โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เรื่องนี้อย่าบอกใครนะ” อะไรทำให้ความลับของเราต้องมีอันเป็นเรื่องสาธารณะไปทุกที?

The MATTER

อัพเดต 11 มิ.ย. 2567 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2567 เวลา 11.00 น. • Lifestyle

“คุณเก็บความลับได้ไหม หากผมนั้นมีอะไรจะบอก~”

เสียงเพลงแว่วดังขึ้นในหูฟัง ชวนให้คิดไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ทุกครั้งเวลาเราเอง หรือใครหลายคนมีความลับ และเลือกที่จะบอกเล่ามันออกมาให้คนไว้ใจได้ฟัง ก็มักจะต้องต่อด้วยประโยคลงท้ายหลังเรื่องเล่านั้นเสมอว่า “เรื่องนี้อย่าบอกใครนะ” แต่วันต่อมาเรื่องที่เคยรู้กันแค่ 2 คนกลับกลายเป็นมีคนที่ 3 4 5 รู้ด้วยซะงั้น

สรุปแล้วประโยค “เออๆ ไม่บอกใครหรอก เดี๋ยวเหยียบไว้เลย” ของเพื่อนนั้นอาจจะเป็นการตกปากรับคำได้ไม่เต็มปากซะทีเดียว เพราะเหยียบไว้ในที่นี้อาจไม่ใช่การเหยียบให้มิด แต่มันคือการเหยียบความลับของเราให้กระจายไปเลยซะมากกว่า!

หรือว่า “อย่าบอกใครนะ” จะเป็นประโยคอาถรรพ์? อะไรทำให้ความลับของเราต้องมีอันเป็นเรื่องสาธารณะไปทุกที

‘ลับ’ ที่จะพูดถึงในที่นี้ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายไว้ว่า “ที่อยู่ในที่พ้นตา, ที่อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็น, เช่น ที่ลับ ประตูลับ หายลับ, ที่ปกปิดหรือควรปกปิด เช่น ความลับ หนังสือลับ ห้องลับ, มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งบังอยู่ เช่น ของอยู่ลับฝา พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา.”

ดังนั้น ‘ความลับ’ จึงหมายถึงที่ปกปิดหรือควรปกปิด แม้หลายครั้งจะเป็นเรื่องที่ตัวเราละอายใจเกินกว่าจะบอกให้ใครรับรู้ เป็นเรื่องที่หวาดกลัวต่อการถูกตัดสินจากคนอื่นในสังคม ต้องเก็บรักษาไว้เพื่อปกป้องใครอีกคน หรือกระทั่งทำให้สถานการณ์ตรงหน้าเลวร้ายลง แต่รู้ไหมว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมีผลกระทบต่อสุขภาพใจ และอาจกระทบไปถึงสุขภาพกาย รวมถึงการใช้ชีวิตนับจากนี้ด้วย

การมีเรื่องต้องปกปิดและเก็บซ่อนไว้กับตัวเราเองเพียงคนเดียว อาจสัมพันธ์กับความตึงเครียดบางอย่าง เพราะเราจำต้องแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งไว้บนบ่าแบบไม่มีใครช่วยเหลือ โดยมิเชล สเลเปียน (Michael Slepian) ศาสตราจารย์จาก Columbia Business School และผู้เขียนหนังสือ The Secret Life of Secrets กล่าวว่า “…เมื่อผู้คนคิดถึงความลับของตัวเอง จริงๆ แล้วพวกเขาจะรู้สึกราวกับต้องแบกรับภาระที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ซ่อนความลับไว้ในขณะนั้นก็ตาม”

ทั้งนี้ยังมีข้อสันนิษฐานว่า ความลับอาจส่งผลทางลบต่อสุขภาพกายและใจมากกว่าที่คิด ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าด้วย จากการศึกษาของสเลเปียนเองพบว่า “คนเรามักจะนึกถึงความลับเวลาที่ต้องอยู่กับความคิดของตัวเองตามลำพังมากกว่าตอนอยู่กับคนอื่นๆ…”

คนส่วนใหญ่มักมีความลับที่ต้องเก็บไว้โดยเฉลี่ย 13 เรื่อง เป็นความลับที่ไม่เคยบอกใคร 5 เรื่อง และความลับอีก 8 เรื่องที่จะเล่าให้คนอื่นฟังอย่างน้อยหนึ่งคน เพราะความละลายใจ หมกมุ่น ย้ำคิดย้ำทำ ความวิตกต่างๆ รวมไปถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวด้วยปราศจากคนเข้าใจนั่นเองที่ทำให้เราต้องหาทางออก ซึ่งนั่นก็คือการระบายออกไปให้ใครฟัง ใครคนนั้นที่เราไว้ใจ และเชื่อว่าเขาพร้อมที่เข้าใจเราได้ ซึ่งสำหรับบางคน วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้ความอัดอั้นและปัญหาในใจทุเลาลงได้เช่นกัน

ทว่าหลายครั้ง ดูท่าจะเป็นเรื่องที่เราทั้งต้องเผื่อใจและทำใจไปโดยปริยาย หากเรื่องที่อยากปกปิดถูกเอื้อนเอ่ยออกไปแล้ว ยากแท้หยั่งถึงเหลือเกินว่ามันจะจบอยู่ที่แค่ตัวเราซึ่งเป็นผู้พูด จบลงแค่ที่อีกฝ่ายที่เป็นผู้ฟัง หรือจะจบลงอยู่แค่ในวงแคบ เพราะขนาดสำนวนไทยของเราเองยังคอยเตือนให้ระมัดระวังว่า “กำแพงมีหู ประตูมีช่อง” แล้วอะไรทำให้เราความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป? ทั้งๆ ที่เราก็เน้นย้ำไปอย่างดิบดีแล้วว่า เรื่องนี้อย่าไปบอกใครนะ!

เหตุผลแรกอาจเพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติของใครหลายคนคือการพูดคุย หรือภาษาชาวบ้านก็คือขี้เมาท์ เราพูดคุยกันถึงเรื่องของตัวเอง แลกเปลี่ยนความคิด แลกเปลี่ยนความกังวล รวมถึงแลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาที่แต่ละคนพบเจอ แต่บางคนก็เมาท์ออกรสชาติเกินไปหน่อย จนถึงขนาดพูดกันไปถึงเรื่องของคนอื่นด้วย มนุษย์เราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว หลายครั้งเราจึงทำไปเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าไม่ได้เผชิญกับปัญหานี้เพียงคนเดียว ก่อนจะไปจบลงที่การพูดถึงใครสักคนเพื่อส่งเสริมความมั่นใจลึกๆ ให้ตัวเอง

ขณะเดียวกัน นอกจากการยกคนอื่นมาเปรียบเทียบให้ตัวเราดีขึ้นได้ด้วยแล้ว และยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่ใครอีกคนต้องปกปิด เรามักจะมองมันในแง่ลบว่าถ้าเป็นเรื่องดีก็ควรจะพูดได้อย่างเปิดเผยสิ เพราะจริงๆ แล้วภายใต้เรื่องที่ต้องปกปิด มักมีความหวาดกลัวต่อการถูกตัดสินซ่อนอยู่ ดังนั้น การหยิบยกสิ่งนี้มาพูดคุยในวงสนทนาเลยยิ่งทำให้ใครอีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบกว่าใครอีกคน

เหตุผลต่อมาสืบจากที่เราบอกไปข้างต้นอย่าง การมีความลับนั้นสัมพันธ์กับความเครียด ในทางวิทยาศาสตร์เองก็บอกว่า มันเหมือนเราต้องแบกรับภาระบางอย่างจริงๆ เพราะฉะนั้นพอเราบอกเล่าความลับออกไปให้อีกฝ่ายฟัง ก็เปรียบเหมือนการส่งต่อความเครียดไปให้อีกฝ่ายช่วยแบกรับเหมือนกัน

นั่นจึงไม่แปลกเลยเมื่อการต้องเก็บความลับ ไม่ต่างอะไรกับการต้องแบกรับภาระที่ส่งผลต่อสุขภาพใจและชีวิตความเป็นอยู่ ใครอีกคนจึงจำต้องหาทางระบายความเครียดเหล่านี้ด้วยวิธีเช่นเดียวกับเรา นั่นก็คือเล่าออกไปให้ใครอีกสักคนฟัง อย่างน้อยมีคนรับฟัง มีคนรู้สึกและเข้าใจเหมือนกัน หรืออย่างมากคือสามารถหาทางออก รวมถึงวิธีรับมือกับเรื่องที่ต้องปกปิดเหล่านั้นได้

ประกอบกับอาซิม ซาห์ (Asim Shah) ศาสตราจารย์และรองประธานบริหารของ Menninger Department of Psychiatry and Behavioral Sciences จากเบอร์ลิน ยังอธิบายไว้ว่า ที่คนบางคนไม่สามารถเก็บความลับของผู้อื่นไว้กับตัวเองได้อาจเป็นเพราะความรู้สึกผิด ที่ถ้าเราไม่แบ่งปันเรื่องราวกับเพื่อน คนรัก หรือแชร์สิ่งที่พบเจอกับคนในครอบครัว ก็กลัวตัวเองกำลังจะสูญเสียความไว้วางใจจากใครบางคนไป

เหตุนี้เลยทำให้เราบางคนถึงกับยอมเปิดเผยความลับที่มีให้แก่ใครบางรู้ เพื่อซื้อความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงมิตรภาพด้วยนั่นเอง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ความคิดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำซะทีเดียว เพราะเราสามารถมีมิตรภาพที่ดี หรือการสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดด้วยวิธีอื่นอีกมากมาย

แน่นอนว่าการบอกความลับให้ใครอีกคนรู้ นอกจากการอยากระบายเรื่องที่คับคาใจ บางครั้งก็เป็น ‘ความเชื่อใจ’ คือเราเชื่อใจในตัวใครอีกคนถึงบอกเล่าความลับออกไป ในขณะที่ใครอีกฝ่ายก็ได้รับทั้งความลับและความเชื่อใจไว้อย่างเต็มอก

ทว่าเมื่อวันหนึ่งความลับที่ถูกบอกต่อไป หลายครั้งความเชื่อใจที่มีก็อาจถูกทำลายลง (แม้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) นั่นจึงไม่แปลกเลยที่เราจะรู้สึกทั้งผิดหวังและเสียใจ แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดถ้าเรามีวิธีจัดการกับภาระเหล่านี้ได้หลากหลายขึ้น

นักจิตวิทยาคลินิกมาร์เซีย เรย์โนลด์ส (Marcia Reynolds) ได้แชร์เทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยให้จิตใจของเราไม่จมจ่อมอยู่กับความลับของตัวเอง เช่น

การเขียนความลับลงในสมุดโน้ตส่วนตัว - นอกจากจะเป็นหนึ่งในวิธีการระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจแล้ว การเขียนยังช่วยให้เราได้สำรวจและทบทวนตัวเองด้วย การหาอะไรอย่างอื่นทำ - เช่น การเล่นดนตรี นอกจากจะช่วยสร้างสมาธิแล้ว ยังทำให้จิตใจของเราไม่ฟุ้งซ่าน และไม่ต้องจดจ่ออยู่กับเรื่องที่วิตกกังวล การบอกความลับกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง - อย่างน้อยคือผู้ฟังน่าจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องที่เราต้องปกปิดได้

แค่เป็นเรื่องที่ต้องปกปิด หรือที่เราเรียกมันว่าความลับ ก็ล้วนสร้างความไม่สบายใจให้กับทั้งตัวเราเองและคนที่รับรู้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก่อนจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ทำให้เราต้องลงท้ายบทสนทนาว่า “อย่าบอกใครนะ” จึงจำเป็นต้องสำรวจบริบทอื่นๆ รอบข้างด้วย

นั่นคือนอกจากสำรวจความพร้อม หรือภาวะความเครียดของตัวเองแล้ว เรายังอาจต้องสำรวจเพื่อนของเราด้วยว่า เขาพร้อมจะรับรู้ หรือรับมือกับความลับที่เราจะเล่าออกไปมากน้อยแค่ไหน เรื่องที่เรากำลังจะบอกเล่าออกไปจะส่งผลร้ายต่อ หรือสร้างอันตรายต่อตัวใครหรือเปล่า เพราะทั้งหมดนี้ก็เพื่อความสบายใจ ทั้งกับตัวเรา ตัวเขา และเพื่อความไว้เนื้อเชื่อใจที่ไม่หายไปของใครบางคน

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณล่ะยังเก็บความลับได้ไหม ถ้าเรามีอะไรจะบอก?

อ้างอิงจาก

greatergood.berkeley.edu

medicalxpress.com

psychologytoday.com

sciencealert.com

Graphic Designer: Manita Boonyong
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...