COM7 โชว์ Q2 กำไรพุ่ง 30% แตะ 1.3 พันล้าน รับยอดขายมือถือ-EV หนุน
บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 1,303.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,003.16 ล้านบาท
สำหรับไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 24,197.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 24,111.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,397.98 ล้านบาท หรือ 16.4% จากปีก่อนที่ 20,713.21 ล้านบาท
การเติบโตมีแรงหนุนหลักจาก ธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยความต้องการสมาร์ทโฟนยังเติบโตต่อเนื่องทั้งระบบ iOS และ Android จากยอดขายสาขาเดิมที่ปรับตัวดีขึ้น การขยายสาขาเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงวงรอบการเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเทคโนโลยีรุ่นใหม่
ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถรักษาการเข้าถึงกำลังซื้อของผู้บริโภค แม้เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผ่านการบริหารโปรแกรมผ่อนชำระและบริการเช่าซื้ออย่างเหมาะสม ช่วยสนับสนุนยอดขายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจับจ่ายของลูกค้า
ด้านธุรกิจของบริษัทย่อยและบริษัทร่วมยังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งการจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าและบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับแท็กซี่และระบบขนส่ง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและกระแสเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ธุรกิจจัดจำหน่ายค้าส่งเติบโตจากการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและคู่ค้า ขณะที่ธุรกิจเช่าซื้อขยายตัวตามความต้องการทางเลือกทางการเงินของผู้บริโภค ส่วนธุรกิจประกันภัยเติบโตจากการขายผลิตภัณฑ์ควบคู่ ทั้งประกันคุ้มครองอุปกรณ์ ประกันสินเชื่อเช่าซื้อ และประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ช่วยกระจายฐานรายได้และลดการพึ่งพาธุรกิจค้าปลีกเพียงอย่างเดียว
ผลจากรายได้ที่เติบโตส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 3,441.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3% จาก 2,861.71 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นเป็น 14.2% จาก 13.8% สะท้อนความสามารถในการบริหาร Product Mix และสร้างผลตอบแทนจากยอดขายที่ดีขึ้น
ส่วนผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,529.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,983.81 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.07 บาท จาก 0.84 บาทต่อหุ้นในปีก่อน