เทียบฟอร์ม PTTOR – CRC หุ้นไอพีโอค้าปลีก ห้าง-ปั๊มน้ำมัน
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี2562 บรรยากาศการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็ดูคึกคักเป็นพิเศษ กับการรอคอยหุ้นIPO บิ๊กไซต์ ซึ่งมีข่าวว่าอยู่ระหว่างการยื่นไฟลลิ่งเพื่อรอการเข้าเทรดอย่างเป็นทางการ ว่าที่IPO น้องใหม่ที่บรรดานักลงทุนรอคอยก็คือPTTOR (PTT Oil and Retail business) และCRC (Central Retail)
มูลค่าที่คาดว่าจะมีการระดมทุนระดับหมื่นล้านบาท ทำให้นักลงทุนต่างจับตาเป็นพิเศษ และการมาของIPO น้องใหม่ทั้ง2 บริษัทนี้ คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยแน่นอน อย่างน้อยก็หุ้นในSET50 – SET100
ที่สำคัญ หุ้นสองตัวนี้ต่างเป็นธุรกิจค้าปลีกทั้งคู่แต่รายหนึ่งขายของในปั้ม รายหนึ่งอยู่ในห้าง
PTTOR กับเป้าหมายแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก
ธุรกิจของPTTOR ประกอบด้วย3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ(Non-Oil) และกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
ธุรกิจน้ำมันมี สถานีบริการน้ำมัน พีทีทีสเตชั่น(PTT Station) ปัจจุบันมีจำนวนสถานีทั่วประเทศกว่า1,850 แห่ง นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ภายใต้แบรนด์ พีทีที ลูบริแคนท์ส(PTT Lubricants) จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปกว่า40 ประเทศทั่วโลก
ธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้กับลูกค้ากลุ่มอากาศยาน เรือขนส่ง และอุตสาหกรรม การจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคครัวเรือน ภายใต้แบรนด์ ก๊าซหุงต้ม ปตท.
ส่วนธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ(Non-Oil) มีร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน(Cafe Amazon) ปัจจุบันมีจำนวนสาขาภายในประเทศรวมกว่า2,800 สาขา นอกจากนี้ยังได้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ(Non-Oil) มาเพิ่มความหลากหลายเติมเต็มความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์และบริการ อาทิ ร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่, เท็กซัสชิคเก้น, ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ และศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้(FIT Auto)
ขณะที่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ปัจจุบันมี สถานีบริการน้ำมันพีทีทีสเตชั่น ในประเทศสปป.ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเมียนมา รวมกว่า280 แห่ง, ร้านกาแฟ คาเฟ่อเมซอน ในประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และโอมาน รวมกว่า200 สาขา
นายอรรถพลฤกษ์พิบูลย์ประธานกรรมการบริษัทปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด(มหาชน) หรือPTTOR ระบุว่าปี2561 บริษัทมียอดขายกว่า5 แสนล้านบาท และมีกำไรราว7.9 พันล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ40% มีค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม หากเทียบกับบริษัทในกลุ่มอย่างโรงกลั่นน้ำมันก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี
แต่คาดการณ์ตัวเลขต่างๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ชัดเจน เพราะอยู่ในขั้นตอนการทำรายการแบบแสดงข้อมูล(ไฟลิ่ง) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจไปให้กลุ่มประเทศอาเซียน
CRC ปรับโครงสร้างใหม่
ในขณะที่เซนทรัลรีเทลหรือCRC ได้มีการประกาศปรับโครงสร้างไปก่อนหน้านี้ โดยเตรียมนำหุ้นRobinson ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และเตรียมนำCRC เข้าระดมทุนแทนในเร็วๆ นี้
โดยโครงสร้างธุรกิจของCRC จะเป็นการนำธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดในเครือเซ็นทรัลรวมไว้ด้วยกัน ทั้งธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเป็นเสริมความแข็งแกร่งและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีก
จากบทวิเคราะห์ของ บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุว่าCRC เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีก แบ่งเป็น กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจแฟชั่น เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน รวมทั้งห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ ทั้งอิตาลี และเวียดนาม รวมทั้งCMG (ตัวแทนจำหน่ายสินค้าแฟชั่น) , กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ สินค้าตกแต่ง ปรับปรุงบ้านและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ร้านไทวัสดุ และ เพาเวอร์บาย, กลุ่มธุรกิจอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต แฟมิลี่มาร์ท เพาเวอร์บาย เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ และร้านอาหารในเครือ
ปี2561 มีรายได้อยู่ที่206,078 ล้านบาท กำไรสุทธิ9,536 ล้านบาท เติบโต10% YOY รายได้หลักมาจากกลุ่มอาหาร คิดเป็น44% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้ในไตรมาส1 ของปี2562 อยู่ที่53,626 ล้านบาท กำไรสุทธิ2,434 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มCentral Retail คือกลุ่มจิราธิวัฒน์มีรายได้รวม206 แสนล้านบาท
ว่าที่IPO น้องใหม่ทั้งPTTOR และCRC ซึ่งหากศึกษาโครงสร้างธุรกิจของทั้งสองบริษัท จะพบว่าแม้จะทำธุรกิจคนละประเภท แต่ในความต่างก็จะมีความคล้ายคลึงอะไรบ้างอย่างที่เหมือนๆ กัน คือทั้งคู่ต่างมีธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน โดยCRG เป็นธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ส่วนPTTOR มีธุรกิจค้าปลีกที่อยู่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งทั้งคู่ต่างมีจุดแข็งในตัวเองทั้งคู่ ในขณะเดียวกันทั้งCRC และPTTOR ต่างก็รุกธุรกิจต่างประเทศเช่นเดียวกัน
จุดเหมือนที่สำคัญอีกอย่างคือมูลค่าการระดมทุน แม้ขณะนี้จะอยู่ในระหว่างการยื่นไฟลิ่ง แต่ก็มีการคาดการว่ามูลค่าการระดมทุนครั้งนี้ จะมีแรงเขย่าการคำนวณดัชนีในSET50 และSET 100 เหมือนการเข้าเทรดของAWC (แอสเสทเวิรด์ คอร์ป) อย่างแน่นอน
นักวิเคราะห์มองCRC มีความเสี่ยงมากกว่า
นายประกิตสิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างหุ้นPTTOR และหุ้นCRC ว่า หุ้นทั้ง2 ตัวเป็นหุ้นที่อยู่ในประเภทค้าปลีกด้วยกันทั้งคู่ และยังมีความแข็งแกร่งทางการเงินที่พอกัน แต่เป็นหุ้นที่เจาะกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจคนละกลุ่มกันอย่างชัดเจน
ฉะนั้นถือว่าหุ้นทั้ง2 ตัวนี้ ไม่ใช่คู่แข่งในเชิงธุรกิจกันโดยทางตรง เนื่องจากหุ้นCRC เป็นหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่จะเน้นตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่างโรบินสัน หรือ ท็อป เป็นต้น
ขณะเดียวกัน หุ้นPTTOR เป็นหุ้นค้าปลีกในกลุ่ม ปตท. ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายนักเดินทางที่ต้องการจับจ่ายระหว่างทาง เช่นร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กในปั๊มน้ำมัน หรือร้านกาแฟอเมซอน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในปั๊มของ ปตท. ด้วยเช่นกัน จึงจะเห็นได้ว่า ฐานลูกค้าของหุ้นทั้ง2 ประเภทถูกแบ่งกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ประเมินว่าหุ้นCRC มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่มากกว่า เนื่องจากดำเนินธุรกิจแบบใหญ่ อย่างซุปเปอร์มาร์เก็ต และค้าปลีกที่อิงกับห้างสรรพสินค้า ซึ่งการดำเนินธุรกิจเช่นนี้มักอิงกับภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ หากเศรษฐกิจดีก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ แต่เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่โหมดชะลอตัวหรือไม่ดีเมื่อไร พฤติกรรมผู้บริโภคจะซื้อน้อยลงทันที ทำให้หุ้นCRC จะมีปัญหาเมื่อต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ
ส่วนหุ้นPTTOR ประเมินว่าแม้เศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีการทำธุรกิจที่ผูกติดกับการเดินทางอย่างปั๊มน้ำมัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการเดินทางทั่วประเทศอยู่ทุกวัน และตลอดเวลา ทำให้ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านกาแฟของPTTOR ที่มีทำเลอยู่ในปั๊มน้ำมันเป็นหลัก จะได้เปรียบห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพราะไม่ว่าด้วยเหตุผลใดนักเดินทางก็ต้องแวะปั๊มน้ำมัน และต้องมีการจับจ่ายใช้สอยระหว่างการเดินทางในการซื้อของบริโภคเป็นเรื่องปกติ
บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง : เป็นเจ้าของหุ้น “เอสโฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” ในราคาเดียวกับตระกูล “ภิรมย์ภักดี”