โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์ของอังกฤษและฝรั่งเศส ให้ "สยาม" เป็น "รัฐกันชน"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 พ.ย. 2567 เวลา 12.48 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2567 เวลา 12.44 น.
ภาพแม่ทัพฝรั่งเศสบีบบังคับให้เจ้ากรุงสยามลงพระนามในสนธิสัญญา ร.ศ. 112 (ภาพจาก Punch, 14 October 1893.)

แม้อังกฤษและฝรั่งเศสจะเป็นคู่แข่งกันในการล่าอาณานิคม แต่ในเกมแข่งขันอำนาจยุคจักรวรรดินิยมย่อมไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวร ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสองชาติมหาอำนาจจึงตกลงร่วมกันให้สยามเป็นรัฐกันชน

อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นศัตรูกันมาอย่างยาวนานหลายยุคสมัย แต่พลันที่ทั้งสองชาติจับมือร่วมกัน การสานผลประโยชน์หลังจากนั้นก็ตามมา โดยหลังจากฝรั่งเศสตัดสินใจร่วมรบอยู่ข้างเดียวกับอังกฤษในสงครามไครเมีย (Crimean War, 1853-1856) จนได้รับชัยชนะเหนือรัสเซีย รวมทั้งการร่วมเป็นพันธมิตรในสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (Second Opium War, 1856-1860) ที่จีน ทำให้ทั้งสองชาติกลายเป็นสองมหาอำนาจที่แข่งขันกันในเชิงในอันที่จะประกาศศักดาของตนเอง ไม่ต้องการปะทะกันซึ่งหน้า และปราศจากการขัดขวางของอีกฝ่าย

อังกฤษและฝรั่งเศสจึงต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันนอกทวีปยุโรป

หลังเกิดวิกฤตการณ์ “ร.ศ. 112” เมื่อปี 1893 สั่นคลอนเสถียรอำนาจเหนือดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การดำเนินนโยบายอันแข็งกร้าวของฝรั่งเศสอยู่ในสายตาของอังกฤษโดยตลอด เนื่องจากพื้นที่ใหม่ของลาวตอนเหนือที่ฝรั่งเศสเพิ่งได้ไปนั้นทำให้มีพรมแดนประชิดกับพม่าตอนเหนือในครอบครองของอังกฤษ ซึ่งนี่อาจนำไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดกระทบกระทั่งกันระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส

ทั้งสองชาติจึงหันไปตกลงกันอย่างลับ ๆ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันอันจะเป็นเกราะป้องกันความบาดหมางที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต บนบริเวณพื้นที่ โดยต่างไม่เห็นความจำเป็นจะต้องแจ้งให้สยามรับรู้ อังกฤษเป็นฝ่ายเสนอต่อฝรั่งเศสที่จะปล่อยให้สยามเป็นรัฐกันชน

นำไปสู่การทำปฏิญญาอังกฤษ-ฝรั่งเศสปี 1896 (Anglo-French Declaration 1896)

ข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์มีใจความดังต่อไปนี้

หนังสือปฏิญญาฤๅหนังสือสัญญา

ในระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส

ได้ทำไว้ที่กรุงลอนดอน ณ วันที่ 15 มกราคม

รัตนโกสินทรศก 114

ด้วยผู้มีชื่อในท้ายหนังสือนี้ คือ มาร์ควิส ออฟ ลอลสบุรี เสนาบดีว่าการต่างประเทศของสมเด็จพระนางเจ้าราชินีอังกฤษฝ่ายหนึ่ง กับบารอนเดอคัวร์เซล เอกอรรคราชทูตของรีปับลิกฝรั่งเศส ณ สำนักกรุงลอนดอนอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งได้รับอำนาจจากคอเวอนเมนต์ทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องแล้ว จึงได้ลงชื่อไว้ในคำปฏิญญาดังมีอยู่ต่อไปนี้

ข้อ (1) คอเวอนเมนต์ของสมเด็จพระนางเจ้าราชินีอังกฤษกับคอเวอนเมนต์รีปับลิกฝรั่งเศสสัญญาต่อกันไว้ว่าเมื่อยังไม่ได้ยินยอมพร้อมกันแล้ว ถึงแม้จะมีการอย่างใด ๆ ก็ดีฤๅเหตุใดก็ดี ฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวจะไม่ยกกำลังประกอบด้วยเครื่องสาตราวุธ ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนทั้งหลายเหล่านี้ คือพื้นดินที่น้ำไหลจากแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน และเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกง กับลำน้ำลำคลองทั้งหลาย ที่ติดต่อกับแม่น้ำทั้งปวงนี้ กับทั้งที่ฝั่งทะเลตั้งแต่เมืองกำเนิดนพคุณจนถึงเมืองแกลงแลที่ดินซึ่งน้ำไหลตกลำน้ำบางตพาน กับลำน้ำพะแสซึ่งเมืองทั้งสองนี้ตั้งอยู่แล้วทั้งที่ดินที่น้ำไหลตกลำน้ำลำคลองอื่น ๆ ซึ่งไหลลงในทุ่งฤๅอ่าวตามชายฝั่งทะเลที่กล่าวมานี้ด้วย กับอีกทั้งที่ดินซึ่งตั้งอยู่ข้างเหนือที่น้ำตกแม่น้ำเจ้าพระยาแลตั้งอยู่ในระหว่างพรมแดนฝ่ายอังกฤษกับฝ่ายไทยลำแม่น้ำโขงกับที่ดินฟากตะวันออกซึ่งน้ำไหลตกลำน้ำแม่อิงนั้นด้วย

อีกประการหนึ่งสัญญากันไว้ว่า จะไม่คิดหาอำนาจแลหาผลประโยชน์วิเศษภายในเขตรที่ดินนี้ซึ่งจะเปนอันไม่ได้รับเสมอเหมือนกันฤๅ ซึ่งจะเปนการที่ไม่ให้ฝ่ายอังกฤษและฝ่ายฝรั่งเศสกับคนชาวเมืองของสองประเทศ แลคนที่พึ่งพาอาไศรยในสองประเทศนั้นได้รับผลเท่ากันด้วย แต่ข้อสัญญานี้จะไม่ตีความไปตัดทอนลดหย่อนข้อวิเศษทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ตามความในหนังสือสัญญาฝรั่งเศสกับกรุงสยาม ลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทรศก 112 อันว่าด้วยการในแถบพื้นที่ 25 กิโลเมตร ฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขง แลว่าด้วยการเดินเรือในลำแม่น้ำนั้นด้วย

ข้อ (2) ความที่กล่าวไว้ในข้อก่อนนี้ จะไม่เปนที่ขัดขวางต่อการที่ประเทศทั้งสองจะยินยอมกันต่อไปอันเปนการที่ประเทศทั้งสองคิดเห็นว่าจำเปนจะต้องรักษาความเปนอิสรภาพของกรุงสยามไว้ด้วย แต่ว่าประเทศทั้งสองนี้สัญญากันไว้ว่าจะไม่แยกกันไปทำสัญญาที่ยอมให้ประเทศอื่นอีกประเทศหนึ่งไปทำการ ที่ประเทศทั้งสองนี้ต้องงดเว้นเองตามหนังสือสัญญานี้ด้วย

ข้อ (3) ตั้งแต่ปากลำแม่น้ำฮวก ซึ่งเปนเขตรแดนไทยกับอังกฤษนั้น ขึ้นไปทางเหนือจนถึงพรมแดนของกรุงจีนนั้น ทางน้ำของแม่น้ำโขงจะต้องเปนพรมแดนเมืองขึ้นของอังกฤษแลฝรั่งเศส ฤๅเปนเขตที่อังกฤษแลฝรั่งเศสมีอำนาจต่อกัน ณ ที่นั้น แลเมืองสิงห์นั้นอังกฤษยกให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว

ข้อ (4) ว่าผลประโยชน์ในทางการค้าขาย ในเมืองยูนนานฤๅโฮนั้นก็ดี แลในเมืองเสฉวนก็ดีบรรดาที่ได้มาตามสัญญาอังกฤษกับจีน ลงวันที่ 1 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 112 ก็ดี ตามสัญญาฝรั่งเศสกับจีนลงวันที่ 20 มิถุนายน รัตนโกสินทรศก 114 ก็ดี จะต้องเปนที่ให้ได้แก่สองประเทศที่ทำหนังสือสัญญานี้เหมือนกันเสมอกัน

ข้อ (5) ว่าสองประเทศที่ทำสัญญากันอยู่นี้ยอมตกลงกันว่าจะแต่งกองทัพข้าหลวงออกไปพร้อมกันเพื่อประโยชน์ที่จะได้ปักปันเขตแดนในแม่น้ำไนซ์เยอร์แลหัวเมืองขึ้นของประเทศในทวีปอาฟริกานั้น

ข้อ (6) ว่าสองประเทศได้ยินยอมตกลงกันว่าจะลงมือทำสัญญาใหม่สำหรับการค้าขายในเมืองตูนิสนั้น

(เซ็นต์) สอลสเบอรี่

(เซ็นต์) เดอ คัวร์เซล

ลงวันที่ 15 มกราคม 1896

แต่ภายหลังปฏิญญาฉบับนี้แล้ว ทั้งอังกฤษกับฝรั่งเศสก็ยังแอบเจรจาลับหลังกับรัฐบาลสยาม โดยต่างฝ่ายต่างพยายามตอดเล็กตอดน้อยเพื่อให้ได้ดินแดนเพิ่มขึ้นในเขตอิทธิพลของตนต่อไป เช่น

ปี 1903 สยามได้เสียดินแดนหลวงพระบางฝั่งขวา นครจำปาศักดิ์ และเมืองมโนไพรให้แก่ฝรั่งเศส

ปี 1907 สยามก็เสียมณฑลบูรพา ได้แก่ เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส

ปี 1909 สยามยอมยกไทรบุรี ปะลิส กลันตัน และตรังกานูให้อังกฤษ

และเมื่ออาณาจักรอินโดจีนของฝรั่งเศสและอาณานิคมมลายูของอังกฤษสมบูรณ์ครบถ้วนสมปรารถนาแล้ว อังกฤษและฝรั่งเศสก็เลิกตอแยกับสยาม และปฏิญญาอังกฤษ-ฝรั่งเศสฉบับนี้ก็สลายตัวไปโดยปริยายและมิได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงอีกเลยหลังจากสิ้นรัชกาลที่ 5 อังกฤษกับฝรั่งเศสต้องหันไปพะว้าพะวังกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ไกรฤกษ์ นานา. (มกราคม, 2560). ทำไมคนไทยถูกปิดบัง เบื้องหลังทฤษฎีสมคบคิด ตั้งสยามเป็นรัฐกันชน?. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 38 : ฉบับที่ 3.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 ธันวาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้อตกลงฉบับประวัติศาสตร์ของอังกฤษและฝรั่งเศส ให้ “สยาม” เป็น “รัฐกันชน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...