โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บอลโลกไม่รักษ์โลก? ศึก World Cup ในเมืองทะเลทราย โจทย์หินสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

TODAY

อัพเดต 24 พ.ย. 2565 เวลา 06.45 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2565 เวลา 06.45 น. • workpointTODAY

นับตั้งแต่ฟีฟ่าประกาศให้ประเทศกาตาร์เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 มีข้อกังขาเกิดขึ้นมากมาย

เมื่อกาตาร์ประกาศต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ในประเทศซึ่งสถานะรักร่วมเพศยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีแรงงานอพยพนับพันคนเสียชีวิตจากงานก่อสร้าง หรือประเด็นแฟนบอลไม่สามารถหาซื้อแอลกอฮอล์ได้

แต่ประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมากที่สุด คือการให้คำมั่นสัญญาต่อประชาคมโลก ว่าจะจัดการแข่งขันฟุตบอลที่ “เป็นกลางทางคาร์บอนครั้งแรกในประวัติศาสตร์”

แต่หลังจากผ่านการเปิดสนามมาเพียงไม่กี่วัน คำตอบจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมต่างตะโกนเป็นเอกฉันท์ว่า “ทำไม่ได้อย่างที่พูดแน่นอน”

ก่อนหน้านี้ ฟีฟ่าประเมินว่าการจัดบอลโลกปีนี้จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.6 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าบอลโลกที่รัสเซียในปี 2018 ถึง 2 เท่า หรือเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนของประเทศคองโกทั้งปี

แต่จะมีกระบวนการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) โดยการซื้อคาร์บอนเครดิตจาก Global Carbon Council และเงินที่ใช้จ่ายจะถูกนำไปหมุนเวียนต่อในโครงการพลังงานสะอาดทั่วตะวันออกกลาง

ฟีฟ่าเริ่มพูดถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือ Green Goal มาตั้งแต่ปี 2006 อย่างการสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ปี 2010

และล่าสุด ในเวที COP26 ฟีฟ่าประกาศอย่างยิ่งใหญ่ว่าจะบรรลุข้อตกลงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2040

การเดินทางของนักเตะและแฟนบอล ถือเป็นความท้าทายที่สุดของการจัดการคาร์บอน เมื่อคนทั้งโลกบินมายังจุดหมายปลายทางเดียวกัน ในประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียง 2.9 ล้านคน

โดยมีตัวเลขคาดการณ์ว่า 51% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดมาจากการเดินทาง แต่ตัวเลขนี้นับเฉพาะการเดินทางในกาตาร์ ไม่รวมถึงการเดินทางข้ามประเทศกว่า 160 เที่ยวบินต่อวันของผู้ชมที่ไม่สามารถหาที่พักในกาตาร์ได้ จึงต้องใช้บริการที่พักตามประเทศเพื่อนบ้าน เช่น คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ซาอุดีอาระเบีย

ถัดมาคือการสร้างสนามฟุตบอลและสถานที่ฝึกซ้อมคิดเป็น 25% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด

ด้วยข้อบังคับของการเป็นเจ้าภาพบอลโลกต้องมีสนามแข่งอย่างน้อย 8 แห่ง แต่กาตาร์มีสนาม Khalifa กลางกรุงโดฮาที่ถูกใช้แบบอเนกประสงค์เพียงแห่งเดียวมาตั้งแต่ปี 1976 ทำให้การสร้างสนามเพิ่มอีก 7 แห่งกลายเป็นมหกรรมปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง

เมื่อสนามฟุตบอลถูกใช้ประโยชน์ให้นักเตะโชว์ฝีแข้งเพียง 4 สัปดาห์ กาตาร์จึงพยายามออกแบบสนามให้รีไซเคิลได้ เช่น สนาม Ras Abu Aboud ความจุ 40,000 ที่นั่ง ประกอบขึ้นจากตู้คอนเทนเนอร์และถอดตู้เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อได้หลังงานจบ

ในขณะที่บางสนามอ้างว่าจะถูกเปลี่ยนไปเป็นโรงแรมบูติค แต่ต้องยอมรับว่าสนามฟุตบอลที่ถูกทิ้งร้าง เช่น ริโอเดอจาเนโร และ เอเธนส์ ยังคงเป็นแผลใหญ่ที่หลายประเทศลงทุนไปแบบได้ไม่คุ้มเสียมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ กาตาร์ปักหมุดการแข่งขันให้เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน เพราะตั้งใจหลีกเลี่ยงการเผชิญอากาศอันร้อนระอุ แม้อุณหภูมิจะลดลงจาก 50 องศาเซลเซียสในช่วงหน้าร้อน มาอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่ก็ยังถือว่าอบอ้าวในระดับที่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้นักเตะยุโรป

กาตาร์จึงสร้างสนามแข่งติดแอร์ถึง 7 แห่ง โดยวิศวกรคนดัง Saud Abdul Ghani ฉายา Dr Cool ได้ศึกษาระบบทำความเย็นในสนามฟุตบอลเพื่อลดอาการบาดเจ็บของนักเตะมากว่า 13 ปี จนออกมาเป็นเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ ที่พ่นลมเย็นใต้ที่นั่ง และมีระบบหมุนเวียนให้ความเย็นไม่ไหลออกนอกสนามแข่ง เหมือนมีฟองสบู่เย็นโอบล้อมอยู่

ในรอบไฟนอลที่สนาม Lusail มีการออกแบบทางสถาปัตย์ให้มีเหลี่ยมมุมโดยรอบ เพื่อให้เกิดร่มเงาในทุกจุด หลังจากประเมินว่าความร้อนตลอด 4 ชั่วโมงที่เกิดขึ้นจากผู้ชม 80,000 คนในสนาม จะเทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ทำงานพร้อมกัน 160,000 ตัว

การอัดฉีดความเย็นคงต้องทำแบบไม่ยั้งเพื่ออรรถรสในการรับชม และที่สำคัญ ต้องรักษาสมรรถนะร่างกายอันร้อนระอุของนักเตะให้ได้มากที่สุด

เมื่อพูดถึงสายตานับพันล้านคู่ที่จับจ้องลีลาของนักเตะทีมชาติคนโปรดบนหญ้าเขียวขจี อย่าลืมว่านี่คือการปลูกหญ้าบนดินแดนแห่งทะเลทราย

การทะนุถนอมหญ้าในหนึ่งสนามต้องใช้น้ำกลั่นถึง 10,000 ลิตรต่อวันในหน้าหนาว และเพิ่มเป็น 5 เท่าในหน้าร้อน

กาตาร์อ้างว่ามีการรีไซเคิลน้ำและลดการใช้น้ำถึง 40% เมื่อเทียบกับการแข่งขันปกติ แต่น้ำจืดเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการกลั่นจากโรงไฟฟ้าฟอสซิลเป็นหลัก และยังไม่นับการขนส่งหญ้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องนำคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาคำนวณด้วย

สุดท้ายแล้ว การซื้อคาร์บอนเครดิต 1.8 ล้านตันเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนมหาศาล หรือการปลูกต้นไม้หลักหมื่นต้น ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับสักเท่าไหร่ เพราะหลักการที่ง่ายที่สุดของการช่วยโลกร้อน คือการไม่ปล่อยคาร์บอนตั้งแต่แรกเริ่ม

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการนำเรื่องของฟุตบอลและโลกร้อนมาเจอกันอย่างเป็นรูปธรรม

บทเรียนของการตั้งเป้าหมายใหญ่แต่ทำไม่ได้จริง การพัฒนาเทคโนโลยีสร้างสนามแข่ง การสร้างความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับแฟนกีฬา และการเปิดรับผลประเมินจากองค์กรภายนอก คงถูกใช้อย่างเข้มข้นในการแข่งขันกีฬาระดับโลกต่อจากนี้

ด้านฟุตบอลยูโรก็ประกาศจัดการแข่งขันให้เป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 เช่นกัน เห็นได้จากการปล่อยแคมเปญให้แฟนบอลลดการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง:

https://www.theguardian.com/science/audio/2022/nov/22/will-the-qatar-world-cup-really-be-carbon-neutral

https://www.dw.com/en/is-the-qatar-fifa-world-cup-really-carbon-neutral/a-63753961

https://www.thenews.com.pk/latest/959264-qatars-dr-cool-a-force-behind-air-conditioning-of-world-cup-stadiums

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...