โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้ STA ลุ้นยอดขายปี 69 โตแตะ 1.6 ล้านตัน รับอานิสงส์ยางขาขึ้น 3 ปี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 08.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ประเมิน บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ภายหลังได้รับข้อมูลจากงาน Finansia Exclusive Talk สะท้อนแนวโน้มอุปทานยางพาราโลกที่ทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ทิศทางราคายางเข้าสู่รอบขาขึ้น และมีแนวโน้มยืนระดับสูงได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

โดยทางฝ่ายวิจัยระบุว่า ผู้บริหาร STA ยังคงมั่นใจเป้าปริมาณการขายปี 2569 ที่ระดับ 1.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน โดยปัจจุบันมีคำสั่งซื้อครอบคลุมแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี แม้ภาพรวมอุปสงค์ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ได้รับแรงหนุนจากระดับสินค้าคงคลังของลูกค้าที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับปริมาณอุปทานที่ตึงตัว ทำให้บริษัทสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาอ้างอิงตลาด SICOM บวกพรีเมียมได้

สำหรับแนวโน้มระยะยาวในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า คาดว่าราคายางมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้นได้ จากผลผลิตยางของไทยที่ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยผลผลิตยางไทยลดลงแล้วราว 30% จากปี 2561 และมีแนวโน้มลดลงถึง 50% ภายใน 3 ปีข้างหน้า ปัจจัยหลักมาจากภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และชัดเจนในปี 2570 รวมถึงพื้นที่เพาะปลูกยางที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า ท่ามกลางความต้องการใช้ไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลดลงของอุปทานถือเป็นความเสี่ยงด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยบริษัทได้เตรียมแผนบริหารจัดการรองรับผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์ม Sri Trang Friends Application เพื่อรับซื้อวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกรและเสริมความสัมพันธ์ในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทจัดซื้อวัตถุดิบผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวในสัดส่วนถึง 99%

ขณะเดียวกัน ราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นตาม โดยราคาน้ำยางข้นล่าสุดอยู่ที่ 72.6 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 37.8% ตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นปัจจัยบวกต่อ STA ซึ่งมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำยางราว 80–90% ให้กับบริษัทในเครืออย่างบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ส่งผลให้ STGT มีความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตในมาเลเซียเผชิญปัญหาขาดแคลนยางสังเคราะห์

นอกจากนี้ STGT ยังสามารถปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตจากถุงมือยางไนไตรล์ซึ่งคิดเป็น 30% ของรายได้รวม ไปสู่การผลิตถุงมือยางธรรมชาติได้ในสัดส่วน 85–90% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 70% ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และได้รับผลกระทบจำกัดจากภาวะวัตถุดิบตึงตัว

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ราคายางในตลาด SICOM คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 190–210 เซนต์ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมองว่าความเสี่ยงด้านราคาปรับลดมีจำกัด เนื่องจากระดับ 175–180 เซนต์ต่อกิโลกรัมเป็นต้นทุนการผลิตของแอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ขณะที่หากราคาปรับสูงเกิน 210 เซนต์ต่อกิโลกรัม อาจส่งผลลบต่อผู้ผลิตยางล้อ

ทั้งนี้ มองว่าในระยะสั้นโอกาสที่ราคายางจะปรับขึ้นยังเปิดกว้าง จากผลกระทบของสงครามที่ทำให้ราคายางสังเคราะห์ SBR ปรับขึ้นแตะระดับ 220–240 เซนต์ต่อกิโลกรัม ประกอบกับอุปทานยางธรรมชาติที่ลดลงตามฤดูกาลปิดกรีดยางของไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม

โดยฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” ในระยะสั้น ตราบที่ราคายาง SICOM ยังเคลื่อนไหวในกรอบดังกล่าว อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง ราคาหุ้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไรตามทิศทางสินค้าโภคภัณฑ์ ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อราคายางปรับเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...