โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TDRI ซัดแรง! ปรับขึ้นน้ำมัน 6-8 บาท รวดเดียว รัฐบาลจัดการผิดพลาด ถามน้ำมันสำรองที่บอกว่ามีเก็บไว้ที่ไหน?

Thai PBS

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

นักวิชาการด้านพลังงาน TDRI จี้รัฐเลิกใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือประชานิยม เสนอโละราคาหน้าโรงกลั่นที่อิงตลาดสิงคโปร์เพื่อลดต้นทุนทิพย์ พร้อมเบรกขึ้นค่าไฟหวั่นซ้ำเติมค่าครองชีพประชาชน รัฐบาลรักษาการต้องกล้าตัดสินใจเพื่อปากท้องประชาชน

วันนี้ (28 มี.ค. 69) ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า การปล่อยลอยตัวน้ำมัน 6-8 บาทรวดเดียว คือ การจัดการที่ผิดพลาด และอาจเป็นเพียงบันไดขั้นแรก เผยกองทุนน้ำมันบอบช้ำหนักจากการเป็นเครื่องมือประชานิยม พร้อมเสนอทางรอด เลิกอิงราคาโรงกลั่นจากสิงคโปร์ เปิดพิกัดน้ำมันสำรอง 100 วันให้โปร่งใส และที่สำคัญรัฐต้องตรึงค่าไฟด่วน เพื่อสกัดภาวะ “ดับเบิลช็อก” ท่ามกลางยุคข้าวยากหมากแพง

ขึ้น 6-8 บาท แค่ “บันไดขั้นแรก” สับกองทุนน้ำมันพังเพราะประชานิยม

อารีพร ยังกล่าวถึงการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน หลังจากปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินว่า การปรับราคาครั้งเดียวในอัตรา 6-8 บาท เป็นการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยถูกต้อง แม้ว่าจะเห็นด้วยกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด แต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี

เช่น ทยอยปรับขึ้นราคาตั้งแต่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน แต่ภาครัฐกลับมีการตรึงราคาตั้งแต่แรกทำให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน เมื่อถึงวันที่ไม่สามารถต้านทานได้แล้วจึงต้องปล่อยให้มีการปรับทีเดียว 6-8 บาท ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่นานาประเทศทำกัน หรือหากจะมีการปรับขึ้นในอัตราที่สูงเช่นนี้ ก็จะมีการประกาศแจ้งล่วงหน้า เพื่อที่จะให้ประชาชน และผู้ประกอบการ ได้มีการเตรียมตัวจัดการต้นทุน เพื่อที่จะได้ไม่ให้กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนมากจนเกินไป

“ภาครัฐบอกว่าให้เป็นไปกลไกตลาด คำว่ากลไกตลาดของภาครัฐก็อยากจะทราบเหมือนกันว่าหมายถึงราคาที่แท้จริง ที่ไม่มีกองทุนน้ำมันเข้าไปสนับสนุนหรือไม่ หรือยังมีกองทุนเข้ามาสนับสนุนบางส่วน ซึ่งถ้าเป็นไปตามกลไกตลาดที่ไม่มีกองทุนเลย ก็แปลว่า 6 บาท 8 บาทที่เห็นกันอาจจะเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น และจะมีการขึ้นบันไดในขั้นต่อ ๆ ไปอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย”

แต่ถ้ายังใช้กองทุนเข้ามาช่วยเหลืออยู่ก็อาจจะมีเพดานที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลไม่ให้กระทบกับประชาชนมากไปนัก นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เป็น เครื่องมือประชานิยม ตรึงราคาดีเซลในช่วงที่ไม่มีวิกฤตมาอย่างยาวนาน จนพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่น รถหรูหันมาเติมดีเซล ทำให้กองทุนติดลบ และขาดสรรพกำลังเมื่อเกิดวิกฤตระดับโลกขึ้นจริงๆ

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันเลิกอ้างอิงตลาดสิงคโปร์

อารีพร กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันของไทยว่า มีความเปราะบาง ไม่มั่นคงมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากว่าที่ผ่านมาไทยใช้กองทุนน้ำมันผิดวัตถุประสงค์มาเป็นเวลานาน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่ากองทุนน้ำมันจะใช้ต้องเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาเราใช้กองทุนน้ำมันไปกับการเป็นเครื่องมือประชานิยมด้วยการตรึงราคาน้ำดีเซลในช่วงที่ไม่ได้เกิดวิกฤตเป็นเวลานาน จนเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีรถหรูหลายยี่ห้อที่เปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน สุดท้ายกองทุนน้ำมันก็ติดลบ จึงเป็นที่น่าเสียดายเพราะเมื่อเวลาเกิดวิกฤตจริง ๆ เช่นนี้ เราควรมีเงินกองทุนน้ำมันมากกว่านี้ แนะปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ปัจจุบันไทยอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมีการบวก “ต้นทุนทิพย์” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในไทย เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยการเดินทาง ดังนั้นทางออก หากรัฐเข้าไปดูแลให้ใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริงหน้าโรงกลั่นในประเทศได้ จะทำให้ราคาน้ำมันของไทยถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ

แนะปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ต้นทุนโรงกลั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ภาครัฐควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นไปตามราคากลไกของตลาดโลก แต่สิ่งที่ภาครัฐยังควบคุมได้ คือภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด (ค้าส่ง-ค้าปลีก) เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในโครงสร้างราคาน้ำมันมีภาษีและเงินกองทุนที่ทับซ้อนกันอยู่มาก ดังนั้นหากมีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยลดราคาน้ำมันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตที่ครม.กำลังดำเนินการอยู่กับน้ำมันดีเซล ทั้งนี้เห็นว่าหากปรับลดภาษีสรรพสามิตกับน้ำมันชนิดอื่น ๆ และไม่กระทบกับภาระของประเทศมากจนเกินไปก็จะช่วยลดภาระของประชาชนได้มากขึ้น

ภาครัฐควรเข้าไปดูราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นว่าสามารถปรับได้หรือไม่ เพราะราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยมีการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของไทย มีการบวกต้นทุนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยการเดินทาง ซึ่งหากสามารถใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริงหน้าโรงกลั่นได้ก็จะทำให้ไทยมีราคาน้ำมันที่ถูกลงได้ และยังเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย

วิกฤตนี้ “ปริมาณ” น่ากลัวกว่า “ราคา” จี้เปิดพิกัดน้ำมันสำรอง

ดร.อารีพร ประเมินฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดว่า ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้คือ “การขาดแคลนน้ำมัน” หากสงครามยืดเยื้อ ทุกประเทศจะแย่งชิงทรัพยากรกัน

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองราว 100 วัน (สำรองในประเทศ 30 วัน + ระหว่างขนส่ง 60 วัน) แต่เพื่อให้ประชาชนคลายความกังวล รัฐต้องโปร่งใสเรื่องข้อมูล โดยต้องตอบให้ชัดเจนว่า น้ำมันสำรองที่บอกว่ามีอยู่นั้น เก็บไว้ที่ไหน? เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศจะไม่ขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น

ดันเอกชนร่วมผลิตพลังงานสะอาด สู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์

ในระยะยาว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงสร้างความผันผวนอย่างต่อเนื่อง TDRI เสนอแนวทางแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน ดังนี้

  • ทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองระยะยาว ให้มีน้ำมันสำรองในราคาที่เป็นธรรมยาวนานขึ้น (เช่น ญี่ปุ่นที่มีสำรองถึง 200 วัน)
  • เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นำพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล มาทดแทนการนำเข้าก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้า
  • เปิดทางให้เอกชนมีส่วนร่วม รัฐต้องเปิดตลาดให้เอกชนเข้ามาลงทุนเทคโนโลยีและผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพ

เบรกขึ้นค่าไฟด่วน! สกัดภาวะ “ดับเบิลช็อก”

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ แนวโน้มการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม เตือนว่า หากปล่อยให้ค่าไฟขึ้นตามราคาน้ำมัน ประชาชนจะเผชิญกับภาวะ “ดับเบิลช็อก” (Double Shock) รัฐบาลจึงควร “ตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว” ในช่วง 2-3 เดือนนี้ โดยใช้เครื่องมือที่รัฐมีอยู่ เช่น การนำเงินค่า Claw Back กว่า 9,400 ล้านบาท มาบริหารจัดการร่วมกับการยืดชำระหนี้ ซึ่งจะสามารถกดราคาค่าไฟให้ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.88 – 3.95 บาทต่อหน่วยได้

มีการถามกันมากว่าการที่ไม่มีครม.ชุดใหม่เสียทีมีผลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานในขณะนี้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าในยามที่เกิดวิกฤต นโยบายที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ก็ควรดำเนินการ ไม่อยากให้ภาครัฐมองว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำประชาชนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้ว ณ ตอนนี้ที่ยังอยู่ในตำแหน่งอย่างไรก็มีอำนาจ มีช่องทางให้ดำเนินการอยู่ อย่างที่กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงคมนาคมขอดำเนินการต่อกกต. เพราะนี่เป็นเรื่องของวิกฤต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

จ.เชียงใหม่ วิกฤตหนัก ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่ง ระดับอันตราย ติดอันดับ 1 โลก

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” แถลงฝ่าวิกฤตพลังงาน ย้ำ! น้ำมันไม่ขาด ขอ ปชช.ช่วยลดวันละลิตร ประหยัด 600 ล้านบาท

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...