเป็นหนทางเดียวในการช่วยโลกนี้ แต่อาจจะเริ่มจากภาคประชาชนที่มีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น และในภาคอุตสาหกรรม ควรมีการออกแบบระบบการใช้พลังงานอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อาจมีการใช้งานระบบออโตเมชั่น ระบบควบคุมไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ และระบบพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะมีส่วนช่วยได้มากขึ้น

ABB เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมและสังคมสู่ความยั่งยืน โดยมีการนำเสนอโซลูชั่นต่าง ๆ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมลดการปล่อยคาร์บอนมาก โดยปัจจุบัน ABB กำลังพัฒนาโซลูชันระบบอัตโนมัติ การใช้พลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของภาคส่วนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งรวมถึงการดำเนินงานด้วยไฟฟ้า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยเครื่องวิเคราะห์ และการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยียุคถัดไป เช่น CCS

หนึ่งในเทคโนโลยีที่เห็นชัดคือ ABB ได้มีการนำระบบ Digital Twin มาใช้งาน ตั้งแต่การเทรนนิ่งพนักงานที่ต้องมารับช่วงต่อ ช่วยลดความผิดพลาดของงาน และลดการใช้พลังงาน นอกจากนี้ ยังใช้สร้างแบบจำลองเสมือนจริง ซึ่ง ABB ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ IoT และแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของระบบหรือกระบวนการที่ต้องการศึกษา เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า หรือหุ่นยนต์ เพื่อออกแบบระบบไฟฟ้าให้มีการใช้พลังงานอย่างคุ้มและมีความเสถียรมากขึ้น

ทั้งนี้ ABB มองว่า ภูมิภาคเอเชียนั้นมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 50% ภายในปี 2593 อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้จะเพิ่มความต้องการพลังงาน ทำให้เกิดความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการลดคาร์บอนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบรรลุเป้าหมายนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ภาคส่วนต่างๆ และการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม


⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวัน

กดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...