ที่มา #Ummก็สวยอยู่ การผลิตคอนเทนต์ในยุคสังคมเสรีภาพ
“Umm ก็สวยอยู่” ชี้แจงปล่อยคอนเทนต์ประสบการณ์โดนวิจารณ์บนโซเชียล อ้างเป็นวิทยานิพนธ์ ชาวเน็ตแห่ต่อว่า ชี้เป็นการลดความมั่นใจของคนอื่น
วันที่ 20 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในทวิตเตอร์ร้อนฉ่าตั้งแต่เมื่อคืนต่อเนื่องจนถึงเช้านี้ จากการถกประเด็นดราม่า ผ่านแฮชแท็ก #Ummก็สวยอยู่ จนติดเทรนทวิตเตอร์ หลังUmm ก็สวยอยู่ รายการบนช่องยูทูปได้ปล่อย EP.1 กับคอนเทนต์เรื่อง “เรื่องความสวยที่อยากถามคนสวย”
รายการดังกล่าวมีพิธีกรหญิง 3 คน โดยคอนเทนต์ของ EP.1 ได้นำคำถามและคำปรึกษาจากผู้ชมเกี่ยวกับรูปร่างและหน้าตา การทำศัลยกรรม รวมถึงมีการกล่าวถึงเรื่องของ LGBTQ ซึ่งมีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม และค่อนข้างอ่อนไหวกับความรู้สึกของผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอก และส่งเสริมเรื่องของสิทธิเสรีภาพทางเพศมากขึ้น
หนึ่งในคำถามที่ผู้ชมส่งมา ระบุว่า “คือทุกคนบอกว่าหนูสวย แต่ไม่มีใครบอกว่าหนูทำศัลยกรรมมา” และหนึ่งในพิธีกรก็พูดขึ้นว่า“คือน้องทำยังไงให้คนไม่ทัก?” ตามด้วย“ถ้าทำแล้วคนไม่รู้จะทำทำไมล่ะคะพี่?”
รายการดังกล่าวจึงถูกชาวเน็ตตำหนิอย่างกว้างขวาง ระบุว่า เนื้อหาของคอนเทนต์ไม่มีความเป็นปัจจุบัน โดยเปรียบเหมือนยุคไดโนเสาร์ อีกทั้งระบุว่า ไม่ว่าจะเพศไหนหรือแต่งตัวอย่างไร ก็ไม่ควรมาวิพากษ์วิจารย์ผู้อื่น
ไม่นาน Umm ก็สวยอยู่ ก็ได้ออกมาชี้แจง พร้อมขอโทษกับคอนเทนต์ที่จัดทำขึ้น อีกทั้งยังระบุว่า รายการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของละครวิทยานิพนธ์ ภาควิชาสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอประสบการณ์ในโลกของโซเชียล พร้อมย้ำว่า ให้รับชมจนจบรายการ และใช้วิจารณญาณในการรับชม
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในทีมงาน Umm ก็สวยอยู่ ระบุว่า การให้ทุกคนเลือกว่าจะให้รายการไปต่อหรือไม่ เพื่อดูว่ากระแสสังคมเป็นอย่างไรนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนไม่เห็นด้วยกับการทำรายการนี้อย่างมาก อยากให้ยุติ และทราบเบื้องหลัง จึงทำให้เห็นว่า สื่อออนไลน์มีผลอย่างมาก
“มีหลายบทเรียนที่ได้เห็นวันนี้และที่ผ่านมา หลังจากนี้จะมีการเจาะลึกประเด็นต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งผลการวิจัยของเราว่าจะได้ผลหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะเป็นคอนเทนต์เชิงวิชาการในเพจของเราต่อไป”
“เดิมทีเราตั้งใจทำรายการนี้ยาวประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ ถูกบีบให้เหลือเพียง 1 วัน เพราะเราเห็นกระแสตอบรับล้นหลาม ได้รับการปรึกษาจากอาจารย์และผู้ใหญ่หลาย ๆ คน จึงตัดสินใจจบให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”
“ดังนั้น ข้อมูลที่เราได้มาก่อนหน้าที่จึงไม่ใช่ข้อมูลที่พร้อมนำเสนอและเผยแพร่แล้ว ทว่า ต้องถูกนำไปวิเคราะห์ นำมาสรุปผลเพื่อเผยแพร่เชิงวิชาการต่อไป พวกเราไม่อยากเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแล้ว”
นอกจากนี้ ทางทีมงาน ได้ร้องขอให้ชาวโซเชียล ไม่เข้าไปก้าวก่ายนักแสดง เนื่องจาก เรื่องราวทั้งหมดเป็นละคร เป็นบทบาทสมมุติที่เขียนบทขึ้นมา และทุกคำพูดเป็นบทที่ทีมงานตั้งใจทำขึ้นเพื่อให้เกิดประเด็นดราม่า
“ขอรบกวนทุกคนที่อยู่ในโซเชียล ไม่เข้าไปก้าวก่ายตัวจริงของนักแสดง หากมีความเห็นใดเกี่ยวกับรายการ กรุณาทิ้งคอมเมนต์ หรือข้อติชมไว้ทางหน้าเพจ เพื่อการทำวิจัยของตัวละครต่อไป”
แม้ทีมงานจะออกมาน้อมรับผิด พร้อมชี้แจงถึงข้อเท็จจริง แต่ชาวเน็ตก็ยังเข้ามาแสดงความคิดเห็นเชิงต่อว่าถึงเนื้อหา ระบุว่า เข้าใจว่าเนื้อหาเป็นการวางแผนเอาไว้ให้เกิดเรื่องดราม่า แต่ยังไม่เห็นมีการแก้ไขปัญหานอกจากเฉลย และไม่ได้ช่วยรักษาความรู้สึกของคนที่โดนผลกระทบไปแล้ว
อีกทั้งยังระบุว่า ผลงานที่อ้างว่าเป็นวิทยานิพนธ์นั้น จะช่วยสร้างให้เกิดความเคารพต่อผู้อื่น แต่กลับไปลดทอนความมั่นใจของคนอื่นด้วย