โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ไทยช่วยไทยพลัส” สะพัด 7.8 หมื่นล้าน ช่วย 39 ล้านคน ร้านค้ารับอานิสงส์ 1.09 ล้านราย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. เวลา 03.28 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. เวลา 03.27 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบวงเงินกว่า 175,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการย่อย สามารถช่วยเหลือประชาชนรวมกว่า 39 ล้านคน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการย่อยที่ 1 และ 2 เป็นการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินสวัสดิการอีก 700 บาท ส่งผลให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือนวงเงินดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก๊าซหุงต้ม และเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ

ในช่วงวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 มีการจัดสรรวงเงินรวม 13,581.13 ล้านบาท โดยประชาชนใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าในชุมชนเป็นหลัก และมียอดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภครวมกว่า 12,925.72 ล้านบาท

ขณะที่โครงการย่อยที่ 3 “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. พบว่า มีประชาชนได้รับสิทธิแล้ว 26.04 ล้านคน และเกิดยอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 78,142 ล้านบาท

แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 33,176 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 42% และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 44,966 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58%

ขณะเดียวกัน มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 1,092,158 ร้านค้า โดยกว่า 99% เป็นร้านค้ารายย่อยของบุคคลธรรมดา ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป และร้านธงฟ้า เป็นกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากที่สุด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า เม็ดเงินจากโครงการกระจายไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเมืองหลัก 22 จังหวัด มีสัดส่วนการใช้จ่าย 63% นำโดยกรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี

ส่วนเมืองรอง 55 จังหวัด มีสัดส่วนการใช้จ่าย 37% นำโดยนครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี ราชบุรี และเชียงราย สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ได้ทั่วประเทศ

สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่าย พบว่า ประชาชนใช้สิทธิสูงสุดในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน โดยมีผู้ใช้สิทธิมากกว่า 12 ล้านคนต่อวัน คิดเป็นประมาณ 20 ล้านรายการต่อวัน และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 2,200–2,800 ล้านบาทต่อวัน

หลังผ่านช่วง 7 วันแรก ยอดใช้จ่ายปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 500–2,000 ล้านบาทต่อวัน โดยการใช้จ่ายจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์

ทั้งนี้ ในเดือนแรกของโครงการ มีผู้ใช้สิทธิ 94% ใช้วงเงินที่รัฐร่วมจ่ายเกิน 800 บาท และมีผู้ใช้สิทธิ 48% ใช้วงเงินครบ 1,000 บาท

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย ผ่านระบบ “นกกระซิบ คู่คิดร้านค้า” ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในแอปพลิเคชันถุงเงิน

ระบบดังกล่าวสามารถสรุปและวิเคราะห์ยอดขาย แสดงช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ตรวจสอบราคากลางของวัตถุดิบ และจัดทำรายงานการขาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบในอนาคต

ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า มีร้านค้าใช้งานแชตบอตแล้วกว่า 640,000 ราย และมีร้านค้าใช้ฟีเจอร์วิเคราะห์ยอดขาย หรือ Sales Insight แล้วกว่า 440,000 ราย

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” สะท้อนว่า มาตรการของรัฐบาลสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้แก่ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...