“ไทยช่วยไทยพลัส” สะพัด 7.8 หมื่นล้าน ช่วย 39 ล้านคน ร้านค้ารับอานิสงส์ 1.09 ล้านราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบวงเงินกว่า 175,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการย่อย สามารถช่วยเหลือประชาชนรวมกว่า 39 ล้านคน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
สำหรับโครงการย่อยที่ 1 และ 2 เป็นการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินสวัสดิการอีก 700 บาท ส่งผลให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือนวงเงินดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก๊าซหุงต้ม และเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ
ในช่วงวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 มีการจัดสรรวงเงินรวม 13,581.13 ล้านบาท โดยประชาชนใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าในชุมชนเป็นหลัก และมียอดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภครวมกว่า 12,925.72 ล้านบาท
ขณะที่โครงการย่อยที่ 3 “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. พบว่า มีประชาชนได้รับสิทธิแล้ว 26.04 ล้านคน และเกิดยอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 78,142 ล้านบาท
แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 33,176 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 42% และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 44,966 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 58%
ขณะเดียวกัน มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 1,092,158 ร้านค้า โดยกว่า 99% เป็นร้านค้ารายย่อยของบุคคลธรรมดา ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป และร้านธงฟ้า เป็นกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากที่สุด
นางสาวลลิดา กล่าวว่า เม็ดเงินจากโครงการกระจายไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเมืองหลัก 22 จังหวัด มีสัดส่วนการใช้จ่าย 63% นำโดยกรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี
ส่วนเมืองรอง 55 จังหวัด มีสัดส่วนการใช้จ่าย 37% นำโดยนครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี ราชบุรี และเชียงราย สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ได้ทั่วประเทศ
สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่าย พบว่า ประชาชนใช้สิทธิสูงสุดในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน โดยมีผู้ใช้สิทธิมากกว่า 12 ล้านคนต่อวัน คิดเป็นประมาณ 20 ล้านรายการต่อวัน และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 2,200–2,800 ล้านบาทต่อวัน
หลังผ่านช่วง 7 วันแรก ยอดใช้จ่ายปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 500–2,000 ล้านบาทต่อวัน โดยการใช้จ่ายจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์
ทั้งนี้ ในเดือนแรกของโครงการ มีผู้ใช้สิทธิ 94% ใช้วงเงินที่รัฐร่วมจ่ายเกิน 800 บาท และมีผู้ใช้สิทธิ 48% ใช้วงเงินครบ 1,000 บาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย ผ่านระบบ “นกกระซิบ คู่คิดร้านค้า” ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในแอปพลิเคชันถุงเงิน
ระบบดังกล่าวสามารถสรุปและวิเคราะห์ยอดขาย แสดงช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ตรวจสอบราคากลางของวัตถุดิบ และจัดทำรายงานการขาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบในอนาคต
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พบว่า มีร้านค้าใช้งานแชตบอตแล้วกว่า 640,000 ราย และมีร้านค้าใช้ฟีเจอร์วิเคราะห์ยอดขาย หรือ Sales Insight แล้วกว่า 440,000 ราย
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” สะท้อนว่า มาตรการของรัฐบาลสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้แก่ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว