ยันฮี รุกธุรกิจ Non Hospital ลุยน้ำวิตามินแคลเซียม-เบิร์นไขมัน บาลานซ์พอร์ตฯ
นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยันฮี วิตามิน วอเตอร์ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภา ยันฮี เบฟเวอเรจ จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาแบรนด์ยันฮี มีจุดแข็งด้านความงาม ต่อมาจึงขยายผลมาเรื่องสุขภาพ อาทิ ศูนย์เวลเนสสำหรับผู้สูงวัย จ.นครปฐม ที่เปิดทำการมา 3-4 ปี
ขณะเดียวกันยังพัฒนาผลิตภัณฑ์รอบด้าน ในกลุ่ม Non-Hospital อาทิ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ยาแผนปัจจุบัน และยาแผนโบราณ ภายใต้ บริษัท ยาอินไทย ในเครือ รพ.ยันฮี
“ช่วงโควิดธุรกิจโรงพยาบาลช่องทางทำการตลาดตัน ทำให้เราต้องมองหลายขาธุรกิจมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านรายได้ รองรับทุกสถานการณ์ หากบางช่วงธุรกิจบริการมีปัญหา ก็มีธุรกิจสินค้าอื่น ๆ เข้ามาช่วย”
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จับเทรนด์ธุรกิจสุขภาพมาแรง จึงทำน้ำดื่มวิตามินเจ้าแรกของไทย ภายใต้แบรนด์ยันฮีวิตามินวอเตอร์ ผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท ยันฮี วิตามิน วอเตอร์ จำกัด
โดยเมื่อปี 2565 ได้ร่วมทุนกับ บมจ.โอสถสภา (OSP) เปิด บริษัท โอสถสภา ยันฮี เบฟเวอเรจ จำกัด โดยยันฮีถือหุ้น 45% และโอสถสภาถือหุ้น 55% เพื่อทำน้ำเพื่อสุขภาพ ปลดล็อกช่องทางการทำตลาดได้กว้างขึ้นผ่านพาร์ตเนอร์
ประเดิมด้วย น้ำยันฮีกัญชา เป็นสินค้าตัวแรก โดยล่าสุดได้ต่อยอดมาสู่ “น้ำยันฮีวิตามินแคลเซียม” รองรับกลุ่มโรคกระดูกพรุน และกลุ่มผู้อยากรับประทานแคลเซียม แต่อาจแพ้แลคโตสในนมวัว
เบื้องต้น ได้วางจำหน่ายน้ำยันฮีวิตามินแคลเซียม ขนาด 460 มล. ราคา 25 บาท ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ทุกสาขา ขณะเดียวกันเตรียมจัดจำหน่ายน้ำดื่มขนาด 350 มล. ในเดือนกันยายนนี้ และเตรียมขยายช่องทางโมเดิร์นเทรดอื่น ๆ ทั่วประเทศทั้งโมเดิร์นเทรด ค้าปลีกดั้งเดิม และโชห่วย ภายในไตรมาส 4 ปี 2566
เพื่อรองรับดีมานด์ตลาดน้ำดื่มเพื่อสุขภาพในไทยที่มีมูลค่าตลาดรวม 1,900 ล้านบาท มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากโกลบอลเทรนด์รักสุขภาพของผู้บริโภค
นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมลอนช์สินค้าน้ำวิตามิน 2 ตัว แบ่งเป็นสินค้าที่ทำกับโอสถสภา 1 ตัว และเป็นสินค้าที่ทำภายใต้ยันฮีเอง 1 ชิ้น ได้แก่ น้ำวิตามินเบิร์นไขมัน ในเดือนกันยายน 2566
“ธุรกิจ Non Hospital ของกลุ่มยันฮี เพิ่งเปิดตัวมา 5 ปี ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์เวลากับผู้บริโภค ซึ่งสินค้ายา อาหารเสริม น้ำวิตามิน เป็นช่องทางเสริมของกลุ่ม รพ.”
สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลในระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2565-2567) เตรียมใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท เพื่อรีโนเวตโรงพยาบาล และศูนย์สุขภาพทั้งหมด 37 แห่ง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลฟื้นตัวเกือบ 100% เมื่อเทียบกับช่วงโควิด ซึ่งปี 2566 บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโต 10% จากปี 2565 ทำรายได้รวม 2,000 ล้านบาท