“บิ๊กเต่า” มองคดี ฉ้อโกงนักธุรกิจหญิง พฤติกรรม “เซียนพระ” ส่อเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ”
วันนี้ (7 พ.ค.2569) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ให้สัมภาษณ์ในช่วงจับตาสถานการณ์ ทางไทยพีบีเอส ถึงกรณี น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ "มาดามเก่ง" นักธุรกิจ เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม หลังถูกกลุ่มเซียนพระเครื่อง ฉ้อโกง โดยมี นายโทนทอง สุขแก่น หรือ "โทน บางแค" เซียนพระชื่อดัง เป็นผู้เกี่ยวข้องอยู่ด้วย
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน โดยเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานมาประมาณ 1 ปี โดย กรณี “โทน บางแค” เป็น 1 ใน 9 เรื่อง เพราะกรณีนี้มีบุคคล 9 คนที่เกี่ยวข้อง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการ และแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งมีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก และคาดว่าจะชัดเจนในระยะเวลาไม่นานนี้
กรณีการทวงหนี้ หรือ อะไรให้ไปว่ากันเอง แต่คดีอาญา และการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นหลายครั้งทำซ้ำไป-มา จะเป็นปกติธุระหรือเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ พนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ข้อมูลของคดีเป็นไปตามที่ น.ส.ดรณ์ผู้เสียหายกล่าวต่อสื่อมวลชน ซึ่งตำรวจนำคำพูดและข้อมูลเป็นตัวตั้งของคดี เชื่อว่าวงการพระเครื่องมีคนที่ทำมากินหรือศรัทธาในเรื่องพระที่อยู่ในกรอบคุณธรรม มีศีลธรรมและไม่คดโกงใครก็มีมาก
แต่ก็เชื่อว่า มีคนที่เป็นเหลือบเป็นไร ก็ต้องระมัดระวัง ใครที่ซื้อขายกับคนกลุ่มนี้ราว 8-9 คน ก็ต้องระมัดระวัง เพราะการเอาพระไป ก็เป็นคดีอาญา พระไปตกอยู่กับใคร ตำรวจก็ต้องสอบยึดพระ ยึดของกลางกลับมา
ตัวละครทั้งหมด 9 ตัว น่าจะจบไป 1 ตัวละคร เหลืออีก 8 ตัวละคร เราจะทำทุกตัวละครเหมือนกัน ให้ความเป็นธรรมทั้งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า พฤติกรรมที่เล่ามาเป็นเพียง 1 แผนธุรกรรมเท่านั้น เช่น กรณีการขายพระเครื่องเป็นเงิน 50 ล้านบาท มีการซื้อไปในราคา 60 ล้านบาท โดยจ่ายเช็คและเอาไปจำนำ และไถ่มาและมีคนมาซื้อต่อ ซึ่งเป็นเพียง 1 กรณี
กรณีนายโทนทอง ยังมีกรณีที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่น เช่น กรณีการผลิตกล้องส่องพระ หรือ เรื่องของพระเครื่อง สินค้าแบรนด์เนมด้วย ซึ่งนายโทนทองน่าจะมีความรู้ในหลายวงการทั้งรถ สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับเพชร เป็นต้น
รอง ผบช.ก. กล่าวว่า ครั้งหนึ่งนายโทนทองเชิญผู้เสียหายไปพูดคุย พร้อมกับมีการดื่มเหล้า ซึ่งผู้เสียหายมองว่านายโทนทองเป็นน้อง และการไปครั้งนั้นผู้เสียหายมีพระเครื่อง สร้อย แหวนเพชร ราคาหลายสิบล้าน กระเป๋าแบนด์เนม นาฬิกาหรู ใส่ติดตัวไปด้วย รวมราคาหลายสิบล้าน
เมื่อไปถึงนายโทนทองก็บอกว่า ชอบทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสวมใส่และนำไป จากนั้นนำทรัพย์สินของผู้เสียหายหมดทั้งหมด ใส่ถุงและนำทรัพย์สินของผู้เสียหายกลับบ้าน และจ่ายผู้เสียหายเป็นเช็ค โดยของทั้งหมดที่ซื้อไป เป็นการให้สัญญาว่า ขายได้ก็จะนำเงินมาให้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2568 ของทั้งหมดนี้ ยังไม่มีการขาย สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋น ฉะนั้นคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมาย
รอง ผบช.ก. กล่าวอีกว่า เซียนพระจะมีเทคนิค สมมติซื้อพระมา 1 องค์ แล้วเช็คเด้ง ก็จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่การทำแบบนี้หลายครั้ง มีพฤติกรรมเดียวกัน เจตนาทุจริต ที่จะไปเอาทรัพย์สินของเขา โดยหากเคสเดียว พนักงานสอบสวนจะมองว่าเป็นคดีแพ่ง แต่หากสอบสวนและพบกระทำผิดต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเจตนาไม่สุจริต และจะเป็นคดีอาญา และหากซ้ำหลายรอบ จนเป็นปกติธุระ โดยตำรวจจะไปดูการกระทำความผิด ต่างกรรมต่างวาระทั้งหมด โดยผู้เสียหายเพียง น.ส.ดรณ์ คนเดียว ความเสียหายรวม 2,000 ล้านบาท
เซียนพระที่มีความผิด เรียกว่ามีเหลี่ยม จะบิดคดีอาญาให้เป็นคดีแพ่ง แต่ตำรวจรู้ว่ามันบิดไม่ได้ เพราะมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น เพราะมีเจตนาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นก็ไปสู้ในศาลฯเอาแล้วกัน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ขณะที่คดีที่ถูกร้องนั้น ไม่ได้กังวล เพราะดำเนินการตามพยานหลักฐาน
ย้อนรอยคดีฉ้อโกง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2569 น.ส.ดรณ์ พร้อมด้วยทนายความให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คดีที่ถูกกลุ่มเซียนพระเครื่องฉ้อโกงเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2565 จนกระทั่งปี 2568 เข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม
ส่วนการเริ่มรู้จักกับนายโทนทอง เริ่มจากช่วงที่ต้องการขายรถยนต์หรูคันหนึ่งมูลค่า 18 ล้านบาท และได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนายโทนทอง ที่อ้างว่าเป็นผู้มีความรู้เรื่องการประเมินราคารถหรู จึงติดต่อซื้อขายรถ และตกลงจะชำระเป็นเช็คเงินสดจำนวน 10 ใบ
โดยมีเงื่อนไขว่า จะได้รับเงินก้อนแรกหลังทำสัญญา 10 เดือน แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวไม่สามารถขึ้นเงินได้ แต่ก็ไม่ได้เอะใจ ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา
กระทั่งนายโทนทองมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาทอ้างว่า จะนำไปต่อยอดธุรกิจ ผลิตกล้องส่องพระ จำนวน 1,000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งก็เชื่ออีก แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่า มีมูลค่าเพียง 60 ล้านบาท
ตลอดการซื้อขายและเช่าพระ นายโทนทองจะจ่ายเป็นเช็ค แต่ก็พบว่า เช็คไม่สามารถขึ้นเงินได้ ความเสียหายทั้งหมด เฉพาะนายโทนทองรวมประมาณ 300 ล้านบาท จึงมีการเจรจาชำระหนี้
จนเป็นที่มาของการนัดคุยกัน โดยมี ป๋อง สุพรรณ เซียนพระชื่อดัง เป็นผู้ประสานเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย โดยมี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นคนกลางในการพูดคุย ซึ่งการเจรจาจบลง โดยนายโทนทอง อ้างว่า ขอกลับไปรวบรวมทรัพย์สิน และขอนัดหมายอีกครั้งในวันที่ 24 เม.ย.
น.ส.ดรณ์ ยืนยันการพูดคุย ไม่มีการข่มขู่ แต่ภายหลังพบว่า ไปแจ้งความดำเนินคดีบุคคลที่เกี่ยวข้อง และอัยการที่มาด้วยบอกว่า เป็นน้องสาวที่มาไม่มีความเกี่ยวข้องทางคดี
สำหรับคดีฉ้อโกงที่ผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ขณะนี้มีการออกหมายเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหา คดีฉ้อโกง คดี พ.ร.บ.เช็คฯ มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 2 คน และนายโทนทอง จะเป็นคนที่ 3 จากทั้งหมด
เปิดพฤติกรรม กลุ่มเซียนพระ "ฉ้อโกง"
ทั้งนี้ ตำรวจเปิดเผยพฤติกรรมของกลุ่มเซียนพระกลุ่มนี้ เริ่มจากการทำความรู้จักและตีสนิท ทำทีเป็นลูกค้ากระเป๋าแบรนด์เนมให้ราคาดี หรือ ร่วมธุรกิจซื้อ-ขาย ที่ดินเพื่อให้เกิดความเชื่อใจ จากนั้นเริ่มกระบวนการชักจูงใจผู้เสียหายให้เช่าพระเครื่อง โดยเซียนพระกลุ่มแรก นำพระเครื่องมาขายในราคาสูงราว 50 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายจ่ายด้วยเงินสด
ต่อมาเซียนพระอีกกลุ่ม ทำทีเข้าขอซื้อพระชุดเดิมต่อในราคาสูงกว่าเดิม ราว 60 -70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้เสียหายเชื่อว่า จะได้กำไร เมื่อตกลงเรียบร้อย เซียนพระอีกกลุ่มขอจ่ายเป็นเช็คเงินสด ในช่วงแรกอาจจะขึ้นเงินได้จริง แต่ระยะหลังเป็นเช็คเด้งขึ้นเงินไม่ได้
เมื่อเช็คเด้ง ผู้เสียหายติดต่อสอบถาม คำตอบที่ได้คือ พระติดจำนำ 20 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายกังวลว่า พระเครื่องจะหลุดจำนำ จึงยอมจ่ายเงินไถ่พระเครื่องออกมาเก็บไว้เอง ซึ่งรูปแบบนี้ ถูกใช้ซ้ำ ๆ หลายครั้ง จนมูลค่าความเสียหายสูงหลายร้อยล้านบาท
ภายหลังผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีฉ้อโกง และ ความผิดพ.ร.บ.เช็ค กับกลุ่มเซียนพระ ได้พูดคุยและทำสัญญาชำระหนี้ รวมถึงทำสัญญารับสภาพหนี้ แต่ก็ยังปรากฏว่ามีทรัพย์สินหลายรายการ ที่กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้เป็นหลักประกัน ราคาประเมินต่ำกว่าที่อ้างไว้มาก
อ่านข่าว
"บิ๊กเต่า" ลั่นทำตามหน้าที่ ปัดข่มขู่ "โทน บางแค" คดีพระเครื่อง 2 พันล้าน
"บิ๊กเต่า" เล็งฟ้องกลับ "โทน บางแค" แจ้งความถูกข่มขู่รับสัญญาหนี้