โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“สวนสามแสน” ที่ลี้ ลำพูน จำหน่ายพืชผักผลไม้อินทรีย์จากฝีมือชาวบ้าน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 03.18 น.

“สวนสามแสน” ชื่อของสวนเกษตร ในอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงพื้นที่ภายในบริเวณโรงเรียนเก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นแปลงปลูกพืชผักผลไม้แนวเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในชุมชนมีส่วนร่วมทำเกษตรกรรมเน้นความเป็นอินทรีย์หวังให้ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เพื่อสร้างความยั่นยืน

คุณสมคิด ธีระสิงห์ ประธานกลุ่ม “สวนสามแสน” เปิดเผยถึงความเป็นมาของสวนแห่งนี้ว่า เกิดจากความคิดที่ต้องการหาวิธีทำเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย โดยยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักปฏิบัติ

การนำเสนอแผนพัฒนาชุมชนของคุณสมคิดในฐานะผู้ใหญ่บ้านด้วยการนำโรงเรียนมิตรภาพ 17 หรือโรงเรียนบ้านกลาง ที่มีพื้นที่จำนวน 5 ไร่ ตั้งอยู่ริมถนนเส้น ลี้-เถิน ซึ่งถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามานานกว่า 9 ปี จนเกิดความเสื่อมโทรม สร้างภาระให้แก่ชาวบ้านต้องมาช่วยกันทำความสะอาดทุกวันสำคัญเพื่อมาใช้ประโยชน์แล้วปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นสวนเกษตรกรรม จัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือแปลงส่วนรวม กับแปลงส่วนตัว แล้วเปิดโอกาสให้ทุกครัวเรือนที่อยู่ในหมู่บ้านกลางสามารถสมัครเข้ามาปลูกพืชผัก ซึ่งปรากฏว่ามีชาวบ้านสนใจสมัครมาปลูกพืชผักในแปลงส่วนตัวชุดแรกจำนวน 33 ครัวเรือน

ทั้งนี้ มีการตกลงร่วมกันว่าแปลงส่วนตัวไม่กำหนดว่าจะต้องปลูกพืชผักอะไร อยู่ที่ความถนัดและความพร้อมเป็นหลัก เพียงเก็บค่าน้ำจากแปลงย่อยรายละ 30 บาท ต่อเดือน และแปลงส่วนรวมจะปลูกพืชผักชนิดต่างๆ ที่ตลาดต้องการสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมด้วย เพราะเป็นหน้าที่ ทั้งนี้ ภายหลังที่ขายผลผลิตจากแปลงรวมแล้วหักต้นทุนออกจึงมีการแบ่งกำไรกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแปลงแบบใดผู้ปลูกสามารถใช้สารชีวภัณฑ์ได้ตามความเหมาะสม แต่ห้ามใช้สารเคมี

“ตอนนี้แปลงส่วนตัวมีจำนวน 40 ราย แต่ละรายมีพื้นที่ปลูกจำนวน 50 ตารางเมตร ใครจะปลูกอะไรก็ได้ จะซ้ำกันก็ได้ แต่ควรปลูกให้ครบทุกชนิดตามที่กำหนด อีกทั้งผักบางอย่าง อาทิ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ห้ามขาดจากแปลงปลูก เพราะเป็นผักตลาดที่มีความต้องการตลอดเวลา”

ประธานบอกว่า สมาชิกกลุ่มไม่เพียงเป็นคนหนุ่ม-สาว แต่ยังมีผู้สูงวัยอีกจำนวนหลายคน เพราะมีเวลาว่าง หรือบางรายเป็นอดีตข้าราชการที่เพิ่งเกษียณอายุงาน แต่ทุกรายได้ปลูกพืชผักไว้ที่บ้านตัวเองอยู่แล้ว แต่ต้องการขยายพื้นที่เพื่อขยายผลผลิตให้เพิ่มขึ้นเอาไว้ไปขายที่ตลาดในชุมชน การเข้าร่วมทำกิจกรรมของผู้สูงวัยเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้เวลาว่าง มีการพบปะพูดคุยสนทนากัน ช่วยสร้างสุขภาพกายและใจให้มีความสมบูรณ์แทนการอยู่บ้านเฉยๆ

อีกทั้งยังกำหนดให้สมาชิกทุกรายต้องทำบัญชีครัวเรือนด้วย เพื่อต้องการให้เกิดวินัย และควบคุมรายรับ-จ่ายให้เกิดความสมดุล อย่างไรก็ตาม ภายหลังดำเนินกิจกรรมไปสักระยะหนึ่งพบว่าสมาชิกทุกรายมีรายได้สุทธิปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

คุณสมคิด บอกว่า การวางแผนปลูกพืชแบบอินทรีย์จะผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ แนวคิดการปลูกพืชผักจะพิจารณาจากความเหมาะสมของแต่ละฤดูกาล โดยจะปลูกกลางแจ้ง ไม่มีการสร้างโรงเรือน แต่จะหันมาใช้วิธีการบริหารจัดการผสมกับภูมิปัญญา เพราะแนวทางของคนสมัยก่อนสามารถปลูกพืชผักให้มีความสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี เพียงแต่ควรเรียนรู้แล้วทำความเข้าใจกับธรรมชาติของพืชแต่ละชนิดอย่างถ่องแท้ ดังนั้น แนวทางนี้จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมาย

ขณะเดียวกัน ก็ผลิตปุ๋ยหมักเองเพื่อช่วยลดต้นทุน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยได้รับการแนะนำจากหลายหน่วยงาน พร้อมกับมีการพัฒนาปรับปรุงดิน ตลอดจนยังได้รับการชี้แนะจากทางเทศบาลเมืองมาสอนการผลิตปุ๋ยหมักหัวแปลงด้วยการนำกอหญ้าที่ผลิตเป็นปุ๋ยหมักขนาดเล็กกองไว้ที่แต่ละหัวแปลง ทั้งนี้ เพื่อจะได้ช่วยย่นเวลาและความยุ่งยากหากทำเป็นกองปุ๋ยหมักขนาดใหญ่เพราะต้องเสียเวลาและใช้กำลังคนในการขนย้าย

พืชผักไม้ผลที่ปลูกภายในสวนสามแสนทั้งหมด ได้แก่ สตรอเบอรี่ที่ขายดีมาก, เคพกูสเบอร์รี่ (Cape Gooseberry) หรือบางคนเรียกว่า “โทงเทงฝรั่ง, เสาวรส, กะหล่ำปลี, กวางตุ้ง, กระเจี๊ยบเขียว, บวบ, ฟัก, มะละกอทั้งดิบ-สุก ผักสวนครัว และพืชสมุนไพร ทั้งนี้ พอเข้าช่วงหน้าหนาวทางเกษตรที่สูงจะนำผักเมืองหนาวมาจัดทำเป็นแปลงปลูกจึงช่วยเสริมให้สวยงามโดดเด่น ทั้งนี้ ผลผลิตมีจำหน่ายตลอดทั้งปี เพราะมีการบริหารจัดการวิธีการปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดตลอดเวลา

“เสาวรสส่งแหล่งใหญ่ที่โครงการหลวง พื้นที่ปลูกจำนวน 3 ไร่ ขณะนี้ได้ผลผลิตครบทั้งหมดทุกรุ่นแล้ว แต่พบปัญหาบ้างในช่วงหน้าฝนเพราะต้องเจอกับโรครา แต่ต้องแก้ไขด้วยการปรับระยะปลูกให้ห่างออกไปเพื่อปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามา”

จากเจตนารมณ์ครั้งแรกของสวนสามแสนที่สมาชิกกำหนดร่วมกันว่าพืชผักผลไม้เหล่านี้ปลูกเพื่อกินแล้วถ้าเหลือค่อยขาย แต่หลังจากดำเนินกิจกรรมมาสักพักหนึ่งพบว่าผลผลิตทุกชนิดมีคุณภาพสมบูรณ์ดีมาก ได้รับความสนใจจากลูกค้าหลายแห่งเพราะไว้ใจในเรื่องความปลอดภัย จนทำให้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น จนต้องปรับแนวคิดใหม่โดยต้องมองตลาดก่อนเพื่อมาวางแผนปลูกให้สอดคล้อง

ส่วนการตลาดจะขายที่สวนเพียงแห่งเดียว เพราะทำเลที่ตั้งมีความเหมาะสมอยู่ริมถนนใหญ่สาย ลี้-เถิน  ดังนั้น จึงอาศัยความได้เปรียบของทำเลที่ตั้งจัดวางผังออกแบบปลูกพืชผักให้มีความสวยงาม สร้างภูมิทัศน์ให้เด่นจนผู้สัญจรเดินทางต้องจอดแวะซื้อสินค้าหรือถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกไปหาตลาดด้านนอก ยกเว้นส่วนราชการร้องขอให้นำสินค้าผลิตภัณฑ์ออกไปขายตามงานต่างๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ไม่สะดวกในวันธรรมดา จึงเปิดขายผลผลิตที่แปลงเพิ่มขึ้นอีกในทุกวันเสาร์ตอนเย็น โดยจะตัดผักส่วนหนึ่งแบ่งไว้ขาย กับอีกส่วนหนึ่งเป็นผักที่แปลง ถ้าลูกค้าต้องการแบบไหนให้แจ้งแล้วจะตัดสดๆ ทันที เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้เพราะหากตัดผักขายจำนวนมากแล้วขายไม่หมดก็จะเสียหาย จึงเก็บไว้ที่แปลงดีกว่ายังบำรุงให้สดสวยงามได้อีก

ปัจจุบันสวนสามแสนมีพื้นที่ทั้งของโรงเรียนและที่ได้รับความอนุเคราะห์จากเอกชน รวมทั้งสิ้นกว่า 30 ไร่ โดยแบ่งสำหรับทำเกษตรกรรมจำนวนกว่า 20 ไร่ ที่เหลือเป็นอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้งนี้ อาคารเรียนยังถูกใช้ประโยชน์สำหรับเป็นสถานที่ประชุม สัมมนา จัดกิจกรรมต่างๆ อยู่เสมอ

ที่สวนสามแสนนอกจากจะมีลูกค้ามาซื้อผัก พืช และผลไม้ แล้วยังมีกลุ่มบุคคลทั้งภาคราชการและเอกชนจากทั่วทุกแห่งเข้ามาเยี่ยมชมกิจกรรม หรืออย่างล่าสุดมีคณะเจ้าหน้าที่จาก สปป.ลาว เข้ามาดูงานเพื่อเป็นตัวอย่างนำไปใช้ที่ประเทศของเขาด้วย

คุณสมคิด บอกว่า บุคลากรทุกคนที่เข้ามาทำงานในสวนแห่งนี้ล้วนแต่มีจิตสาธารณะ อุทิศและเสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม นอกจากนั้น พวกเขายังมีความชำนาญ มีทักษะ ตลอดจนความสามารถในวิชาชีพเกษตรกรรมขั้นบรมครู จึงนับเป็นกำลังสำคัญ แล้วยังก่อให้เกิดความรักสามัคคีกลมเกลียว ช่วยเหลือกันอย่างดี นำมาสู่ความหมายของการตั้งชื่อสวนสามแสน คือ แสนพอดี, แสนคุ้ม และแสนภูมิใจ

“อีกทั้งการมีชัยภูมิที่ตั้งของสวนสามแสนที่อยู่ริมถนนใหญ่สาย ลี้-เถิน  ได้สร้างความน่าสนใจดึงดูดให้ผู้พบเห็นต้องจอดแวะชมเลือกซื้อสินค้าหรือบันทึกภาพ ดังนั้น จึงฉวยโอกาสในความได้เปรียบนี้ด้วยการวางแผนว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าจะทำให้สวนสามแสนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรที่มีทั้งแปลงปลูกพืช ศูนย์เรียนรู้ และโฮมสเตย์”

แม้สวนสามแสนจะเป็นเพียงแหล่งผลิตสินค้าการเกษตรขนาดเล็กในชุมชน แต่การที่ชาวบ้านได้เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมต่างๆ นำความรู้และภูมิปัญญามาพัฒนางานเกษตรกรรมแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถือเป็นตัวอย่างของความรักสามัคคี ตลอดจนการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในชุมชนที่ดี

สอบถามรายละเอียดหรือต้องการเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ของสวนสามแสนได้ที่ คุณสมคิด ธีระสิงห์ บ้านเลขที่ 95 หมู่ที่ 10 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โทรศัพท์ (093) 212-9090

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...