9 เรื่องน่ารู้ ก่อนดู Mulan ฉบับคนแสดงของ Disney
ได้เข้าฉายในที่สุดสำหรับภาพยนตร์ Disney Live Action ประจำปี 2020 ที่เป็นหนังฟอร์มยักษ์ระดับทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญฯ Disney คาดหวังว่าจะเป็นความสำเร็จที่ “ห้ามล้มเหลวเป็นอันขาด” สำหรับการนำภาพยนตร์แอนิเมชัน 2 มิติสุดฮิตจากปี 1998 เรื่อง Mulan กลับมาปัดฝุ่นทำใหม่ แต่อุปสรรคใหญ่หลวงเกินคาดคิดก็คือ การมาถึงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้หนังต้องเลื่อนฉายจากกำหนดเดือนมีนาคมมาไกลถึงเดือนกันยายน และส่งผลให้อาจจะทำให้หนังไม่ได้กำไรกลับคืน
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงวันที่ได้ฉายโรง (สำหรับในบ้านเรา) หนัง Mulan เองก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในกระบวนการสร้าง รวมถึงดราม่าที่เกี่ยวกับตัวนักแสดง ซึ่งถ้าหากมองปัญหาแค่เฉพาะที่เบื้องหลังแล้วก็อาจจะสร้างขึ้นมาเป็นหนังได้อีกเรื่องหนึ่งทีเดียว วันนี้ What the Fact รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเบื้องหน้าและเบื้องหลังทั้งหมดที่เกิดขึ้นของ Mulan มาชวนอ่าน-ชวนวิเคราะห์เพื่อให้ไปดูหนังอย่างมีอะไรและดูให้สนุกขึ้นได้
ที่มาที่ไปของ “มู่หลาน” ตามตำนานจีน
สำหรับมู่หลาน (木蘭) หลายคนในจีนก็ยังเข้าใจว่า เป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์จีน ในขณะที่อีกกลุ่มก็ให้ความเป็นว่า เป็นเพียงเรื่องแต่ง มู่หลานถูกกล่าวถึงในบทกลอนเก่าที่สุดคือ “มู่หลานฉือ” (木蘭辭) หรือ “ลำนำมู่หลาน” (Ballad of Mulan) ซึ่งถูกรวบรวมอยู่ในบันทึกรวมเพลงโบราณที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งเก่าและใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 6 ราวปลายสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618) หรือต้นราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) โดยถือกันว่า ตำราชุดนี้ได้สูญสลายไปตามกาลเวลาและไม่สามารถหาตัวอย่างหรือต้นฉบับได้แล้ว แต่ว่าในราวศตวรรษที่ 11 สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1127) กวีนามว่า “กัวเม่าเฉียน” (郭茂倩) (มีชีวิตในปี ค.ศ. 1041-1099) ได้เขียนตำราชื่อ เยี่ยฝูชี (樂府詩) เพื่อรวบรวมเพลงและร้อยกรองต่าง ๆ โดยอ้างว่าได้นำเรื่องลำนำมู่หลานมาจากตำรากู่จินเยี่ยลู่อีกที เนื้อความในลำนำมู่หลานที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้จึงมาจากฉบับที่กัวเม่าเฉียนเขียนอ้างอิงอีกที
“ลำนำมู่หลาน” เดิมน่าจะเป็นเพียงเพลงร้องที่ชาวบ้านในศตวรรษที่ 4-5 ร้องกัน เพื่อปลุกเร้าความกล้าหาญว่า ถึงจะเป็นผู้หญิงอ่อนแอก็อาสาช่วยรบกับผู้ชายเพื่อปกป้องบ้านเมืองได้ เพราะในช่วงนั้นจีนต้องรบรากับพวกกลุ่มอานารยชนภายนอกบ่อยครั้ง โดยในช่วงแรกเข้าใจว่าเรื่องราวมู่หลานอาจอิงกับแนวคิดแบบชนเผ่าและความเสียสละเพื่อชนเผ่ามากกว่าความกตัญญู โดยเล่าถึงวีรกรรมของสตรีชนเผ่านางหนึ่ง มีชีวิตอยู่ในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ (ค.ศ. 420-589)
เธออาสาปลอมเป็นชายไปรบแทนพ่อที่ชราและน้องชายที่ยังเล็ก ออกเดินทางข้ามแม่น้ำและภูเขากว่าพันลี้เพื่อเข้าร่วมกองทัพของข่านแห่งราชวงศ์เว่ยเหนือ สงครามดำเนินไปถึงสิบกว่าปีจึงสิ้นสุด สร้างความดีความชอบไว้มากมาย ข่านต้องการมอบตำแหน่งเลขาธิการกองทัพให้ แต่เธอกลับขอเพียงม้าตัวหนึ่งเพื่อขี่กลับบ้าน เมื่อถึงบ้านจึงได้จัดแจงแต่งกายคืนตามเพศจริง เพื่อนทหารหนุ่มที่ตามมาส่งต่างตกใจว่า รบร่วมกัน 12 ปี กลับไม่รู้ว่ามู่หลานคือสตรี (อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ “สตรีที่ออกรบแทนบิดา จนถึงสตรีที่ฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากเป็นสนม “มู่หลาน” กับเรื่องเล่าสุดอลหม่านก่อนจะมาถึงฉบับหนังดิสนีย์“)
การปรากฏตัวของ “มู่หลาน” ในฉบับภาพยนตร์
มู่หลานปรากฏตัวครั้งแรกบนแผ่นฟิล์มเป็นลักษณะการเล่นงิ้วหน้ากล้องในหนังชื่อ Hua Mulan cong jun (1927) แล้วก็ถูกผลิตซ้ำอยู่อีกหลายหน เปลี่ยนนักแสดงไปอีกหลายฉบับ
จนกระทั่งฉบับที่คนทั่วโลกได้รู้จักตัวละครนี้จริง ๆ ก็ตอนที่ Disney ได้นำมาผลิตเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันสองมิติในปี 1998 และทำให้มู่หลานถูกนับเป็นหนึ่งในเจ้าหญิง Disney ไปด้วย (ถูกบันทึกให้เป็นเจ้าหญิงลำดับที่ 8 ในลิสต์รายชื่อของเจ้าหญิง Disney) ทั้งที่ไม่ได้ครองคู่กับเจ้าชายเหมือนเรื่องอื่น ๆ แต่ได้รับการยอมรับและยกย่องจากจักรพรรดิ
หนังทำรายได้รวมทั่วโลกไป 304 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 90 ล้านเหรียญฯ และได้เข้าชิงออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย ซึ่งหลายคนก็คงคุ้นกันดีกับเพลงReflection ที่ร้องโดย Lea Salonga แต่ดราม่าของฉบับนี้ในปี 1998 นั้นคือการไม่ถูกยอมรับเลยจากประเทศจีน เพราะหนังไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในปี 1998 จนได้ฉายในปีถัดไป ซึ่งในเวลานั้นการแพร่ระบาดของแผ่นก๊อปละเมิดลิขสิทธิ์กำลังเฟื่องฟู พอหนังฉายจริง ๆ ชาวจีนส่วนใหญ่ก็ได้ดูจากแผ่นก๊อปไปแล้วเรียบร้อย นอกจากนั้นหนังก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในช่วงเทศกาลตรุษจีนตามที่ Disney หวังไว้ เพราะทางการจีนสงวนช่วงเวลาทองอย่างตรุษจีนไว้ให้กับเฉพาะหนังจีนเท่านั้น
สำหรับภาพยนตร์ที่นำเรื่องของมู่หลานมาเป็นวัตถุดิบนั้น เคยถูกนำเสนอในเวอร์ชันหนังจีนนำแสดงโดย “เจ้าเหว่ย” (Viki Zhao) ผู้เคยโด่งดังจากซีรีส์ “องค์หญิงกำมะลอ”
ก่อนหน้านี้ในปี 2010 ก่อนที่ Disney จะหันมาเอาจริงเอาจังกับการดัดแปลงภาพยนตร์การ์ตูนในอดีตของตัวเองให้มาเป็นหนัง Live Action อย่างทุกวันนี้ ก็เคยมีแผนจะให้ “จางซิยี่” หรือ Ziyi Zhang จาก Memoirs of a Geisha (2005) มาเล่นภายใต้การกำกับของ Chuck Russell จากหนังหน้ากากเทวดา The Mask (1994) ที่ฟัง ๆ แล้วดูไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะเอาเสียเลย ต่อมา Disney ก็เคยหมายมั่นจะให้ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Ang Lee หรือหลี่อัน จาก Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) และLife of Pi (2012) มากำกับ Mulan ฉบับคนแสดงแต่เขาปฏิเสธ
รวมถึงเคยมีข่าวออกมาในปี 2017 ว่า นอกจาก Disney แล้ว ค่าย Sony ก็เคยอยากจะคิดสร้างหนังจากตำนานเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ถอยฉากไป และในปี 2020 นี้ ในจีนเองก็จะมีภาพยนตร์ Mulan สำหรับฉายบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงของตัวเองด้วยเช่นกัน
ฉบับใหม่ระดมทีมนักแสดงทั่วฟ้าเมืองจีน
บทมู่หลานในฉบับนี้ ตกเป็นของนักแสดงเชื่อสายจีน (แต่ถือสัญชาติอเมริกัน) “หลิวอี้เฟย” ที่โด่งดังจากหนังฮอลลีวูดเรื่อง The Forbidden Kingdom (2008) ที่เป็นหนังล้อเรื่องราวในไซอิ๋วประกบเฉินหลงและเจ็ตลี นอกจากนั้นยังมีนักแสดงจีนอีกมากมายมาร่วมสมทบทั้ง “ดอนนี่ เยน” (Donnie Yen) จากหนังเรื่องราวอาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์มวยหยุ่งชนทั้ง 4 ภาคอย่าง Ip Man (2008-2019) และ Rogue One: A Star Wars Story (2016) ในบทขุนศึก, “กงลี่” (Li Gong) จากหนัง Farewell My Concubine (1993) และ Memoirs of a Geisha (2005) ในบทแม่มดที่เป็นตัวร้าย รวมถึง “เจ็ตลี” (Jet Li) จาก Hero (2002) และ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008) ในบทของจักพรรดิ
ส่วนผู้กำกับนั้น ตกเป็นของผู้กำกับหญิงชาวนิวซีแลนด์ Niki Caro ผู้เคยฝากผลงานเอาไว้อย่าง Whale Rider (2002), North Country (2005) ที่นำแสดงโดย Charlize Theron และThe Zookeeper’s Wife (2007) นำแสดงโดย Jessica Chastain ที่จะมาทำหน้าที่ตีความใหม่
ในที่แรกเธอก็เจอกระแสดราม่าพอสมควรเหมือนกันเพราะความ “ไม่ใช่คนจีน” และในยุคนี้การหาผู้กำกับจีนหรือเชื้อสายจีนมากำกับก็ไม่ใช่เรื่องยาก (อย่างเช่นตอนแรกที่ Disney อยากได้หลี่อันมากำกับเพื่อลดกระแสดราม่าแบบนี้) แต่ Caro ก็ได้โชว์วิสัยทัศน์และให้ความเชื่อมั่นกับ Disney ในการประสานวัฒนธรรมจีนเข้ากับวัฒนธรรมการเล่าหนังแบบดิสนีย์จนเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้กำกับหนัง Disney ทุนสูงระดับ 200 ล้านเหรียญฯ