โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดราม่า โฆษณาประกันชีวิต ชาวเน็ตจวกไม่สะท้อนภาพจริง คน ตจว.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.ย 2563 เวลา 08.32 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย 2563 เวลา 08.32 น.

โลกออนไลน์วิจารณ์ คลิปวิดีโอโฆษณาบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ชี้ไม่ตอบโจทย์ ปัญหาในชีวิตจริงของคนต่างจังหวัด 

วันที่ 10 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บริษัทประกันชีวิตชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่เผยแพร่เนื้อหาวิดีโอโฆษณา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา

เนื้อหาในวิดีโอโฆษณาดังกล่าว ถ่ายทอดเรื่องราวของสองพ่อลูกคู่หนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้พ่อลูกคู่นี้เผชิญชะตากรรมชีวิตที่ยากลำบาก เช่น เวลาไม่มีเงินกินข้าว ต้องไปต่อแถวรออาหารแจกตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงการถูกทวงหนี้ ไม่มีเงินรักษาเวลาลูกป่วย ไม่มีที่อยู่จนต้องไปอาศัยนอนใต้สะพานลอย ฯลฯ

ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับต่างจังหวัด ไปทำไร่ทำสวน จนชีวิตมีความสุข

แต่แทนที่ชาวเน็ตจะซาบซึ้ง กลับมีหลายความเห็นที่สะท้อนว่าโฆษณาดังกล่าวเป็นการสร้างภาพในอุดมคติ ว่าการอยู่ต่างจังหวัดต้องทำไร่ทำสวน มีความสุข ทั้งที่ความจริงแล้วชีวิตในต่างจังหวัดยังมีปัญหาอีกมากมาย เช่น กรรมสิทธิ์ที่ดิน การชลประทานที่ไม่ครอบคลุม เงินลงทุนสำหรับทำการเกษตร ฯลฯ

ชาวเน็ตรายหนึ่ง แสดงความเห็นว่า “โฆษณาของบริษัท…ตัวล่าสุดโคตรยูโทเปีย สอนคนจนให้พอใจกับชีวิตที่ถูกโครงสร้างสังคมกดทับ สังคมเกษตรกรรมมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้น ระบบชลประทานยังไม่ทั่วถึงเลย ไหนจะค่าที่ ค่าเมล็ดพันธ์ุ การเมืองก็ห่วย กลุ่มทุนผูกขาดก็แทบจะกลืนกินประเทศ…” 

 

ด้าน“มนตรี อุดมพงษ์” ผู้สื่อข่าวภาคสนามของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเช่นกัน

ข้อความตอนหนึ่ง ระบุว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่า ผู้คนไม่อยากทำไร่ทำสวน แล้วต่างพากันเข้ามาประกอบอาชีพในเมืองหลวง แต่ต้นเหตุมาจากการที่ไม่มีที่ดินทำกินของประชาชน ส่วนคนที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยในทำการเกษตรมากนัก

 

นอกจากนี้ ชาวเน็ตยังพูดถึงคำว่า Romanticize ซึ่งหมายถึง การทำให้ดูดีเกินความเป็นจริง โดยมีหนึ่งความเห็นได้ตั้งคำถามว่า การมา Romanticize กับการมีฐานะยากจนในปัจจุบัน มีความเหมาะสมหรือไม่

“ไม่อินก็ไม่แปลกอะ คือจะมีคนที่หาเช้ากินค่ำอยู่กี่คนกันที่มีที่ทำกินเป็นของตัวเองเหมือนในโฆษณา ถ้าซัก 10 ปี ก่อนอาจจะอิน แต่ปัจจุบันจะ Romanticize กับความจน คือมันไม่ใช่อ่ะ” 

 

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทที่ผลิตเนื้อหาดังกล่าว ได้ปิดช่องแสดงความคิดเห็น บนช่องยูทูปของตนเองแล้ว

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...