โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดเกณฑ์ "โรงไฟฟ้าชุมชน" ประมูลค่าไฟตีกัน "นอมินี" ฮุบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ต.ค. 2563 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2563 เวลา 07.05 น.

เปิดเงื่อนไขล่าสุดโครงการนำร่องโรงไฟฟ้าชุมชน 100 MW ไม่เกิน 33 แห่ง ผู้ประกอบการไฟฟ้าขนาดจิ๋วที่สนใจต้องยื่นประมูลราคารับซื้อไฟฟ้า พร้อมทำสัญญา contract farming ประกันราคารับซื้อพืชพลังงาน นำร่อง 3 จังหวัด วิสาหกิจชุมชนพื้นที่บุรีรัมย์-ขอนแก่น-อุบลราชธานี

จากประมาณการที่จะรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ให้ได้ถึง 1,933 เมกะวัตต์ (MW) ในสมัยอดีตรัฐมนตรีพลังงาน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ปัจจุบันโครงการนี้ได้ถูกลดไซต์ลดขนาดกลายเป็นเพียง “โครงการนำร่อง” แค่ 100 MW SCOD ภายใน 12 เดือน โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และไม่จำเป็นที่จะต้องรอการปรับปรุงแก้ไข แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนใกล้จะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งแตกต่างไปจากโครงการสมัยนายสนธิรัตน์ ภายใต้ concept ใหม่ ทำโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์สำรองไฟฟ้าของประเทศที่ล้นเกินจนไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไปจนกระทั่งถึงความจำเป็นที่จะต้องลดการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศลง

เกณฑ์สุดท้ายก่อนเคาะโครงการ

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยถึงหลักเกณฑ์ในการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนจะเป็นโครงการนำร่อง 100 MW ส่วนโครงการทั่วไปจะเปิดรับภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่โครงการนำร่องเริ่มขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ โดยจะต้องประเมินความสำเร็จของโครงการนำร่องก่อน สำหรับปริมาณไฟฟ้าที่จะเสนอขายจะไม่เกินโรงละ 3 MW จากเดิมที่ให้ขายได้ถึง 3-10 MW

นั่นหมายความว่า ในโครงการนำร่องจะเกิดโรงไฟฟ้าชุมชนได้ประมาณ 33 แห่งจากทั้งประเทศ ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการจะรับซื้อในรูปแบบ feed-in-tariff สัญญารับซื้อไฟฟ้า nonfirm ในอัตราของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กมาก ๆ (VSPP) แบ่งประเภทเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าออกเป็น 2 ประเภท คือ โรงไฟฟ้าชุมชนชีวมวล กับโรงไฟฟ้าชุมชนก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงาน

“ที่สำคัญและต่างไปจากโครงการสมัยของนายสนธิรัตน์ก็คือ การกำหนดให้นำระบบวิธีการประมูลราคารับซื้อไฟฟ้ามาเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก VSPP ที่สนใจจะเข้ามาในโครงการนี้ นอกจากนี้สัดส่วนการถือหุ้นโรงไฟฟ้าชุมชนก็ปรับเปลี่ยนใหม่จากเดิมที่ให้ชุมชนถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 40 ก็เหลือแค่ร้อยละ 10 ซึ่งจะเป็นหุ้นบุริมสิทธิ ส่วนหุ้นที่เหลืออีกร้อยละ 90 จะเป็นของเอกชน หรือเอกชน+หน่วยงานรัฐก็ได้

นอกจากนี้ ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้าชุมชนจะต้องเสนอแผนการปลูกพืชที่เหมาะสมจะใช้เป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในอัตรา feed-in-tariff เงินที่ได้จากการขายไฟฟ้าจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจ่ายค่าไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้า กับอีกส่วนหนึ่งจะแบ่งรายได้จากการขายไฟเข้าสู่กองทุนหมู่บ้าน” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนการปลูกพืชพลังงานที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าชุมชนนั้น โรงไฟฟ้าจะต้องทำสัญญา contract farming กับชุมชนเพื่อประกันราคาพืชพลังงานขั้นต่ำ กรณีข้อกังวลที่ว่า ผู้ประกอบการด้านพลังงานรายใหญ่ หรือทุนระดับประเทศ จะเข้ามา “ฮุบ” โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนด้วยการแตกบริษัทวิสาหกิจชุมชนขึ้นมากมายในประเทศนั้น

ในประเด็นนี้มีข้อกำหนดให้ผู้ร่วมลงทุนในส่วนชุมชน 10% จะต้องเป็นวิสาหกิจชุมชน 200 ครัวเรือนขึ้นไป และต้องจดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ที่สำคัญก็คือจะต้องมีการตรวจสอบว่า วิสาหกิจชุมชนนั้นไม่ใช่ nominee ของนายทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ของโรงไฟฟ้าชุมชนที่จะต้องทำกับ กฟน.-กฟภ.จะต้องมีแผนการปลูกพืช ข้อเสนอโครงการ แนบท้ายสัญญาไปด้วย หาก VSPP ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ทั้ง กฟน.-กฟภ.มีสิทธิบอกเลิกสัญญา PPA ได้ ส่วนสถาบันทางการเงินที่จะเข้ามาสนับสนุนโครงการทั้งในส่วนของการปลูกพืชพลังงานกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้านั้นกำลังมีการหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารไทยพาณิชย์อยู่” แหล่งข่าวกล่าว

นำร่องชุมชน 3 จังหวัด

นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สัปดาห์หน้ากระทรวงพลังงานจะหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเดินหน้านโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการหารือถึงเงื่อนไข หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดโรงไฟฟ้าชุมชน และราคารับซื้อพืชพลังงาน เช่น หญ้าเนเปียร์, กระถินณรงค์ และจะนำข้อหารือสรุปเป็นข้อมูลเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)-คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าที่มีความพร้อมเดินเครื่องหรือที่เป็นโครงการ Quick Win เดิมและสร้างไปแล้ว จะปรับและผลักดันเข้าสู่เงื่อนไขใหม่ โดยจะไม่รวมกับนโยบายโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่จะเดินหน้าพื้นที่ใหม่ เพื่อให้เกิดการจ้างงานที่ชัดเจนและกระตุ้นรายได้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายการจ้างงานรัฐบาล ทั้งนี้ คาดว่าเฟสเเรกตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 100-150 MW โดยมั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถประกาศรับซื้อไฟฟ้า

“โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนไม่ได้ปิดกั้นผู้ประกอบการรายเดิมที่มีความพร้อม หากแต่จะต้องปรับให้เข้ากับเงื่อนไขใหม่ เช่นเดียวกันกับบริษัทจำกัด (มหาชน) หากจะดำเนินการร่วมกับชุมชนได้ เราก็ไม่ได้ปิดกั้นเช่นกัน แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามเกณฑ์”

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือถึงเงื่อนไข พื้นที่การปลูกพืชพลังงาน เช่น การกำหนดพื้นที่ปลูกใหม่ หรือหากเกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 500 ไร่ รูปแบบแปลงใหญ่ สามารถดำเนินการได้ทันที คาดว่าจะมี 2-3 แห่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ขอนแก่น และอุบลราชธานี ที่มีศักยภาพ โดยจะแบ่งสัดส่วนเกษตรกร 80% เป็นคอนแทร็กต์ฟาร์ม (รวมชีวมวล) อาทิ เนเปียร์, ไม้โตเร็ว, กระถินณรงค์ ที่เหลือ 20% เป็นเชื้อเพลิงจากพืชอื่น ๆ เช่น วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

“เราจะเลือก 3 พื้นที่ที่เกิดการรวมกลุ่มกันอยู่แล้วก็จะเข้าสู่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนยังคงอยู่ในกรอบตามแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (PDP 2018) ส่วนกรณีหลักเกณฑ์สัดส่วนถือหุ้น ด้านกฎหมายวิสาหกิจชุมชนถือหุ้นอาจจะต้องมีการทบทวนถึงความเหมาะสม โดยปรับการถือหุ้นเป็นการแบ่งรายได้และผลกำไรที่ชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะหุ้น”นายประเสริฐกล่าว

ให้ระวังนอมินี

แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลกล่าวว่า กำลังรอการประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขขั้นสุดท้ายของโครงการนี้อยู่ แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลเดิมที่สร้างไปแล้ว แต่ขายไฟเข้าระบบไม่ได้ จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ โดยทางกระทรวงพลังงานแสดงท่าทีว่า ให้แยกปัญหาออกมาจากเดิมที่ถูกรวมเข้าไปกับโรงไฟฟ้าชุมชน

“สุดท้ายแล้วก็ยังเชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก VSPP สนใจที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากเป็นช่องทางเดียวที่รัฐบาลจะรับซื้อไฟฟ้าอยู่ จากปัญหาไฟฟ้าสำรองล้นเกินในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ต้องมีการตรวจสอบว่า VSPP ที่ตั้งขึ้นมานั้นเป็น nominee ของใครหรือเปล่า ถ้าเป็น nominee ของโรงไฟฟ้ารายใหญ่ก็ผิด concept ของท่านรัฐมนตรีสุพัฒนพงษ์ ที่ต้องการให้เกิดประโยชน์กับชุมชนจริง ๆ” แหล่งข่าวกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...