น้ำมันปลา ประโยชน์ แบบ 2 IN 1 เสริมทั้ง IQ และ EQ
น้ำมันปลา ประโยชน์ แบบ 2 IN 1 เสริมทั้ง IQ และ EQ
น้ำมันปลา หรือ ฟิชออยล์ (Fish Oil) คือ น้ำมันที่สกัดมาจากส่วนของเนื้อปลา หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึก (โดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ถ้าปลาทะเลทั่วไปจะได้สารสำคัญน้อยกว่าปลาทะเลที่อยู่ในกระแสน้ำเย็น) และควรเลือก น้ำมันปลาที่มาจากปลาตัวเล็ก ๆ มากกว่า น้ำมันปลาที่มาจากปลาตัวใหญ่ๆ ที่มีอายุอยู่ในทะเลมานานเพื่อหลีกเลี้ยง สารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว หรือ สารพิษอื่น ที่อยู่ในทะเล
ประโยชน์ของน้ำมันปลา
เนื่องจากน้ำมันปลามีไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 โดย เฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ สมอง ระบบประสาท
และ ยังช่วยเสริมสร้างความลาดทางอารมณ์ ได้ดีอีกด้วย โดยมี ข้อมูล จากงานวิจัยยืนยัน ข้อสรุปดังนี้ DHA เป็นส่วนประกอบในเซลล์สมอง ประสาท
- การได้รับ DHA ในปริมาณที่มากพอจะช่วยให้ความคิดและการจดจำดีขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ DHA จึงอาจเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการบำรุงสมองอย่างมาก
- ช่วยเสริมสร้างพลังให้สมองและความจำ DHA ในน้ำมันปลาเป็นสารอาหารบำรุงสมองชั้นดี มีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- สำหรับทารกแรกเกิด DHA ในน้ำมันปลาอาจช่วยพัฒนาสมองในระบบประสาทส่วนกลางและพัฒนาเซลล์เนื้อเยื่อดวงตาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการมองเห็นของเด็ก
- งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งออสเตรเลียตะวันตก (The University of Western Australia) พบว่า การเสริมน้ำมันปลาอาจนำไปสู่การทำให้การประสานกันของตาและมือที่ดีขึ้นของทารก
- การรับประทานน้ำมันปลาในระหว่างการตั้งครรภ์สามารถช่วยเสริมภูมิต้านทานของร่างกายให้คุณแม่ได้ และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ทารกด้วยเช่นกัน โดยอาจมีผลช่วยทำให้ทารกไม่ค่อยเป็นหวัดในช่วงเดือนแรก ๆ หลังการคลอด
- สำหรับโรคความผิดปกติด้านพัฒนาการประสานงานของอวัยวะ (Developmental coordination disorder) การรับประทานน้ำมันปลา (80%) กับน้ำมันอิฟนิ่งพริมโรส (20%) อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการอ่าน สะกดคำ และพฤติกรรมของเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการประสานงานของอวัยวะที่มีอายุ 5-12 ปีได้
- สำหรับโรคสมาธิสั้นในเด็ก การรับประทานน้ำมันปลาจะเพิ่มสมาธิ การทำงานทางสมอง และพฤติกรรมของเด็กโรคสมาธิสั้นที่มีอายุ 8-13 ปีได้
- DHA อาจช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับความจำหรืออัลไซเมอร์ได้ เพราะ DHA ช่วยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมองอันเป็นตัวการทำลายใยประสาทส่วนความจำ
- ช่วยเสริมการแก้ปัญหาภาวะซึมเศร้า จากผลการวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคน้ำมันปลาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าต่ำ เพราะสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อความรุนแรงของการเกิดโรคซึมเศร้า
- การรักษาภาวะหรืออาการทางจิตใจ เนื่องจากน้ำมันปลามีกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สำคัญต่อการทำงานของสมอง หลายคนจึงเชื่อว่าน้ำมันปลาอาจช่วยในการรักษาภาวะหรืออาการทางจิตใจ น้ำมันปลาอาจช่วยบรรเทาอาการของโรคไบโพลาร์และโรคจิตเภท
- โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) การรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับการบำบัดรักษาโรคนี้ตามปกติสามารถบรรเทาอาการซึมเศร้า (Depression) แต่ไม่อาจบรรเทาอาการพลุ่งพล่าน (Mania) ในผู้ป่วยโรคนี้ได้
- โรคจิต (Psychosis) มีงานวิจัยที่พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาอาจช่วยป้องกันโรคจิตในวัยรุ่นและผู้ใหญ่อายุน้อยที่มีอาการไม่รุนแรงมากได้ (แต่ยังไม่ได้ทดสอบในผู้สูงอายุ)
- ลดอาการปวดไมเกรน (Migraine headaches) ด้วยกรดไขมันในน้ำมันปลามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพรอสตาแกลนดินและลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ทำให้การเกาะตัวของหลอดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง น้ำมันปลาจึงอาจช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้ (แต่งานวิจัยบางชิ้นก็ระบุว่าน้ำมันปลาไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงหรือลดความถี่ของอาการปวดไมเกรนได้แต่อย่างใด)
คำแนะนำและข้อควรรู้เกี่ยวกับน้ำมันปลา
- หากคุณไม่ชอบรับประทานปลาหรือไม่สามารถรับประทานปลาได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถเลือกรับประทานอาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาหรือ Fish Oil แทนได้
- การเลือกน้ำมันปลา ในรูปแบบอาหารเสริมควารเลือกน้ำมันปลาที่มาจาก ปลาตัวเล็ก อายุสั้นๆ มากกว่า น้ำมันปลาที่มาจากปลาตัวใหญ่ๆ ที่มีอายุอยู่ในทะเลมานานเพื่อหลีกเลี้ยง สารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว หรือ สารพิษอื่น ที่อยู่ในทะเล ซึ่งมักจะสะสมในตัวปลา ที่มีอายุยืน อาศัยในทะเลมานาน
- ควรเลือกน้ำมันปลาที่ มาจากปลาในเขตหนาว ถ้าปลาทะเลทั่วไปจะได้สารสำคัญน้อยกว่าปลาทะเลที่อยู่ในกระแสน้ำเย็น และอยู่เขต แหล่งน้ำที่สะอาด เช่น โซนขั่วโลกเหนือ เช่นน้ำมันปลาที่มากจาก ปลาในทะเล ไอซ์แลนด์ (ทะเลประเทศไอซ์แลนด์ เป็น ทะเลที่สะอาด ที่สุด เพราะอยู่ติดกับ ขั่วโลกเหนือ บริเวณนั้นไม่มีมนุษย์อาศัย อยู่น้ำบริเวณนั้นจึงสะอาด ปราศจาก สารพิษ)