โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 4 สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นเป็นโรคแพ้ละอองเกสรกันเยอะขึ้น

conomi

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 12.06 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 09.00 น. • conomi.co

“สมัยก่อนไม่เห็นมีใครเป็นโรคแพ้ละอองเกสรเลย” คำพูดลักษณะนี้มักได้ยินจากคนญี่ปุ่นรุ่นก่อนอยู่เสมอ และในแง่หนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ โรคภูมิแพ้ละอองเกสรในญี่ปุ่นถือเป็นโรคที่เพิ่งปรากฏขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 60 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น แตกต่างจากปัจจุบันที่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับอาการคันตา น้ำมูกไหล จามไม่หยุด หรือคัดจมูกอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่าหนึ่งในสองของประชากรญี่ปุ่นมีภาวะโรคภูมิแพ้ละอองเกสร หรือที่มักเรียกว่า “ไข้ละอองฟาง” (Hay Fever) กลายเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปจนถูกขนานนามว่าเป็น “โรคประจำชาติ” จำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่มีรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นราว 10%

เหตุใดโรคที่แทบไม่ปรากฏในอดีตจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน? บทความนี้จะพาทุกคนย้อนดูประวัติการเกิดโรคภูมิแพ้ละอองเกสรในญี่ปุ่น แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจน 4 ปัจจัยสำคัญที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของการระบาดที่รุนแรงในปัจจุบัน

ประวัติโรคภูมิแพ้ละอองเกสรในญี่ปุ่น: โรคใหม่ในสังคมสมัยใหม่

why-kafunshou-increase

แม้ว่าอาการแพ้ละอองเกสรจะมีรายงานในต่างประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1819 แต่ในญี่ปุ่น รายงานผู้ป่วยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1961 จากละอองเกสรของต้นแร็กวีด และในปี 1963 มีรายงานผู้ป่วยจากละอองเกสรต้นซีดาร์ ซึ่งต่อมากลายเป็นสาเหตุหลักของโรคภูมิแพ้ละอองเกสรในประเทศ

กล่าวได้ว่าโรคภูมิแพ้ละอองเกสรในญี่ปุ่นมีประวัติไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ คนรุ่นก่อนจึงแทบไม่เคยเผชิญกับโรคนี้ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว ต้นแร็กวีดเองก็ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของญี่ปุ่น แต่ถูกนำเข้ามาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสาเหตุหลักของโรคกลับไม่ใช่แร็กวีด แต่เป็น “ละอองเกสรจากต้นซีดาร์”

หลังสงคราม ญี่ปุ่นมีนโยบายปลูกต้นซีดาร์จำนวนมากเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้และใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ต้นซีดาร์เหล่านี้เติบโตเต็มที่ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา และเริ่มปล่อยละอองเกสรในปริมาณมหาศาล ประกอบกับการขาดการตัดไม้และการจัดการป่าอย่างเหมาะสม ทำให้ปริมาณละอองเกสรในอากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ละอองเกสรมีอยู่ในธรรมชาติมาแต่โบราณ เหตุใดจึงเพิ่งก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างแพร่หลาย? คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณละอองเกสรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์ด้วย

แนวโน้มผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น: จากโรคเฉพาะกลุ่มสู่โรคของคนครึ่งประเทศ

why-kafunshou-increase โรคแพ้ละอองเกสร

แม้จะไม่มีตัวเลขผู้ป่วยที่แน่นอน 100% แต่ผลสำรวจจากหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการสำรวจระดับประเทศเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ทางจมูก แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จำนวนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ละอองเกสรในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นประมาณ 10% และปัจจุบันคาดว่าประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรมีภาวะนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มที่อายุของผู้ป่วยลดลงเรื่อย ๆ จากเดิมที่พบมากในผู้ใหญ่ กลับมีรายงานผู้ป่วยในเด็กอายุเพียง 2–3 ขวบ

โรคภูมิแพ้ละอองเกสรยังมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากโรคติดเชื้อทั่วไป กล่าวคือ แม้ปีที่แล้วจะไม่มีอาการ แต่ปีนี้อาจเกิดอาการขึ้นมาอย่างกะทันหัน เพราะการเกิดโรคเกี่ยวข้องกับ “ระยะเวลาและปริมาณการสะสมของการสัมผัสละอองเกสร” เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้สะสมจนถึงระดับหนึ่ง ก็อาจเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดโรคแล้ว มักไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่าย ผู้ป่วยจำนวนมากต้องพึ่งพายาแก้แพ้ หรือการบำบัดลดความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งใช้เวลานานและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

4 สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคภูมิแพ้ละอองเกสรเพิ่มขึ้น

why-kafunshou-increase โรคแพ้ละอองเกสร

แม้ยังไม่มีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน 100% แต่มีสมมติฐานสำคัญ 4 ประการที่อธิบายการเพิ่มขึ้นของโรคได้อย่างมีเหตุผล ดังนี้

1. ปริมาณละอองเกสรที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

การปลูกต้นซีดาร์จำนวนมากในช่วงหลังสงคราม ประกอบกับภาวะโลกร้อน ทำให้ต้นไม้ปล่อยละอองเกสรในปริมาณมากขึ้น เชื่อกันว่าปริมาณละอองเกสรที่สูดดมเข้าไปมีผลต่อการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายได้รับในระดับสูงเป็นเวลานาน โอกาสเกิดโรคจึงเพิ่มขึ้น

2. มลพิษทางอากาศ

มีงานวิจัยพบว่า ละอองเกสรที่สัมผัสกับสารเคมีหรือมลพิษในอากาศมีแนวโน้มแตกตัวง่ายขึ้น เมื่อแตกออกจะปล่อยสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณมาก ทำให้ร่างกายตอบสนองรุนแรงกว่าเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่ง มลภาวะไม่ได้เพียงทำให้สุขภาพแย่ลงโดยตรง แต่ยังเพิ่มความรุนแรงของสารก่อภูมิแพ้ด้วย

3. การเปลี่ยนแปลงด้านอาหาร

หลังยุคเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตและอาหารของชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างมาก อาหารแบบตะวันตกที่มีไขมันและโปรตีนสูงถูกบริโภคมากขึ้น มีข้อสันนิษฐานว่าอาหารลักษณะนี้อาจทำให้ร่างกายมีแนวโน้มตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น นอกจากนี้ โรคภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ก็เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

4. การลดลงของปรสิตในร่างกาย

ในอดีต คนจำนวนมากมีการติดเชื้อปรสิตในลำไส้ งานวิจัยบางส่วนชี้ว่าปรสิตอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันบางส่วนที่ช่วยยับยั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้ เมื่อมีการกำจัดปรสิตอย่างมีประสิทธิภาพในยุคสมัยใหม่ ระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินไป ส่งผลให้โรคภูมิแพ้เพิ่มสูงขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับ “ทฤษฎีความสะอาด” (Hygiene Hypothesis) ที่กล่าวว่าการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่สะอาดเกินไป อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น

4. การป้องกันและรับมือในชีวิตประจำวัน

why-kafunshou-increase โรคแพ้ละอองเกสร

แม้ไม่สามารถควบคุมปริมาณละอองเกสรหรือมลภาวะทางอากาศได้ทั้งหมด แต่การป้องกันตนเองในชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการได้ เช่น

  • สวมหน้ากากอนามัยในช่วงที่มีละอองเกสรสูง
  • สวมแว่นตาป้องกันละอองเกสร
  • ปัดเสื้อผ้าก่อนเข้าบ้าน
  • กลั้วคอและล้างหน้าเมื่อกลับถึงบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการตากผ้านอกบ้านในช่วงที่ละอองเกสรหนาแน่น

หากมีอาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะอาการรุนแรงอาจทำให้ง่วงนอน อ่อนเพลีย และกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนหรือทำงาน

โรคภูมิแพ้ละอองเกสรในญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างชัดเจนของโรคที่เกิดขึ้นควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงของสังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต จากโรคที่แทบไม่มีใครรู้จักเมื่อ 60 ปีก่อน กลายเป็นภาวะที่ประชากรกว่าครึ่งประเทศต้องเผชิญทุกปี

แม้จะยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าปัจจัยใดเป็นสาเหตุหลัก แต่การเพิ่มขึ้นของปริมาณละอองเกสร มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงด้านอาหาร และการลดลงของปรสิต ล้วนเป็นปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ

ในยุคที่โรคภูมิแพ้ละอองเกสรกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่เคย การตระหนักรู้ การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ และการรับการรักษาอย่างเหมาะสม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ แม้ต้องอยู่ท่ามกลางฤดูละอองเกสรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุปเนื้อหาจาก : happiness-direct.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...