โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มะยงชิด-มะปรางหวาน’ ผลไม้เศรษฐกิจหน้าร้อน สรรพคุณล้นให้คุณค่าทางสารอาหารสูง

แนวหน้า

เผยแพร่ 29 ม.ค. 2564 เวลา 12.25 น.

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศ “เกษตรกรรม” เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ทำให้หลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของไทยส่วนใหญ่นิยมทำอาชีพเกษตรกรรม  ไม่ว่าจะทำนาปลูกข้าว หรือ ทำสวนผลไม้ต่างๆ อย่าง มะปรางหวานและมะยงชิด ขึ้นชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์คุณค่าทางสารอาหารต่างๆมากมาย  และที่สำคัญเป็นพืชเศรษฐกิจในหน้าร้อนที่นิยมปลูกกันมากอีกด้วย นั่นเพราะผลไม้ดังกล่าวมีวิตามิเอและบีสูง พร้อมทั้งมีเบต้าแคโรทีน ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ และมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงอีกด้วย

“มะปราง” จัดอยู่ในพืชของตระกูลวงศ์ Anacardiaceae เป็นวงศ์เดียวกันกับ มะม่วง , มะกอก ฯลฯ เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย , ลาว , เมียนม่า (พม่า) , กัมพูชา และมาเลเซีย เป็นต้น  และมีชื่อเรียกขานนามตามท้องถิ่นไทย อย่างทางภาคอีสาน เรียกมะปรางว่า “บักปราง” , ภาษาท้องถิ่นเมืองเหนือ เรียกว่า “มะผาง” , ทางปักษ์ใต้ หรือภาคใต้ของไทยเราเรียกกันสั้นๆ ว่า “ปราง” เป็นต้น

โดยลักษณะของ “มะปราง” นั้น  จัดเป็นไม้ผลที่มีรูปทรงของลำต้นค่อนข้างแหลม หรือรูปทรงกระบอก มีรากแก้วที่แข็งแรง และมีใบกิ่งก้านสาขาที่หนาทึบ  ลำต้นของมะปราง มีความสูงราวประมาณ 15-30 เมตรเลยทีเดียว  ลักษณะของใบมะปรางจะคล้ายๆกับใบมะม่วง แต่มีขนาดเล็กกว่าและใบเรียวยาวกว่า มีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเหนียว มีเส้นใบให้เห็นเด่นชัด  ซึ่งใบอ่อนของมะปราง จะมีสีม่วงแดง ยาวประมาณ 14 เซนติเมตร กว้าง 3.5 เซนติเมตร  ส่วนดอกของมะปราง จะออกดอกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งแขนง  ดอกของมะปราง เมื่อบานจะมีสีเหลืองเป็นดอกสมบูรณ์เพศ และมีช่อดอกยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตรเลยทีเดียว

สำหรับ “ผลมะปราง” จะมีลักษณะคล้ายไข่ไก่ทรงกลม  ปลายผลเรียวแหลม  โดยดอกของมะปราง 1 ช่อ จะมีผลประมาณ 1-15 ผล ซึ่งผลดิบของมะปรางจะมีสีเขียวอ่อนจนถึงเขียวเข้ม  ส่วนผลที่สุกของมะปรางจะมีสีเหลืองถึงเหลืองอมส้มและส้มอมแดง  ผิวเปลือกของผลมะปรางจะบางและนิ่ว   เนื้อด้านในจะเป็นสีเหลืองเข้ม หรือสีออกส้มแดง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของมะปรางด้วย  มะปรางจะมีรสชาติที่หวาน หรืออาจจะหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัดก็ได้  โดยภายในผลของมะปรางจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ 1 เมล็ด มีลักษณะคล้ายกับเมล็ดของมะม่วง แต่มีขนาดที่เล็กกว่า

โดยพืชตระกูล “มะปราง” แบ่งออกได้เป็นหลายสายพันธุ์ อาทิ มะปรางหวาน , มะยงชิด ,มะยงห่าง ,มะปรางเปรี้ยว หรือมะปรางที่มีรสชาติเปรี้ยวจัด  เรียกกันว่า “กาวาง”  ที่แม้แต่นกกาได้ชิมยังต้องสั่นหัววางเลยทีเดียว 

“มะปรางหวาน” ไม่ว่าจะผลดิบหรือผลสุก จะมีรสชาติที่หวานสนิท ผลจะมีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แต่รสชาติความหวานก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่สายพันธุ์และอยู่ที่การปลูก  ถ้าปลูกในที่ดินดีมีความอุดมสมบูรณ์ อากาศดี ไม่แปรปรวน ส่วนมากแล้วมะปรางหวานผลเล็กจะมีรสชาติที่หวานจัดกว่าผลใหญ่  แต่เมื่อเรารับประทานมะปรางหวานเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดอาการระคายคอ หรือคันคอได้ เพราะรสชาติที่หวานจัดของมะปรางนั่นเอง

ส่วน “มะปรางเปรี้ยว” จะมีรสเปรี้ยวทั้งผลดิบและผลที่สุกแล้ว  จึงเหมาะสำหรับนำไปแปรรูปผสมกับอาหารอื่นมากกว่าที่จะนำมารับประทานกันสดๆ (นอกจากผู้ที่ต้องการ เช่น  หญิงที่มีครรภ์ แพ้ท้อง)  ซึ่งการแปรรูปมะปรางที่ว่านั้น เราอาจจะนำไปทำ มะปรางดอง , มะปรางแช่อิ่ม , น้ำมะปรางสดแช่เย็น เป็นต้น

ขณะที่ “มะยงชิด” เป็นมะปรางที่มีรสหวานอมเปรี้ยว หรือมีรสหวานสนิท หรือเปรี้ยวมากในผลเดียวกัน  ซึ่มีขนาดทั้งผลเล็กและผลใหญ่  โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร  ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร  มะยงชิดจะมีรสชาติหวานมากกว่าเปรี้ยว ผลดิบสีเขียวจะมีรสมะ ส่วนผลสุกสีเหลืองส้มอมแดงจึงมีรสออกหลาน  ซึ่งลักษณะของเนื้อมะยงชิดค่อนข้างแข็ง มีเปลือกที่หนา  แต่ถ้ามีรสเปรี้ยวมากกว่ารสหวาน จะเรียกกันว่า “มะยงห่าง”

โดย “มะยงห่าง” จะมีลักษณะภายนอกดูคล้ายกับผลของมะยงชิดมาก  แต่ต่างกันที่รสชาติ ซึ่งมะยงห่างจะมีรสเปรี้ยวมากและมีรสหวานอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมปลูกเพื่อการค้าเท่าไร

ส่วน “กาวาง” จะมีลักษณะภายนอกคล้ายกับมะยงชิดและมะยงห่าง  แต่ที่แตกต่างกันออกไปคือ กาวางจะมีรสเปรี้ยวใกล้เคียงกับ “มะดัน”  โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า “มีนกกาที่หิวโซ บินมาเห็นผลไม้ชนิดนี้  มีสีเหลืองสวยงาม แต่เมื่อลองจิกกินเพื่อลิ้มรสชาติก็ต้องรีบวางแล้วสั่นหัวบินหนีไปทันที” นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “กาวาง”

ซึ่งความแตกต่างระหว่าง “มะยงชิด” กับ “มะปรางหวาน” สักเกตได้ง่ายๆ คือ ขนาดผลของ “มะปราง” จะเล็กกว่า “มะยงชิด”  และมะปรางบางสายพันธุ์ เมื่อรับประทานไปแล้วอาจคันหรือระคายคอได้  แต่มะยงชิดหวาน หากเรารับประทานเข้าไปแล้วจะไม่มีอาการละคายหรือคันคอเลย

โดยมะปรางผลดิบจะมีสีเขียวอ่อนซีด  ผิดกับมะยงชิดที่ผลดิบจะมีสีเขียวเข้มกว่ามะปราง  และมะปราง เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองอ่อน แต่มะยงชิดเมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองแกมส้ม  และมะปรางผลดิบมีรสชาติมัน แต่มะยงชิดผลดิบนั้นจะมีรสชาติที่เปรี้ยวจัด  แต่พอมะปรางผลสุกแล้วจะมีรสชาติที่หวานมาก  แต่มะยงชิดเมื่อผลสุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย

ส่วนสรรพคุณทางยา หรือประโยชน์คุณค่าทางสารอาหารของมะปรางนั้น เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและเบตาแคโรทีนสูง คุณค่าทางโภชนาการของสารเหล่านี้ จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายของคนเรา เป็นการช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง , เบาหวาน , ความดันโลหิต เป็นต้น  เป็นผลไม้ที่มีวิตามินเอสูง จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี  และมีวิตามินบี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารที่จะช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน , เจ็บคอ , ช่วยขับเสลด , แก้น้ำลายเหนียว และช่วยฟอกโลหิตอีกด้วย

ขณะเดียวกัน “ราก” ของต้นมะปราง ยังมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาการไข้ และถอนพิษ ผด ผื่นคัน  ส่วน “ใบของมะปราง” ใช้ทำเป็นยาพอกแก้อาการปวดศีรษะ และน้ำจากลำต้น ใช้เป็นยาอมกลั้วคอ ลดอาการเจ็บคอได้เป็นอย่างดี   ขณะที่ “ผลสุกของมะปราง” ใช้รับประทานเป็นผลไม้ หรือนำมาทำแยมรับประทานกับขนมปังก็ได้เช่นกัน  ส่วน “ผลดิบของมะปราง”  ใช้รับประทานสดๆ จิ้มกับกะปิ หรือน้ำปลาหวานก็เข้ากันอย่าบอกใคร  หรือจะนำไปแปรรูปอย่างการดอง หรือแช่อิ่มมะปรางก็ได้

“มะปราง” เป็นผลไม้ฤดูร้อน ที่เหมาะกับคนธาตุดิน หรือผู้ที่เกินในราศีพฤษภ , ราศีกันย์ และราศีมังกร  โดยผู้ที่เกิดตามธาตุดังกล่าวนี้  มักจะเสี่ยงกับโรคอ้วน , ความดัน , เบาหวาน และโรคทางเดินหายใจ  ดังนั้น มะปรางจึงถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เกิดใน 3 ราศีนี้ คือ ราศีพฤษภ , ราศีกันย์ และราศีมังกร 

มะปราง มีทรงต้นค่อนข้างแหลม และมีใบมาก ไม่มีการผลัดใบนอก กิ่งก้านจึงแตกแขนงจนทึบ รากแก้วค่อนข้างที่จะแข็งแรงมาก จึงสามารถทนแรงลมพายุ และความแห้งแล้งได้ดี มะปรางดอกออกเป็นช่อ และจะมีสีเหลืองเมื่อบาน ผลของมะปรางจะมีขนาดผลโตพอ ๆ กับไข่ของนกพิราบ และก็มีสีเหลือง หรือสีเหลืองอมส้ม ในเวลาที่ผลของมะปรางสุก จะชวนให้น่ารับประทานมาก ครับ.

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ หนังสือคัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว 

เพจ https://www.facebook.com/siam.bunnag.999999999

ภาพจาก https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_15499

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...