โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 พฤติกรรมเพื่อความสำเร็จด้านการเงิน จากแนวคิดแบบ Growth Mindset

Finnomena

อัพเดต 27 เม.ย. 2566 เวลา 06.44 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. 2566 เวลา 03.30 น. • เพื่อนผู้ใจดี

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “เงิน”นั้นเป็นส่วนสำคัญของชีวิตจริง ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายอะไรที่เราหมายมั่นปั้นมือจะพิชิต ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ใช้เงินทั้งนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ คนถึงให้ความสนใจกับการวางแผนการเงินเพื่อความมั่นคงของชีวิต หนึ่งในสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางเพื่อให้เราไปถึงฝั่งฝันได้นั้นก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง Mindset หรือ “ชุดความคิด” ที่จะมีหน้าที่คล้าย ๆ แว่นกรองมุมมองของเราอีกที สิ่งที่เราเลือกจะทำต่อจากนี้ จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับ Mindset นี่ละ ซึ่งวันนี้เราก็อยากนำทฤษฎี Fixed Mindset และ Growth Mindset มาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังกัน โดยทฤษฎีนี้หลายคนอาจจะคุ้นหู จากหนังสือเลื่องชื่ออย่าง Mindset ของ Dr. Carol Dweck นั่นเอง ซึ่งพอเราได้รู้จัก Mindset เหล่านี้ ก็คิดว่ามันมีประโยชน์กับการบริหารเงินของพวกเราเหมือนกันนะ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันว่า Fixed และ Growth Mindset คืออะไร ต่างกันอย่างไร

Fixed Mindset

ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็น Fixed ที่แปลว่า“คงที่”คนที่มี Fixed Mindset จะเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นตามที่มันควรจะเป็น และไม่มีทางปรับเปลี่ยนไปจากนี้ได้ ถ้ายกตัวอย่างแบบง่าย ๆ คือ Mindset นี้จะมองว่าในโลกนี้มีแค่คน “เก่ง” กับคน “ไม่เก่ง” เท่านั้น ใครเก่งก็เก่งไปเลย ใครไม่เก่งก็คือไม่เก่ง คนเก่งไม่มีทางเก่งน้อยลง และคนไม่เก่งก็ไม่สามารถพัฒนาได้ ความน่ากลัวของ Fixed Mindset คือ มันไม่ส่งเสริมให้เราอยากพยายามเพิ่ม หรือเรียนรู้เพิ่ม เพราะเราคิดว่าเราไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปจากสถานะตอนนี้ได้เลย ฟังแบบนี้ก็เริ่มเห็นภาพละว่า Fixed Mindset ไม่น่าใช่ตัวเลือกที่ดีในการพัฒนาตัวเองไม่ว่าด้านใดก็ตาม ฉะนั้นเราเลยขอแนะนำให้รู้จักกับ…

Growth Mindset

ตามชื่อเลย Growth ก็คือ “การเติบโต”คนที่มี Growth Mindset เชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เชื่อในการพัฒนาตัวเอง การฝึกฝนเพื่อให้ไปสู่จุดที่มุ่งหวัง ดังนั้นคนที่มี Growth Mindset จะไม่กล่าวโทษฟ้าดิน ไม่อิจฉาคนที่มี“พรสวรรค์” เพราะพวกเขามองว่า สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกฝนกันได้ และคนที่ถูกมองว่ามีพรสวรรค์หลายคน ถ้าไม่ฝึกฝนวิชาเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะกลายเป็นกระต่ายที่ถูกเต่าแซงหน้าจนได้ Growth Mindset เป็นชุดแนวคิดที่เชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาของคน เชื่อว่าคนไม่เก่งสามารถกลายเป็นคนเก่งได้ คนชั่วกลายเป็นคนดีได้ คนจนกลายเป็นคนรวยได้ ขอเพียงแค่มี Action Plan และความพยายามตั้งใจที่จะบรรลุจุดหมาย และนี่ก็คือความแตกต่างของ 2 Mindset นี้ ซึ่งก็เรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน แต่การจะเปลี่ยนตัวเองจาก Fixed Mindset มาเป็น Growth Mindset นี่ อาจจะต้องใช้ความพยายามกันสักนิดหนึ่ง ยิ่งถ้าใครถูกปลูกฝัง Fixed Mindset มาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็จะต้องใช้เวลากันหน่อย ทีนี้เรามาเจาะกันดีกว่าว่า แล้วพฤติกรรมแบบ Growth Mindset มีอะไรบ้างที่จะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ดีขึ้น

พฤติกรรมแบบ Growth Mindset ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

ถ้าพูดแค่ Growth Mindset กว้าง ๆ อาจจะยังไม่เห็นภาพว่าต้องทำอะไรบ้าง งั้นเราจะขอยกตัวอย่างพฤติกรรมแบบ Growth Mindset มาให้ลองนำไปประยุกต์ใช้กัน ใครที่เคยทำหรือไม่เคยทำข้อไหน มาแชร์กันได้เลยนะ

1. เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนสถานะการเงินได้

ถ้าเรามี Fixed Mindset เราจะคิดว่า เราคงมีรายได้อยู่ที่เท่านี้แหละ ไม่มากไปกว่านี้หรอก ก็ในเมื่อเราทำได้เท่านี้นี่ ฯลฯ การมีแนวคิดนี้ อาจส่งผลให้เราไม่ขวนขวายเพิ่มเติม ซึ่งก็จะส่งผลลัพธ์แบบที่เราคิดนั่นก็คือ…เราอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนแบบที่คิดเป๊ะ แต่หากเรามี Growth Mindset เราจะเชื่อว่า เราสามารถก้าวกระโดดได้ เรามีโอกาสได้เงินเพิ่มขึ้นเพราะเราสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ ได้ แนวคิดนี้แหละจะเป็นเสมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนให้เราพุ่งไปข้างหน้า เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง

2. เชื่อในการกระทำ ไม่ใช่ลักษณะนิสัย หรือคุณสมบัติส่วนตัว

“ก็เพราะเขาเก็บเงินเก่งน่ะสิ” “ก็เขาเก่งเลขนี่ เรามันไม่เก่ง” “ต้นทุนที่บ้านเขาดีไง” เราอาจจะเคยเผลอตัดสินความสำเร็จของใครหลาย ๆ คนด้วยประโยคเหล่านี้ เพราะพวกเขามีสิ่งนู้นสิ่งนี้ ถึงได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมันก็อาจจะจริงส่วนหนึ่ง แต่แท้ที่จริงแล้วเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้น พวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง แน่นอนว่าคนที่มี “ต้นทุน”ดีอาจจะได้เปรียบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่มีต้นทุนจะไม่มีวันสร้างเนื้อสร้างตัวได้ คนที่มี Growth Mindset มองว่า ถ้าเราละทิ้งกำแพงแห่งความเชื่อเหล่านี้ไปให้หมด ไม่จำกัดตัวเองเพียงเพราะ “ไม่เก่งเลข” “บ้านไม่รวย”ก็จะสามารถคว้าหาโอกาสรอบ ๆ ตัวมาผลักดันตัวเองได้

3. ตั้งเป้าหมายจำนวนรายได้ที่เราอยากมี

เมื่อเราเชื่อว่าเราสามารถประสบความสำเร็จด้านการเงินกว่าปัจจุบันได้ ทีนี้ก็มาลองตั้งเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมกันว่าเราอยากมีรายได้เท่าไร แล้วก็คิดต่อว่าเราต้องทำอย่างไรล่ะถึงจะมีรายได้ตามเป้านั้น ต้องทำงานพิเศษหรือเปล่า หรือว่าต้องย้ายงาน ต้องเรียนรู้ทักษะอะไรมากขึ้นไหม ลองค่อย ๆ สร้าง Action Plan แล้วทำตาม และเมื่อเราถึงเป้าหมายแล้ว ก็สร้างเป้าใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อท้าทายตัวเองเสมอ เมื่อเรามี Action Plan แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง สิ่งเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนเป้าหมายย่อย ๆ ไปในตัว เราควรตั้งเป้าหมายเหล่านี้ให้ยิ่งใหญ่เหมือนกัน เช่น อยากไปเรียนมหาวิทยาลัย หรือหลักสูตร XXX ที่เลื่องชื่อ อยากเข้าบริษัท Top 3 ของอุตสาหกรรม อยากขึ้นสู่ตำแหน่ง Senior ภายใน 2 ปี เป็นต้น ค่อย ๆ วางแผนว่าแต่ละเป้าหมายย่อยนั้นต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้สำเร็จ

4. ตั้งเป้าตัวเลขสูง ๆ ไว้ก่อน

ไม่ว่าจะตั้งเป้าหมายทางการเงินอะไรก็ตาม จะเป็นเงินเกษียณ เงินสำรองฉุกเฉิน เงินเรียนต่อ ฯลฯ ให้ลองตั้งเป้าสูง ๆ ไว้ก่อน เผื่อ ๆ ไว้เลย เพราะยิ่งสูงเท่าไร ก็จะยิ่งเหลือพื้นที่ให้เราดึงศักยภาพตัวเองออกมาใช้มากขึ้นเท่านั้น เหมือนที่เขาว่ากันว่าถ้าไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาวนั่นละ

5. ศึกษาหาความรู้ และขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เก่งกว่า

อย่ามองคนที่เก่งกว่าว่าเป็นศัตรู แต่ให้มองว่าเราจะสามารถเรียนรู้และขอความช่วยเหลืออะไรจากเขาได้บ้าง Growth Mindset ทำให้เราเชื่อว่า เราสามารถเก่งขึ้นได้ ดังนั้นเราจะไม่มีอคติกับคนที่เก่งกว่าเรา เพราะเราเชื่อว่า ถ้าเราตั้งใจเราก็จะเก่งแบบเขาได้เหมือนกัน อีกทั้งคนที่มี Growth Mindset จะอยากทำความรู้จักคนเก่ง ๆ เผื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ในทางตรงกันข้าม คนที่มี Fixed Mindset จะวางตัวเป็นปรปักษ์กับคนที่เก่งกว่า เพราะพวกเขาไม่คิดว่าตัวเองจะสู้อีกฝ่ายได้ การมีอยู่ของอีกฝ่ายคือการตอกย้ำว่าตนไม่เก่งนั่นเอง

6. เริ่มต้นลงทุนแม้เงินยังไม่เยอะ

หลายคนอาจจะมีความคิดที่ว่า ต้องมีเงินให้ได้ระดับหนึ่งก่อนถึงจะเริ่มเก็บออมลงทุน ทั้งที่ความจริงเราไม่ต้องรอก็ได้ แต่สามารถเริ่มจากเงินจำนวนน้อย ๆ ได้เลย โดยเราอาจจะเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมที่มีขั้นต่ำการลงทุนไม่สูง เช่น 100, 500 หรือ 1,000 บาท เพื่อเสริมสร้างวินัยตัวเอง เชื่อไหมว่าการเริ่มก่อนด้วยเงินที่น้อยกว่านั้นได้เปรียบกว่าการเริ่มหลังแม้มีเงินเยอะกว่า อย่างไรก็ดี การลงทุนมีความเสี่ยง และเงินที่ลงทุนนั้นเราควรมั่นใจว่าเป็นเงินเย็นที่หากสูญเสียไปจะไม่กระทบอะไรกับชีวิตประจำวันของเรา ที่สำคัญการเจียดเงินมาลงทุนก็ไม่ควรเบียดเบียนความเป็นอยู่ของตัวเองด้วยนะ

7. กล้าที่จะเสี่ยง

หลายคนไม่กล้าลงทุน ไม่กล้าทำอะไรใหม่ ๆ เพราะกลัวความเสี่ยง เคสที่เจอบ่อยสุดคือคนมักจะฝากเงินไว้ในธนาคารเพราะคิดว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด หารู้ไม่ว่าการฝากเงินไว้เฉย ๆ นั้นมีแต่จะทำให้มูลค่าเงินด้อยลงเพราะอัตราดอกเบี้ยที่เราได้รับนั้นสู้เงินเฟ้อไม่ไหว อย่างล่าสุดเงินเฟ้อเดือน ก.ค. 65 นั้นปาไป 7.61% แล้ว แต่ดอกเบี้ยเงินฝากอย่างมากที่สุดก็อยู่ที่ 1.5% เท่านั้นสำหรับฝากประจำ หากอยากประสบความสำเร็จ ก็จะต้องก้าวออกมาจาก Comfort Zone เจอความเสี่ยง เจอความท้าทาย ตัวอย่างเช่น การลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งคนที่มี Growth Mindset จะมองว่ามันคือโอกาสได้เรียนรู้ แม้จะล้มก็ไม่เป็นไร ก็แค่ลุกขึ้นมาใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ดุ่ม ๆ เข้าไปเลยแบบไม่เตรียมตัวนะ ก็ต้องศึกษาหาความรู้เพื่อรับมือกับความเสี่ยงนั้นเหมือนกัน

8. หมั่นตรวจสอบสถานะการเงินอยู่เสมอ

ก่อนที่เราจะลงมือตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเงิน เราก็ควรรู้ความจริงก่อนว่าสถานะการเงินตอนนี้เราเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นบันทึกรายรับรายจ่าย บันทึกงบดุลส่วนตัว บันทึกเงินลงทุน ที่เราควรอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่สุด ที่ต้องมีข้อนี้เพราะหลายคนมักจะมองว่าเงินเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่ค่อยอยากเปิดดูเท่าไรว่าเดือนนี้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง หรือพอร์ตเดือนนี้ติดลบเท่าไร การพยายามหลีกหนีเรื่องไม่น่าอภิรมย์เหล่านี้แม้ว่าจะปลอดภัยในเชิงความรู้สึก แต่ถ้าเราอยากพัฒนาสถานะการเงินของเราให้ดีขึ้น เราก็ต้องกล้าที่จะเผชิญความจริง (แม้ว่าจะเจ็บปวด กระซิก)

9. ไม่จมปลักอยู่กับความผิดพลาด

ไม่ว่าจะเป็นการขาดทุน ติดดอย ใช้จ่ายเกินตัว เป็นหนี้ ลืมจดบันทึกรายรับรายจ่าย ฯลฯ เมื่อเจอเรื่องเหล่านี้ช่วงแรก ๆ อาจจะอนุโลมให้เศร้าเสียใจหรือท้อได้ แต่การมัวโทษตัวเอง จมปลักอยู่กับความผิดพลาด หรือยอมแพ้เพราะหมดกำลังใจนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการลุกขึ้นมาอีกครั้ง มองว่าเรื่องราวเหล่านั้นคือบทเรียนที่เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากมัน ก็จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นได้ ไม่ทำพลาดซ้ำสอง (หรือถ้าพลาดอีกก็จะไม่เจ็บปวดเท่าเดิม)

10. เรียนรู้อยู่เสมอ

แม้ว่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ก็ยังหมั่นศึกษาหาความรู้ พัฒนาตัวเองเพื่อให้ทันโลกทันสถานการณ์ ไม่หยุดอยู่นิ่งกับที่ ไม่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด เพราะถ้าคิดแบบนั้นเมื่อไร เราจะหยุดอยู่กับที่ทันที เผลอ ๆ อาจจะถอยหลังด้วย ยุคนี้อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปไว สิ่งที่เคยเวิร์กในตอนนี้ ในอนาคตอาจจะไม่เวิร์กก็ได้ Growth Mindset มองว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อไรที่เราสนุกกับการพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เมื่อนั้นแหละคือความสำเร็จที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สรุป

Mindset ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวกำหนดการกระทำของเราว่าจะไปในทิศทางไหน ทุกแง่มุมของชีวิตล้วนแล้วแต่มี Mindset มาเกี่ยวข้อง เรื่องเงินก็เช่นกัน การใช้ Growth Mindset กับเรื่องเงิน จะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ดีขึ้น ทำให้เรามุ่งมั่นตั้งใจจะพัฒนาตัวเอง แก้ปัญหาได้ถูกจุด ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้เร็วขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็คือทริคที่เรานำมาฝากกัน สำหรับใครที่กำลังตั้งเป้าวางแผนเก็บเงิน บริหารจัดการเงิน หรือลงทุนละก็ ลองนำ Growth Mindset ไปประยุกต์ใช้กันได้นะ References: หนังสือ Mindset เขียนโดย Dr. Carol Dweckhttps://moneytamer.com/fixed-mindset-vs-growth-mindset/ https://www.success.com/3-steps-to-move-from-a-fixed-to-a-growth-money-mindset/ https://www.northstarfinancial.com/news-events/how-to-have-a-growth-mindset/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...