พักหนี้ระยะสั้นไม่ตอบโจทย์ ธปท.-สมาคมแบงก์ เดินแผนแก้หนี้ระยะยาว
นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาธปท. ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง มาตรการถูกปรับให้สอดคล้องตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง จากการช่วยเหลือแบบปูพรมในช่วงที่การระบาดยังไม่ชัดเจน
โดยเมื่อเห็นชัดแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะยืดเยื้อออกไปและส่งผลต่อลูกหนี้ไม่เท่ากัน ด้วยกระสุนที่จำกัด มาตรการระยะที่ 2 จึงปรับเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้แบบตรงจุด ให้ผู้เดือดร้อนมาแจ้งขอเข้ามาตรการและส่งเสริมให้สถาบันการเงิน ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
ทั้งนี้ในระยะต่อมา การระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ เม.ย. 64 ส่งผลรุนแรงขึ้นมาก มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 จึงเน้นบรรเทาภาระหนี้ในระยะยาว ลดภาระดอกเบี้ย และมีทางเลือกในการปิดหนี้ โดยมาตรการพักหนี้ 2 เดือน ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าและเร่งด่วนสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดระลอกล่าสุด
อย่างไรก็ตามจากการหารือกับ ธนาคารพาณิชย์ พบว่าลูกหนี้ที่อยู่ในโครงการพักชำระหนี้ 2 เดือน ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบหนักและมีโอกาสจะต้องพักต่อออกไปอีก ดังนั้นจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อทำให้ธปท. และธนาคารพาณิชย์มองว่าการแก้ไขหนี้แบบระยะสั้นจึงไม่ตอบโจทย์แล้ว
“เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปและยืดเยื้อกว่าคาดเช่นนี้ การแก้ไขหนี้แบบสั้น จึงไม่ตอบโจทย์แล้ว การพักชำระหนี้เหมาะกับการแก้ปัญหากรณีเศรษฐกิจมี shock ระยะสั้น และสถานการณ์กลับสู่ปกติเร็ว แต่การพักชำระหนี้ไปเรื่อย ๆ นอกจากจะไม่ทำให้ภาระลดลงจริง ยังทำให้ลูกหนี้มีความเครียดจากความไม่แน่นอน เสียเวลาในการติดต่อสถาบันการเงิน และ สถาบันการเงินเจ้าหนี้เองก็สิ้นเปลืองต้นทุนการบริหารจัดการด้วย”
ดังนั้นธปท. จึงได้ประกาศมาตรการเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 สนับสนุน การช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ได้อย่างยั่งยืน ทั้งมาตรการด้านการรักษาสภาพคล่องและเติมเงินใหม่ให้กับลูกหนี้ SMEs และลูกหนี้รายย่อยรวมถึงมาตรการสนับสนุนการแก้ไขหนี้เดิมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ธปท. ได้มีการสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มขึ้น โดยการใช้หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรองอย่างยืดหยุ่นไปจนถึงสิ้นปี 2566 เพื่อลดภาระต้นทุนสำหรับสถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างยั่งยืน ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยวิธีที่นอกเหนือไปจากการขยายเวลาการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว เช่น การเปลี่ยนโครงสร้างสินเชื่อจากระยะสั้นเป็นระยะยาวร่วมกับการปรับโครงสร้างหนี้วิธีอื่น ๆ การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ รวมถึงการลดภาระการผ่อนชำระให้ลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยจูงใจให้เกิดการส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
รวมถึงการขยายระยะเวลาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือร้อยละ 0.23 จากร้อยละ 0.46 ต่อปี ที่จะสิ้นสุดสิ้นปี 2564 นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ที่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
“ธปท.คาดว่าสถาบันการเงิน จะยังคงช่วยเหลือลูกหนี้ให้รอดไปด้วยกันเพราะหาก ลูกหนี้ไม่รอด สถาบันการเงิน ก็ไม่รอดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความเข้มแข็ง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต่อเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนความต้องการสินเชื่อได้ ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นช่วยชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการปรับดีขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน โดยหลักจากค่าใช้จ่ายกันสำรองที่ลดลงหลังจากการกันสำรองในระดับสูงในปีก่อน”
ด้านนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารสมาชิกพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งรายย่อยและ SMEs ตามมาตรการเพิ่มเติมของ ธปท. ทั้งในเรื่องของการเพิ่มสภาพคล่องหรือแนวทางการช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
โดยขณะนี้เมื่อทางสถาบันการเงินรับทราบรายละเอียดของมาตรการต่าง ๆ ที่ ธปท.ประกาศออกมาแล้ว สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะจัดทำทางเลือกการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละกลุ่ม (Product program) ให้สอดคล้องกับปัญหาและสถานะของลูกหนี้ และติดตามดูแลช่วยเหลือลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธนาคารยังเป็นกลไกสำคัญและมีกำลังไปช่วยลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป
“ธนาคารได้รีบเตรียมความพร้อมภายในรวมถึงสื่อสารพนักงานสาขา ซึ่งทางลูกหนี้สามารถติดต่อธนาคารเพื่อเริ่มเตรียมการเบื้องต้นก่อน ขณะนี้ ทั้งแผนการจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น แนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ค่อย ๆ ดีขึ้น แม้กระทั่งการส่งออกที่ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลก ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปนี้ ก็หวังว่าการแก้ปัญหาและช่วยเหลือลูกหนี้ในครั้งนี้จะทำให้ลูกหนี้กลับมายืนและทำธุรกิจได้ต่อไป”