โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"นารายา" ล้มแล้วลุกไว หน้ากากผ้า-อีคอมเมิร์ซต่อชีวิต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ส.ค. 2563 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 08.45 น.
วาสนา ลาทูรัส ประธานกรรมการบริหาร และบุตรชาย พศิน ลาทูรัส ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด

นารายา (NaRaYa) แบรนด์กระเป๋าผ้าอันเป็นmust have item ที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อเป็นของฝากจากเมืองไทย ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตโรคโควิด-19 เป็นข่าวดังในทางไม่ค่อยดีนักเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

หลังจากข่าวใหญ่นั้นราว 3 สัปดาห์ “ประชาชาติธุรกิจ” นัดสัมภาษณ์พิเศษ วาสนา ลาทูรัส ประธานกรรมการบริหาร และบุตรชาย พศิน ลาทูรัส ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (Chief Business Development Officer) บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด

แม่-ลูก อัพเดตสถานการณ์ล่าสุดว่า นารายาสามารถพลิกฟื้นธุรกิจได้แล้วอย่างรวดเร็ว เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “เดินตัวตรงออกจากห้องไอซียูได้โดยไม่ต้องมีไม้เท้าค้ำ” และพูดได้ว่า “ตอนนี้เลยจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของ U curve”

ขายโกดัง ปิดโรงงาน ปิดร้าน ลดคน ลดคอสต์

วาสนา ลาทูรัส เปิดเผยว่า เดิมนารายามี fixed cost เยอะมาก เฉพาะเงินเดือนคนงานหลาย 10 ล้านบาท/เดือน หลังจากช็อกกับสถานการณ์ในช่วงเดือนมีนาคมแล้ว ตั้งสติสักพักหนึ่งจึงตัดสินใจปิดโรงงาน 2 แห่งในนครราชสีมา และบุรีรัมย์ เลิกจ้างงาน1,000 กว่าคน บวกกับพนักงานในสำนักงานใหญ่ขอลดเงินเดือนตัวเอง จึงทำให้ลดรายจ่ายลงได้มาก จนสามารถพูดได้ว่า “เดือนหน้าตัวเลขสวย”

นอกจากนั้นได้ประกาศขายคลังสินค้าขนาด 30,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ 20 ไร่ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับแผน 5 ปี แต่ได้ใช้จริงเพียง 10% ของพื้นที่เท่านั้น

ตอนนี้นารายาเหลือโรงงานอยู่ 1 แห่ง กับพนักงานจำนวน 400 กว่าคน ซึ่งวาสนาบอกว่า ตอนนี้ตัวเลขรายจ่ายอยู่ในจุดที่น่าพอใจแล้ว จึงคิดว่าจะไม่ต้องปิดโรงงานและเลิกจ้างคนอีกแล้ว นอกจากคนงานประจำแล้วยังมีกลุ่ม maker ที่เป็นชาวบ้าน 1,000-2,000 คนที่พร้อมรับงาน ในอนาคตถ้าสถานการณ์กลับมาปกติ มีออร์เดอร์ ต้องการสินค้าเพิ่มโรงงานที่ปิดพร้อมเปิดรับคนงานเดินเครื่องผลิตได้อีกครั้ง

นารายา เดินหน้าปรับองค์กรอย่างจริงจัง อะไรที่ไม่สร้างกำไรตัดทิ้งไป โดยจ้าง KPMG มาเป็นที่ปรึกษาในการ reorganize บริษัท ยกตัวอย่างการปิดร้านบางสาขาที่หมดสัญญาเช่าพื้นที่ และปิดร้านที่ไม่สร้างกำไร ก็เป็นคำแนะนำของ KPMG

หน้ากากผ้าช่วยปั๊มหัวใจ ทำให้เจอน่านน้ำใหม่

ในขณะที่สถานการณ์การระบาดในประเทศไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น นารายาผลิตหน้ากากผ้าขายในประเทศ เดือนเมษายนขายไปกว่า 800,000 ชิ้น ถึงแม้รายได้จากการขายหน้ากากไม่สามารถทดแทนรายได้หลักที่เสียไป แต่นับเป็นรายได้สำคัญในห้วงเวลาวิกฤต การผลิตหน้ากากผ้าเปิดโอกาสให้นารายาเจอน่านน้ำใหม่ ได้รับออร์เดอร์รับจ้างผลิตหน้ากากจากองค์กรต่าง ๆ

ตามด้วยออร์เดอร์ผลิตสินค้าอื่น ๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าหนัง นารายาจึงเปิดไลน์รับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ตอนนี้นารายามีโปรเจ็กต์ผลิตสินค้าร่วมกับพาร์ตเนอร์และรับจ้างผลิตให้ลูกค้ากว่า 80 โปรเจ็กต์

“หน้ากากผ้าถือว่าดีทีเดียว เราส่งออกกับทำให้ UNHCR, สถานทูตอเมริกา โตโยต้า ฮอนด้า สยามพิวรรธน์ องค์กรที่น่าเชื่อถือมาซื้อกับเรา ทำให้เราสามารถต่อยอดไปได้ดี” วาสนากล่าว

พศินเปิดเผยว่า ในช่วงนี้การส่งออกหน้ากากผ้าเป็นรายได้หลักของนารายา ส่งออกไปขายต่างประเทศแล้วกว่า 4 ล้านชิ้น ทั้งส่งไปสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น ฯลฯ ยังมีออร์เดอร์เข้ามาต่อเนื่อง เเพราะสถานการณ์ในหลายประเทศยังระบาดหนัก

นอกจากนั้น ในกลุ่มสินค้าสกินแคร์ที่ทำมาก่อนหน้านี้อยู่แล้วก็ได้ทำโปรดักต์ใหม่เพิ่มขึ้นมา ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ คือ สเปรย์แอลกอฮอล์ และมอยส์เจอไรเซอร์

อีคอมเมิร์ซคือพระเอก และเป็นก้าวใหม่ของนารายา

หน้ากากผ้าเป็นสินค้าหลักในช่วงโควิด ส่วนพระเอกที่ทำให้การขายยังดำเนินต่อไป คือ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ ซึ่งพศิน ลาทูรัส ลูกชายของวาสนา เข้ามาเตรียมการในส่วนนี้หลายปีแล้ว มีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น “NaRaYa” และเว็บไซต์ของนารายา พร้อมสำหรับการขายสินค้าทางออนไลน์ ส่วนการขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee, Lazada และ JD Central ก็ช่วยเสริมกันได้ดี ยอดขายในช่วงล็อกดาวน์เติบโตทุกแพลตฟอร์ม

“ธุรกิจที่มาทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นจังหวะดีที่ว่า คุณพศินเข้ามาประมาณ 5 ปีแล้ว มีการเตรียมการอะไรไว้เยอะ พอเกิดเหตุปุ๊บ เราก็สวิตช์ได้ในทันที” วาสนากล่าว

ตีตลาดในประเทศ จับมือพาร์ตเนอร์

วาสนายอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้นารายาเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของ “การบริหารความเสี่ยง” ซึ่งกรณีนี้คือ การพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากเกินไป นารายาจึงจะปิดจุดอ่อนนี้โดยหันมาให้ความสำคัญตลาดในประเทศมากขึ้น จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เคยมีภาพเป็นของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว ให้เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าคนไทยมากขึ้น นารายาจับมือกับพาร์ตเนอร์หลายรายซึ่งเป็นระดับผู้นำในตลาด คือ เซเว่นอีเลฟเว่น ร้านวัตสัน ที่นำถุงผ้า หน้ากากผ้าเข้าไปวางขายในร้าน และยังมีวางขายในตู้กด Vending Plus ขายได้วันละหลายพันชิ้น ยังมีพาร์ตเนอร์ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้อีกจำนวนมาก

พศินเปิดเผยว่า ยอดขายในช่วงหลังคลายล็อกดาวน์ทำให้มองเห็นลูกค้าชาวไทยชัดขึ้น เห็นได้จากในสาขาที่มีลูกค้าชาวไทยยอดขายเริ่มโตขึ้น โดยเฉพาะร้านในสนามบินโตที่สุดในช่วงนี้ เพราะคนไทยเริ่มเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

“หลังโควิด สินค้าของนารายาจะเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น จะเป็นมากกว่าแค่ของฝาก strategy ของเราตอนนี้ เราพยายามจะตีตลาดไทยให้มากขึ้น” พศินบอกถึงแนวทางต่อไป

ผ่านวิกฤตนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว

วาสนามองไม่ต่างจากนักธุรกิจคนอื่นว่า วิกฤตครั้งนี้หนักสุดที่เคยเจอมา อย่างไรก็ตาม แม่-ลูกผู้บริหารนารายาคิดว่า พอผ่านช่วงมืดมนมา มองเห็นอนาคตแล้ว ก็คิดว่าไม่มีอะไรต้องกลัวมากแล้ว กลัวอย่างเดียวคือกลัวโรคจะระบาดอีกระลอก

“ตั้งแต่สร้างนารายาขึ้นมา คุณแม่ก็ล้มมาหลายครั้งแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ แต่เราก็ขึ้นมาตลอด ครั้งนี้ก็เป็นแค่อีกครั้งหนึ่งที่เราดรอป” ลูกชายผู้เป็นกำลังสำคัญของวาสนากล่าว

นอกจากกลัวเรื่องโรคระบาด อีกเรื่องหนึ่งที่พศินมองว่าสำคัญคือ เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

“ตอนนี้มันผ่านมาแล้ว เราเชื่อว่าถ้ามันมีอะไรอีก เราก็สามารถเปลี่ยนตามได้ทัน และเรามีประสบการณ์ในด้านนี้แล้ว ผมว่าครั้งหน้ามันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนี้”

ส่วนวาสนามองอนาคตข้างหน้าว่า “ต่อจากนี้ไปก็น่าจะเป็นอะไรดี ๆ ถึงแม้มันจะไม่ดีมากมาย แต่มันก็ไม่ได้แย่เหมือนเมื่อ 3-4 เดือนที่แล้ว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...