โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยุทธนาวี "แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด" สงครามการปราชัยครั้งใหญ่ของสยาม ซึ่งแทบไม่เคยถูกกล่าวถึง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 พ.ค. 2567 เวลา 13.33 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. 2567 เวลา 09.55 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - องเชียงสือเข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 1 วาดโดยพระเชียงอิน ใน ค.ศ. 1887 ถ่ายโดยอภินันท์ โปษยานนท์ (ภาพจาก หนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก จัดพิมพ์โดยสำนักพระราชวัง)

ยุทธนาวี “แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด” สงครามการปราชัยครั้งใหญ่ของสยามต่อพวก “เต็ยเซิน” ในเวียดนาม ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เหตุใดจึงแทบไม่เคยถูกกล่าวถึง?

จุดเริ่มต้นของสงคราม

สงคราม “แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด” (Rạch Gầm-xoài Mút) สืบเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจภายในเวียดนามของสองตระกูลขุนนาง คือ ตระกูลจิ่งห์ (Trịnh) และ ตระกูลเหงวียน (Nguyễn) ที่แข่งขันกันขยายอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจ โดยตระกูลจิ่งห์กุมอำนาจทางเหนือ ส่วนตระกลูเหงวียนนั้นกุมอำนาจทางใต้

ต่อมาตระกลูเหงวียนประสบปัญหาเนื่องจากการบริหารภายในที่ล้มเหลว และการถูกโจมตีจากตระกูลจิ่งห์ ส่งผลให้ข้าราชการรวมไปถึงชาวบ้านพากันต่อต้าน จนเกิดขบวนการที่เรียกว่า “เต็ยเซิน” นำโดย 3 พี่น้อง ได้แก่ เหงวียนหญัก (Nguyễn Nhạc) เหงวียนเหวะ (Nguyễn Huệ) และ เหงวียนหลือ (Nguyễn Lữ)

เมื่อตระกลูเหงวียนไม่สามารถคุมการจลาจลที่เกิดขึ้นได้ จึงลงเอยด้วยการที่เจ้าตระกูลเหงวียนซึ่งก็คือ เหงวียนฟุกถ่วน และ เหงวียนฟุกเซือง ถูกสังหารใน ค.ศ. 1777 ทว่ากลุ่มเต็ยเซินก็ยังไม่สามารถโค่นอำนาจตระกูลเหงวียนได้เด็ดขาด เนื่องจากยังเหลือทายาทตระกูลเหงวียนนั่นคือ เหงวียนแอ๊งห์ (องเชียงสือ) ที่หนีมาขอความช่วยเหลือจากราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ 1 จึงทำให้เป็นต้นเหตุที่ดึงเอาสยามเข้าไปเกี่ยวข้อง จนนำไปสู่สงครามแส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด “ยุทธนาวี” ครั้งใหญ่ต้นรัตนโกสินทร์

ใน ค.ศ. 1784 หลังจากสถาปนาราชวงศ์จักรีได้เพียงสองปี รัชกาลที่ 1 ตัดสินพระทัยที่จะสนับสนุนตระกูลเหงวียน เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าเพิ่งมีการตั้งราชวงศ์ใหม่ ยังไม่มีความมั่นคงมากพอ อีกทั้งศึกจากพม่าก็ยังวางใจไม่ได้ ถึงแม้จะสามารถขยายอำนาจไปยังตอนเหนือกัมพูชาและลาวได้ แต่ก็เกิดการกระทบกระทั่งกับกลุ่มเต็ยเซินเป็นระยะ ความขัดแย้งนี้จึงเป็นข้อได้เปรียบสำหรับสยาม

การเลือกสนับสนุนตระกูลเหงวียนนั้นจะช่วยลดอำนาจกลุ่มเต็ยเซินได้ และในระยะยาวตระกูลเหงวียนอาจเป็นพันธมิตรและฐานกำลังที่ดีในภายภาคหน้า

การเข้าร่วมสงคราม แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด ของสยาม

เดือนเมษายน ค.ศ. 1784 (พ.ศ. 2327) รัชกาลที่ 1 ส่งทัพไปตีซาดิ่งห์ (Gia Địng) [นครโฮจิมินห์ในปัจจุบัน] โดยแบ่งเป็น 2 ทัพ ได้แก่ ทัพแรกนำโดย พระยานครสวรรค์ เดินทัพผ่านกัมพูชา ทั้งนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้ปกครองกัมพูชาส่วนในได้เกณฑ์ทหารเขมรมาเข้าร่วมทัพในครั้งนี้ด้วย โดยมีทหารราว 30,000 นาย

ส่วนทัพที่สองเป็นทัพเรือนำโดย กรมหลวงเทพหริรักษ์ พระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 1 มีทหารราว 20,000 นาย เรือรบ 300 ลำ ล่องตัดผ่านอ่าวสยาม (อ่าวไทย) ไปยังเมืองเกียนซาง (Kiên Giang) เพื่อสมทบกับทัพบกที่ยกไปก่อน ส่วนเหงวียนแอ๊งห์ยกกองกำลังของตนไปกับทัพเรือ และสั่งให้ขุนนางที่อยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของเวียดนามรวมกำลังพล โดยมอบให้ จูวันเตี๊ยบ เป็นแม่ทัพใหญ่ นับได้ว่าเป็นทัพที่แข็งแกร่งพอสมควร

เมื่อเจ้าเมืองซาดิ่งห์ (ฝ่ายเต็ยเซิน) ทราบว่าสยามยกทัพมา จึงได้เกณฑ์ทัพเรือมาป้องกันเมืองซาแด๊ก (Sa Đéc) การรบครั้งนี้ทัพของพระยานครสวรรค์เป็นฝ่ายชนะ ทำให้สามารถยึดเรือเชลยและศาสตราวุธได้จำนวนมาก ทว่าพระยานครสวรรค์กลับส่งคืนให้แก่แม่ทัพเต็ยเซิน การกระทำดังกล่าวของพระยานครสวรรค์ถูกกล่าวว่าเป็นกบฏ รัชกาลที่ 1 จึงมีรับสั่งให้นำตัวพระยานครสวรรค์กลับไปไต่สวนจนกระทั่งถูกประหารชีวิต จากนั้นให้ พระยาวิชิตณรงค์ เป็นแม่ทัพใหญ่คุมทัพบกแทน

ต่อมาทัพเรือ เต็ยเซิน ยกทัพมาตั้งที่เมืองหมี๋ทอ (Mỹ Tho) และพยายามส่งกองทัพเล็ก ๆ มาโจมตี เพื่อตัดกำลังทัพสยามอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ฝ่ายเต็ยเซินเสียกองกำลังไปมากจนเกือบถอยทัพ จากหลักฐานตระกูลเหงวียนมีการระบุว่า ชายคนหนึ่งที่ชื่อ เลซวนซ้าก (Lê Xuân Giác) ได้เสนอให้เอากองทหารที่แข็งแกร่งมาดักที่สองฝั่งแม่น้ำแส็กเกิ่มและสว่ายมู้ด รวมไปถึงแม่น้ำเตี่ยน ซึ่งคาดว่าสยามจะยกทัพมา

ฝ่ายสยามที่กำลังล่องไปตามแม่น้ำเตี่ยนโดยไม่ทันระวังตัว เมื่อถึงเขตที่เต็ยเซินวางกำลังไว้ ณ จุดที่แม่น้ำแส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด บรรจบกับแม่น้ำเตี่ยน ก็พบว่าทัพเรือของตนถูกล้อมทั้งหน้าและหลัง ทหารเต็ยเซินที่ซุ่มในพุ่มไม้สองฝั่งและเกาะกลางแม่น้ำก็ออกมาโจมตี

ทัพสยามตกอยู่กลางทัพเต็ยเซิน ถูกปืนใหญ่ระดมยิงใส่ ทหารที่เหลือถูกเต็ยเซินสังหาร สามารถหนีรอดมาได้เพียงไม่กี่พันนาย

ส่วนทัพบกเมื่อรู้ข่าวว่าทัพเรือแตกก็ทิ้งค่ายหนี กรมหลวงเทพหริรักษ์หนีมาได้เพราะข้าในกรมจับกระบือได้ตัวหนึ่งให้ทรงขี่ขึ้นบกหนีเข้าไปทางกัมพูชา ส่วนเหงวียนแอ๊งห์หนีไปทางแม่น้ำจ่าหลวด (sông Trà Luật) แล้วหนีไปเมืองห่าเตียน (Hà Tiên)

รัชกาลที่ 1 ทรงให้มีการสอบสวนจนทราบว่า ทัพสยามกระทำการแบบย่ามใจ จนตกหลุมพรางของทัพเต็ยเซิน ซึ่งในหลักฐานเวียดนามเองได้กล่าวถึงทัพสยามว่าทหารสยามนั้นไม่จริงจังกับการศึก มุ่งไปทางอบายมุข เที่ยวข่มเหงประชาชนทำให้ปราชัยต่อเต็ยเซิน นอกจากนี้ เมื่อ กรมพระราชวังบวรฯ ได้ยินพฤติกรรมทหารสยามก็ทรงกริ้วมาก จึงทูลยืนยันว่า

“วันก่อนเห็นเจ้าพวกนี้ให้ทาสขนของกลับมามีทั้งหญิงสาวทรัพย์สินเงินทอง ก็คิดอยู่ว่าจะเสียการใหญ่ ตั้งใจว่าจะต่อเรือเพื่อส่งไปหนุนแต่ไม่ทัน แพ้ชนะก็เป็นปกติของชายชาติทหาร แต่พวกนี้ปราชัยด้วยสาเหตุใดก็ไม่รู้”

เหงวียนแอ๊งห์ หรือ องเชียงสือ กลับมาถึงกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 1 ตรัสถามสาเหตุที่ปราชัยทั้งที่มีกำลังเหนือกว่า เหงวียนแอ๊งห์ได้ทูลว่า “คิดถึงน้ำใจไมตรีสยามรัฐเพื่อนบ้านที่เราช่วยเหลือ แต่เพราะเจ้าตัน [พระยาวิชิตณรงค์]และเจ้าเสือง [กรมหลวงเทพหริรักษ์]ทะนงตน ชะล่าใจ ไปที่ไหนก็ข่มเหงราษฎรอย่างโหดร้าย ชาวบ้านไม่พอใจเป็นเหตุให้ต้องปราชัย”

ส่วนกรมพระราชวังบวรฯ ได้สอบสวนทหารที่รอดชีวิต ทรงพบว่าเหตุที่พ่ายแพ้เพราะเจ้าตัน [พระยาวิชิตณรงค์] เจ้าเสือง [กรมหลวงเทพหริรักษ์] ยกยอปอปั้นตัวเองวางตนเป็นใหญ่ โหดร้าย บุ่มบ่ามบุกโดยไม่เชื่อฟังเหงวียนแอ๊งห์

ความปราชัยครั้งนี้ สยามมองว่าสร้างความอัปยศให้ราชสำนักสยามเป็นอย่างมาก

ทำไมสงครามถึงไม่ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ของไทย?

สงคราม แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด เป็นความทรงจำที่ถูกเลือกให้กลายเป็นความทรงจำร่วมในมุมมองของเวียดนาม เพราะยุทธนาวีนี้ทำให้เกิดขบวนการปลดปล่อยความทุกข์ยากให้เกษตรกร ปกป้องอธิปไตยของประเทศ เอกราชของประชาชน โดยให้ภาพ “ทหารสยามที่โหดร้าย” ส่วนพระเอกก็คือ “ทัพเต็ยเซิน”

ในขณะที่เวียดนามเลือกที่จะ “จำ” สยามนั้นเลือกที่จะ “ลืม” เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นการบอกเล่าถึงความพ่ายแพ้ของสยาม อีกทั้งยังมีหลักฐานที่แสดงว่าทหารสยามนั้นกดขี่ข่มเหงคนเวียดนาม จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเหตุการณ์นี้ไม่ถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ไทย

จะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์ไทยเองก็เลือกที่จะใช้โครงเรื่องแบบเดียวกับเวียดนามคือ หยิบเอาศัตรู สร้างวีรบุรุษและผู้ร้ายขึ้นมา เพื่อก่อให้เกิดการต่อสู้และเสียสละเพื่อบ้านเมืองของตน โดยเนื้อหาภายในประวัติศาสตร์นั้น เลือกที่จะไม่หยิบยกความผิดพลาดหรือการขยายฐานอำนาจเข้าไปยังรัฐอื่น ๆ ของตนมากล่าวถึง

ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่ชนะ ดังนั้น การเขียนจึงมีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ การเชิดชูความกล้าหาญ และเสียสละในการต่อสู้เพื่อชาติ จะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างชาติ และความเป็นชาตินิยมขึ้นมา โดยการแฝงและฝังแนวคิด หรือสร้างความหมายเชิงสัญลักษณให้เหตุการณ์เหล่านั้น

เป้าหมายก็เพื่อสร้างชุดความคิดและปลูกฝังความเชื่อแบบเดียวกันให้กับคนในชาติ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2545. ว่าด้วยการเมืองของประวัติศาสตร์และความทรงจำ (ว่าด้วยการเมือง ของประวัติศาสตร์และความทรงจำ). กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์มติชน.

มรกตวงศ์ ภูมิพลับ. 2556. แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด ประวัติศาสตร์การรับรู้มหายุทธสยามพ่ายในมุมองของเวียดนาม. วารสารสังคมวิทยามานุษยวิทยา 32(1): มกราคม-มิถุนายน 2556.

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. 2550. ประวัติศาสตร์เวียดนามในแบบเรียนชั้นประถม. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 มิถุนายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยุทธนาวี “แส็กเกิ่ม-สว่ายมู้ด” สงครามการปราชัยครั้งใหญ่ของสยาม ซึ่งแทบไม่เคยถูกกล่าวถึง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...