เตือนเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ "ต้มยำกบ Crisis"
นักวิชาการ มั่นใจเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น ไม่เป็น ''SOMTUM Crisis'' แต่อาจเข้าสู่ภาวะ ''ต้มยำกบ Crisis'' หากไม่เร่งปรับตัว
วันนี้ (20 มี.ค. 60) นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตได้ 3.3-3.5% โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากภายในประเทศ เช่น นโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ, โครงการช็อปช่วยชาติที่กระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค, จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนแรงขับเคลื่อนนโยบายภาคการส่งออกของไทยที่ฟื้นตัวจากมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นในสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าโภคภัณฑ์ และยางพารา เป็นต้น
พร้อมกันนี้ มองว่า มาตรการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นในหลายกลุ่มอาจจะส่งผลกระทบในระยะสั้นต่อการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน โดยรัฐบาลควรพิจารณาความเหมาะสมของจังหวะเวลาในการปรับขึ้นอัตราภาษีหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะการขึ้นภาษีก็เหมือนเป็นการแตะเบรคให้ระบบเศรษฐกิจ
ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมองว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่ระดับ 1.50% ถือว่าเหมาะสมกับเศรษฐกิจ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดไม่ได้สร้างแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม และมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีของไทยน่าจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1.50%
ด้านนายวิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 60 จะไม่เกิดวิกฤติการณ์ส้มตำ หรือ ''SOMTUM Crisis'' อย่างแน่นอน เพราะมองว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มที่เติบโตได้อย่างช้า ๆ แบบไม่หวือหวา เป็นภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มเชิดหัวขึ้น แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการอาจอยู่ในภาวะซึมตัว จากปัจจัยภายนอก เพราะพึ่งพาการส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิต ปรับเวลาการการทำโอที หรือมากสุดคือการลดการจ้างงาน ผู้ประกอบการขยายการลงทุนการทำธุรกิจไปในแถบประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจหลักที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
ส่วนกลุ่มธุรกิจที่จะเป็นตัวชูโรงให้กับธุรกิจของไทยในปี 60 จะเป็นธุรกิจประเภทบริการและการท่องเที่ยว ภาครัฐควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งกับตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งเร่งวางรากฐานในการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีแนวโน้มจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในปีนี้ จัดตั้ง Smart Agent ขึ้นเพื่อช่วยผลักดันให้เกิดกลุ่มธุรกิจรายใหม่ในไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินให้หมุนเวียนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0
ด้านนายสุทธิกร กิ่งแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้จะเชื่อว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดภาวะวิกฤติ หรือ SOMTUM Crisis แต่ก็อาจจะเข้าสู่ภาวะ ''ต้มยำกบ Crisis'' ซึ่งเปรียบเหมือนกับเป็นการเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างช้าๆ โดยที่ไม่รู้ตัว เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่า 5% มาหลายสิบปี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศแซงหน้าไทยไปแล้ว
ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้าจะกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมองว่าหลายอุตสาหกรรมหลายกลุ่มเติบโตหรือปรับตัวไม่ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ, อิเล็กทรอนิกส์, ฮาร์ดดิสก์ ที่น่าห่วงกว่านั้น คือ โครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบอุตสาหกรรมของโลกจะเปลี่ยนไปในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมบางประเภทของไทยเองไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะทำให้อุตสาหกรรมนั้นค่อยๆ ถดถอยและล้มตายไปในที่สุด