โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์สตรีจีนกับเส้นทางการต่อสู้เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

นิตยสารคิด

อัพเดต 24 ก.พ. 2565 เวลา 05.47 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 05.47 น.
Chinese-Woman-cover

เรื่องราวความลำบากของผู้หญิงในสังคมจีน นับเป็นหนึ่งในความเลื่องลือที่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ผู้หญิงจีนไม่มีสิทธิ์มีเสียง สะใภ้จีนถูกกดขี่ ครอบครัวจีนไม่ชอบลูกผู้หญิง ประเด็นเหล่านี้ยังคงถูกฉายซ้ำมานับสิบนับร้อยปี ทว่ากลับไม่ค่อยมีใครที่จะพูดถึงเสียงของผู้หญิงจีนที่พยายามสร้าง “ความเปลี่ยนแปลง” ในระหว่างช่วงเวลาเหล่านั้นเท่าไร ในโอกาสนี้เราจึงได้รับเกียรติจาก อาจารย์ ดร.รัฐพร สวรรค์พิทักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาจีน ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพูดคุยถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผู้หญิงจีนรวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในทุก ๆ ช่วงเวลา

©DAN MA/Unsplash

“สามคล้อยตาม” “สี่คุณธรรม”
เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานภาพของหญิงจีนในยุคโบราณนั้นไม่ค่อยที่จะสู้ดีนัก หญิงจีนในยุคโบราณล้วนแต่ถูกสั่งสอนจากครอบครัวด้วยวาทกรรมที่ทำให้เชื่อว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ได้ชื่อว่าเป็น “หญิงที่ดี” และเป็นเวลานานนับพัน ๆ ปี ที่หญิงชาวจีนทุกคนต่างยึดถือหลักปฏิบัติตามลัทธิขงจื่อ โดยเฉพาะหลัก “สามคล้อยตาม” (三从Sān cóng) และ “สี่คุณธรรม” (四德sì dé) มาเป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับการใช้ชีวิตและปฏิบัติตน

เนื้อหาของหลัก “สามคล้อยตาม” นั้น เป็นหลักที่ว่าด้วยการที่ผู้หญิงต้องเชื่อฟังบุคคล 3 บุคคล ได้แก่ ก่อนแต่งงานต้องเชื่อฟังบิดา เมื่อออกเรือนไปแล้วต้องเชื่อฟังสามี และหากสามีเสียชีวิตลงแล้วก็ต้องเชื่อฟังบุตรชาย ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นหญิงที่ดี ความเป็นหญิงในสังคมจะมีตัวตนเพียงในฐานะของ “ลูกสาว” “ภรรยา” หรือ “แม่” ของใครสักคนเท่านั้น โดยที่เธอเองไม่มีสิทธิ์ที่จะมีปากมีเสียง ตัดสินใจ หรือขัดคำสั่งจากชายที่เป็นที่พึ่งพิงทางสถานะให้เธอได้ เมื่อความเป็นหญิงไม่มีความเป็นปัจเจกในตัวตนของตัวเอง หากวันใดที่เธอไม่ได้เป็นภรรยาหรือแม่ของใครสักคนแล้ว เธอก็ไม่ต่างอะไรกับวัตถุที่ไร้ตัวตน

“หากผู้หญิงจีนแต่งงานแล้วสามีเสียชีวิตไปก่อนที่จะมีลูกด้วยกัน เธอก็เหมือนกับว่าจะไม่มีตัวตนในสังคมเลย ไม่ได้รับความสนใจในสังคม เหมือนเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครให้ความสนใจ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อสังคม”

ส่วนเนื้อหาของหลัก “สี่คุณธรรม” นั้น ก็เป็นหลักที่ว่าด้วยการกำหนดคุณธรรมของผู้หญิงใน 4 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิริยาท่าทาง วาจาคำพูด รูปร่างการแต่งกาย และงานบ้านงานเรือน ซึ่งจะบ่งชี้ให้เห็นว่าการเป็นผู้หญิงที่ดีจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ส่งผลให้ตลอดหลายพันปีในยุคโบราณ ผู้หญิงล้วนแต่มีชีวิตที่คล้ายกันคือ มีสถานะเป็นผู้ตาม และไม่สามารถเป็น “ใคร” ในสังคมได้เลย ถ้าไม่ได้เป็นลูก เมีย หรือแม่ “ของใคร” สักคน

©Diem Nhi Nguyen/Unsplash

เมื่อไม่คล้อยตามอีกต่อไป ความเปลี่ยนแปลงด้านสถานะของผู้หญิงจีนเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เมื่อคนในสังคมส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลและแนวคิดใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่หลักปรัชญาขงจื่อ แต่เป็นแนวคิดต่าง ๆ จากตะวันตกทั้งความเป็นสมัยใหม่และศาสนาคริสต์ ซึ่งมีหลักความเชื่อเกี่ยวกับ “ความเท่าเทียมกัน” ของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ในช่วงนี้จึงเกิดการเรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายเป็นครั้งแรกในเหตุการณ์กบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว (ค.ศ. 1851–1864) ในการเคลื่อนไหวนี้มีการเรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ในการเข้ารับราชการทั้งในแผนกพลเรือนและทหารเหมือนกับผู้ชาย รวมถึงการห้ามมัดเท้าสตรี ห้ามขายบริการ และห้ามชายมีภรรยาเกิน 1 คน ที่ถึงแม้การต่อสู้ในครั้งนี้จะไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะ และไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมายต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปี ที่เสียงและเรื่องราวความยากลำบากของผู้หญิงเริ่มได้รับการมองเห็น กลุ่มปัญญาชนทั้งชายหญิงต่างเริ่มตระหนักถึงสิทธิ์และความเท่าเทียมที่ผู้หญิงพึงได้รับ และแน่นอนว่าเมื่อมีจุดเล็ก ๆ ที่เริ่มลุกมาเปลี่ยนแปลงแล้ว สิ่งต่าง ๆ ย่อมไม่มีทางเหมือนเดิมอย่างแน่นอน

หลังจากการจุดประกายครั้งแรกได้ผ่านพ้นไป ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มปรากฏชัดมากขึ้นเมื่อมีนิตยสารสตรีเกิดขึ้นครั้งแรกบนแผงหนังสือจีน โดยเหล่านักเขียนก็คือกลุ่มปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ทั้งชายและหญิงที่คอยส่งบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคิดตะวันตกและความต้องการพัฒนาบทบาทหรือสถานภาพของสตรีจีนให้ดียิ่งขึ้นมาให้ตีพิมพ์เสมอ ๆ  แม้ความต้องการผลักดันสถานภาพสตรีในสังคมจีนให้ดีขึ้นของกลุ่มปัญญาชนส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานภาพสตรีคือหนึ่งในปัจจัยที่ชี้ให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศแต่ละประเทศมีความเป็นสมัยใหม่มากแค่ไหน หรือในอีกแง่คือ “สถานภาพสตรีถูกใช้เป็นเครื่องชี้วัดความเป็นสมัยใหม่และความเจริญของชาติ” แต่ไม่ว่าอย่างไรการเกิดขึ้นของกระแสดังกล่าว ก็ส่งผลดีต่อผู้หญิงจีนโดยตรงในระดับหนึ่ง

©Hisu lee/Unsplash

การมี “นิตยสารสตรี” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ทางสังคมแบบใหม่ที่ผู้หญิงจีนจะได้ใช้ในการ “ส่งเสียง” ออกไปสู่สังคมซึ่งแตกต่างจากในยุคก่อน ๆ ที่แม้จะมีกวีหญิงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สื่อสารปัญหาออกมาได้ตรงกับที่คนส่วนใหญ่ได้เผชิญ “เมื่อก่อนมีกลุ่มกวีหรือปัญญาชนที่เป็นผู้หญิงอยู่บ้าง แต่ก็มาจากครอบครัวข้าราชการที่มีการศึกษาหรือมีฐานะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาเผยแพร่ออกมาจะไม่ได้เน้นว่าปัญหาของผู้หญิงคืออะไร แต่ว่านิตยสารสตรีที่เป็นแบบสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น ต่างตีพิมพ์เพื่อบอกเล่าปัญหาของผู้หญิงที่เกิดขึ้นมาในอดีตว่ามีอะไรบ้าง และต้องการเสนอแนวคิดตะวันตกหรือเรื่องของสิทธิสตรี ความเท่าเทียมกันในสังคมที่ควรจะเกิดขึ้น” นี่จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของการเรียกร้องอย่างเป็นรูปธรรมที่จะทำให้สังคมรับรู้ถึงปัญหาที่ถูกกดทับมากว่าหลายพันปี

นอกจากนิตยสารสตรีแล้ว ผลงานวรรณกรรมจีนสมัยใหม่ของนักเขียนชายและนักเขียนหญิงก็มีบทบาทสำคัญต่อการเรียกร้องสิทธิสตรีด้วย วรรณกรรมจีนสมัยใหม่เกิดขึ้นจากขบวนการวัฒนธรรมใหม่ หรือ ขบวนการ 4 พฤษภา ที่เริ่มในช่วงปี 1915 และกินเวลากว่า 10 ปี เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมใหม่ในหลาย ๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือเรื่องของผู้หญิง ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ระบบโครงสร้างครอบครัวแบบจารีตของจีน คือข้อเรียกร้องหนึ่งที่กลุ่มปัญญาชนสมัยใหม่ผู้ร่วมขบวนการต้องการที่จะปฏิรูปมากที่สุด โดยมีรายละเอียดครอบคลุมทั้งเรื่องการคลุมถุงชน การกดขี่ กดทับเสียงของสตรี ผลงานวรรณกรรมจีนสมัยใหม่เสนอปัญหาสตรีจีน การเป็นเหยื่อในสังคมปิตาธิปไตย ควบคู่ไปกับความขัดแย้งในตัวเองของคนหนุ่มสาวหัวสมัยใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบใหม่ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามหลักขงจื่อแบบเดิม ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามก็ตาม

การเกิดขึ้นของขบวนการวัฒนธรรมใหม่ สร้างให้เกิดนักคิด นักเขียนหลายคนที่ใช้วรรณกรรมเพื่อถ่ายทอดให้ผู้อ่านในสังคมได้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ เช่น เรื่องความล้าหลังของคนจีนที่ยังนิ่งเฉยกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ และเรื่องของผู้หญิงที่ยังถูกกดขี่อยู่ โดยมีทั้งนักเขียนหญิงและชายมาร่วมถ่ายทอดในมุมมองที่ต่างกัน ในขณะที่นักเขียนชายจะพูดไปในมุมมองเชิงชาตินิยม สร้างอารมณ์ความรักชาติและมองว่าการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้หญิงจะช่วยให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ งานเขียนของนักเขียนหญิงกลับพูดถึงมิติของผู้หญิงที่เผชิญปัญหาโดยตรงตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและตีแผ่อารมณ์ความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งและกินใจมากกว่า วรรณกรรมโดยนักเขียนหญิงที่มีชื่อเสียงในยุคใหม่นี้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “บันทึกประจำวันของนางสาวโซเฟีย” โดย ติงหลิง ที่ถ่ายทอดเรื่องราวปัญหาของผู้หญิงสมัยใหม่ที่ต้องเจอ เช่น ความขัดแย้งในตัวเองที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างความคิดแบบเก่าและใหม่ ความลำบากที่ผู้หญิงต้องประสบเมื่อต้องพยามยามแสวงหาคู่ครองเองในวันที่ไม่มีการคลุมถุงชนแล้ว เนื่องจากผู้หญิงในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคโบราณสู่ยุคใหม่ยังไม่เคยมีประสบการณ์หรือตัวอย่างให้ศึกษา ความรักเสรีและการหาคู่ครองเองจึงถือเป็นความแปลกใหม่ในช่วงแรกของยุคนี้

©Raychan/Unsplash

จากสตรีนิยมแบบสังคมนิยมสู่สตรีนิยมที่แท้จริง
พัฒนาการของสถานภาพและบทบาทของผู้หญิงจีนก้าวเข้าสู่ยุคการปกครองระบบสังคมนิยม โดยหลังจากการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีค.ศ.1949 ผู้นำอย่างประธานเหมาหรือเหมาเจ๋อตง รวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็มีแนวคิดและนโยบายที่จะทำให้ผู้หญิงมีความเท่าเทียมกับผู้ชายเช่นกัน รัฐบาลสนับสนุนและผลักดันให้ผู้หญิงออกมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย หรือเรียกได้ว่าเป็น “ผู้แบกฟ้า” อีกครึ่งหนึ่ง ผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาทในงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเกษตรกรรมและการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำนี้กลับสร้างภาระทับถมผู้หญิงไว้เป็น 2 เท่า เนื่องจากนอกจากงานนอกบ้านแล้ว หน้าที่ภายในบ้านทั้งหมดก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่จะต้องแบกรับไว้ นอกจากนี้ ในยุคดังกล่าวยังมีการสนับสนุนให้ผู้หญิงแต่งกายและตัดผมสั้นเหมือนผู้ชาย สตรีจีนในยุคนั้นจึงไร้สีสันในการแต่งกายและไม่มีความเป็นปัจเจกที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้หญิงที่ดีขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแต่งงานที่สนับสนุนให้เป็นการสมรสแบบคู่สมรสคนเดียว ไม่ให้ฝ่ายชายมีภรรยาน้อย รวมถึงสิทธิ์ของผู้หญิงที่จะขอหย่าได้ 

หลังจากยุคเหมา (ช่วงปี 1949 ถึง 1976) จีนก็เข้าสู่ช่วงที่ประเทศเปิดรับแนวคิดของตะวันตกอีกครั้งในยุคทศวรรษ 1980  ในยุคนี้นอกจากนโยบายเปิดประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ยังมีกระแสของโลกาภิวัตน์และแนวคิดสมัยใหม่ที่รวมถึงสตรีนิยมได้เข้ามาในจีนด้วย ในวงวรรณกรรมจีนร่วมสมัย นักเขียนหญิงอาชีพได้เกิดขึ้นจำนวนมากและผลงานของพวกเธอมักถ่ายทอดปัญหาของผู้หญิงในสังคมปิตาธิไตยทั้งแบบขงจื่อ แบบสังคมนิยมและแบบทุนนิยม นักเขียนหญิงเหล่านี้เล่าถึงปัญหาที่ผู้หญิงประสบและเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศรวมถึงความเป็นปัจเจกที่ชัดเจนให้กับผู้หญิงจีนมากขึ้น เหตุการณ์ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ยิ่งทำให้สังคมจีนสนใจปัญหา สถานภาพและแนวคิดสตรีนิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหตุการณ์นั้นก็คือ การที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้จัดการประชุมระดับโลกในเรื่องของผู้หญิง ในนาม The Fourth World Conference on Women (FWCW) ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนในปี 1995 โดยการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน (รัฐบาลจีนหวังว่าการจัดการประชุมนี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของจีนที่ดีขึ้นในสายตาชาวโลก หลังจากที่ก่อนหน้า รัฐบาลจีนมีภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่จากเหตุการณ์การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989) แม้ว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นไปเพื่อการเสริมภาพลักษณ์ของจีนให้ดีขึ้นในสายตาชาวโลก แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่า เป็นความจริงที่สถานภาพสตรีคือหนึ่งในปัจจัยที่แสดงความเจริญของชาติและส่งเสริมภาพลักษณ์ชาติได้ อีกทั้งการประชุมครั้งนี้ก็ได้สร้างแรงขับเคลื่อนขนานใหญ่ กระตุ้นให้เกิดกลุ่มสตรีนิยมมากมาย รวมถึงองค์กร NGO ต่าง ๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้หญิงจีนโดยเฉพาะในชนบทที่ต้องเผชิญกับปัญหาในครัวเรือนและในสังคม เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การคลุมถุงชน หรือการหางาน เป็นต้น นอกจากนี้ องค์กร NGO ต่าง ๆ ยังสนับสนุนแนวคิดสตรีนิยมในแบบที่ต่างออกไปจากยุคเหมาที่ยังแฝงไปด้วยระบบปิตาธิปไตยแบบสังคมนิยม มาเป็นแบบการเรียกร้องเพื่อสิทธิสตรีจริง ๆ  ที่สนับสนุนให้ผู้หญิงมีสิทธิเสรีภาพและความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น เรียกได้ว่าการประชุมในครั้งนี้และผลพวงจากการประชุมนี้ อาทิเช่น การเกิดขึ้นของกลุ่ม NGO เพื่อช่วยแก้ปัญหาของผู้หญิง และการตีพิมพ์หนังสือ บทความและผลงานวรรณกรรมเกี่ยวกับผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้ช่วยส่องสปอร์ตไลต์ไปที่ผู้หญิงเต็ม ๆ และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือที่จะเร่งช่วยแก้ไขปัญหาของผู้หญิงจีน ให้พวกเธอได้รับความเท่าเทียมทางเพศ

©tabitha turner/Unsplash

ผู้หญิงจีนวันนี้
จากวันนั้นถึงวันนี้สถานภาพและบทบาทของผู้หญิงจีนมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ปัจจุบันนี้ผู้หญิงจีนโดยเฉพาะในเมืองได้รับการศึกษาที่สูงมากขึ้น อาจไปถึงระดับปริญญาโทหรือเอก และมีแนวคิดค่อนข้างสมัยใหม่ ผู้หญิงในปัจจุบันกลายมาเป็น working woman กันมากขึ้น ทั้งในวงการแพทย์ ธุรกิจ การศึกษาและบันเทิง รวมถึงมีความสนใจในเรื่องของธุรกิจออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการขายของ หรือเป็นนักสร้างคอนเทนต์อัดวิดีโอ เนื่องมาจากเม็ดเงินมหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต หญิงจีนในเมืองส่วนใหญ่ในวันนี้สามารถหาเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายอีก

ความเป็นปัจเจกที่สูงขึ้นของผู้หญิงในสังคมเมืองนั้นยังทำให้ทัศนคติต่อเรื่องการแต่งงานเปลี่ยนไป ผู้หญิงไม่ได้เห็นว่าการแต่งงานเพื่อเป็นภรรยาหรือแม่ของใครสักคนจะเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ดังนั้นอัตราการแต่งงานจึงลดลงเช่นเดียวกับผู้หญิงทั่วโลกที่มีสถานภาพในสังคมดีขึ้น นอกจากนี้ ในด้านครอบครัวเองก็มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นลูกผู้หญิงในครอบครัวสมัยใหม่ก็ได้รับการสนับสนุนเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดพ่อแม่ก็รักและดูแลให้เป็นที่ 1 ไม่ต่างจากลูกชาย ส่วนในด้านการขับเคลื่อนของกลุ่มสตรีนิยมในปัจจุบันพบว่า มีการขับเคลื่อนของกลุ่มสตรีนิยมทางออนไลน์มากยิ่งขึ้นและมีการเข้าร่วมแคมเปญระดับสากลอย่าง #metoo ด้วยเช่นกัน อีกทั้งในบางครั้งก็มีการเข้าร่วมกับกลุ่ม LGBTQ+ เพื่อช่วยกันเรียกร้องสิทธิทางเพศให้ดียิ่งขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ขนบธรรมเนียมในพื้นที่ชนบทก็ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบผู้หญิงจีนในเมืองกับในชนบท ผู้หญิงจีนในชนบทยังต้องเจอกับสภาวะความกดดัน การถูกคลุมถุงชน และการเร่งให้แต่งงานมากกว่าผู้หญิงจีนในเมือง โดยสืบเนื่องมาจากปัจจัยทางเกษตรกรรม ที่ต้องการแรงงานเพิ่มสำหรับการทำเกษตร และนี่แสดงให้เห็นว่า แม้สังคมบางส่วนโดยเฉพาะในครอบครัวสมัยใหม่ในสังคมเมืองจะมีทัศนคติต่อผู้หญิงจีนที่เปลี่ยนไปจนช่วยให้สถานภาพของพวกเธอดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็มีผู้หญิงจีนอีกส่วนโดยเฉพาะในครอบครัวที่ยึดค่านิยมแบบเก่าในชนบทก็ยังคงประสบปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศที่รุนแรง การโดนดูถูก หรือถูกกดทับด้วยค่านิยมที่ชอบลูกชายมากกว่าลูกสาวอยู่ รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัวที่กระทำต่อผู้หญิง ความเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดสตรีนิยมในสังคมชนบทจีนยังถือว่าอยู่ช่วงเริ่มต้นและหลายฝ่ายกำลังร่วมมือกันเพื่อช่วยให้ผู้หญิงในชนบทมีสถานภาพที่ดีขึ้น โดยพยายามให้ผู้คนในสังคมชนบทลดค่านิยมขนบเก่าที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมจีนกว่าหลายพันปีนี้ลง

แต่ไม่ว่าอย่างไร ตลอดการเดินทางต่อสู้เรียกร้องของผู้หญิงจีนหลายร้อยปีที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงแม้จะค่อยเป็นค่อยไป แต่มันก็เกิดขึ้นได้จริง และประวัติศาสตร์ของผู้หญิงจีนในอีกพันปีต่อจากนี้ จะไม่มีวันเหมือนหลายพันปีก่อนหน้าอย่างแน่นอน 

เรื่อง : บุษกร บุษปธำรง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

สมเด็จพระพันปีหลวง ผู้ทรงใช้ “ฉลองพระองค์” เป็นเครื่องมือการทูต

ศิลปวัฒนธรรม

เรือประมง สงขลา-ระยอง จอดนิ่ง หลังราคาน้ำมันพุ่ง

Thai PBS

"ห้องอาหารไทยฟร้อนท์รูม" เปิดตัวเมนูใหม่ ถ่ายทอดภูมิปัญญารสชาติไทยในมิติร่วมสมัย

Manager Online

"MK Restaurants" ชวนอบอุ่นใจ กับแคมเปญ 40 ปี เอ็มเค "ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ"

Manager Online

‘Gawdland’ แชมป์ ‘RuPaul's Drag Race UK vs The World 3’ พาแดร็กไทยสู่เวทีโลก

กรุงเทพธุรกิจ

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เวสต์แฮม พบ ลีดส์ ฟุตบอลเอฟเอคัพ วันนี้ 5 เม.ย.69

PostToday
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...