วิเคราะห์หุ้น IVL และ IRPC กับจุดเด่นที่เป็นโอกาสเข้าสะสม
2 หุ้นปิโตรเคมีฯ อย่าง IVL และ IRPC กับผลประกอบการปีนี้ที่ฟท้นตัวอย่างโดดเด่น โดยทั้ง 2 หลักทรัพย์นั้น ในปีนี้คาดจะมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น ขณะที่ครึ่งปีหลัง 2564 ยังมีปัจจัยบวกรอรับผลประกอบการ ซึ่งจะเป็นอย่างไรบทความนี้มีคำตอบ
เริ่มจาก IVLโดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าที่ประเทศจีน ทำให้รัฐบาลจีนสั่งลดกำลังการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมฯลงเฉลี่ย 30% ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือน ก.ย. โดยเฉพาะโรงงานปิโตรเคมี ฝ่ายวิจัยฯ บล. เคจีไอ (ไต้หวัน) ประเมินว่าจะส่งผลให้ราคาปิโตรเคมีที่มีฐานการผลิตใหญ่ที่จีนปรับขึ้น โดยเฉพาะ PTA-PET (ผลิตภัณฑ์หลักของ IVL) โดยให้เป้าพื้นฐาน 57 บาท
ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าที่จีนจะกลับมารุนแรงอีกครั้งในเดือน ธ.ค. โดยจากประเด็นนโยบายด้านพลังงานของจีนทั้งระยะสั้นและระยะยาว คาดมีโอกาสที่จะเกิดการย้ายฐานการผลิต เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมฯ (AMATA*, WHA*) และการกักเก็บพลังงานไฟฟ้า เป็นบวกหุ้นที่ทำ Energy storage (GPSC*, BCPG*, BANPU*)
ทางด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดแนวโน้มการดําเนินงานในครึ่งปีหลังของ IVL ยังดีต่อเนื่อง โดยกลุ่ม Pet คาดว่าปริมาณขายเพิ่มขึ้นทั้งจากความต้องการที่มากขึ้น และการ restock จากอุปทานตึงตัวโดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐที่ได้รับผลจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งทำให้ส่วนต่างราคาในยุโรปและสหรัฐดีขึ้น แต่อาจไม่ได้รับผลบวกเต็มที่จากปัจจัยดังกล่าวเนื่องจากเป็นการขายแบบสัญญาระยะยาวราว 75-80% ของ ยอดขายในภูมิภาคดังกล่าว แต่หากส่วนต่างราคาเอเชียคาดลดลง ส่วนกลุ่ม IOD คาดในส่วน Cracker จะกลับมาผลิตอีกครั้ง ในส่วนของ Lake Charles รวมถึงปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ กลุ่ม Fiber คาดว่ากลุ่ม lifestyle และ Mobility จะกลับมาดีขึ้นจากเศรษฐกิจในเอเชียที่กลับมาฟื้นตัวรวมถึงผลบวกจากยอดขายในกลุ่มรถยนต์ที่ฟื้นตัว ขณะที่กลุ่ม hygiene ยังดี โดยคาดการดําเนินงานปี 2564 จะเติบโตมากจากปริมาณและสวนต่างราคาขายที่ดีขึ้น ดังนั้นประมาณการกําไรสุทธิปีนี้ที่ระดับ 22,949 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ 2,414.28 ล้านบาท
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรสุทธิจากการดำเนินงานใครึ่งหลังปี 2564 จะโตขึ้นเป็น 10,000 -11,000 ล้านบาท โดยคาดการเติบโตของกำไรสุทธิของ IVL จะยังอยู่ในระดับสูง ในช่วงดังกล่าว โดยได้ปัจจัยผลักดันจาก PET-PTA margin ที่ดีต่อเนื่องในตลาดตะวันตก (ยุโรปและทวีปอเมริกา), PET-PTA margin ที่กำลังดีขึ้นในเอเชีย, และ Product margin ที่ดีของกลุ่ม Integrated Oxide and Derivatives (IOD)แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 62 บาท
ขณะที่ IRPC โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 4.6 บาท โดยค่าการกลั่นของ IRPC น่าจะฟื้นแรงในไตรมาส 4/64 จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปกึ่งหนักกึ่งเบาและน้ำมันเตาตามฤดูกาลที่แข็งแกร่ง ขณะที่ค่าสเปรด ABS อาจลดได้ในไตรมาส 4/64 จากอุปทานเพิ่มขึ้น แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2553-2563
ด้านนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ถือ เป้าหมาย 4.0บาทต่อหุ้น (จาก3.9บาท) โดย IRPC มีโครงการลงทุนสองโครงการ: Euro V และบริษัทผ้า non-woven โดย Euro V มีความคืบหน้า 11% โครงการนี้จะเปลี่ยนจากดีเซลกัมมะถันสูงเป็นต่ำ มีกำหนดแล้วเสร็จในม.ค. 2567และเพิ่ม GIM US$1.0-1.5/bbl (อ้างอิงส่วนต่างดีเซลที่ US$10/bbl) IRPC เพิ่งทำสัญญาก่อสร้างแบบ EPC แล้วเสร็จ
ดังนั้นสถานการณ์โควิดจะไม่กระทบกรอบเวลาการก่อสร้าง ส่วนบริษัทผ้า non-woven จะเป็น JV ระหว่าง IRPC (60%) และ PTT (60% ผ่าน Innobic) กำลังการผลิต 2.1kta ซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายปี 64ผลิตภัณฑ์จะเป็นผ้า non-woven ขายให้กับผู้แปรรูป คาด IRPC รับรู้กำไร 10-20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่มีนัยสำคัญ ดังนั้นการดำเนินงานปัจจุบันของ IRPC พึ่งพาการฟื้นตัวค่าการกลั่นและส่วนต่างปิโตร ซึ่งเราระมัดระวังทั้งสองอย่าง
ขณะที่ส่วนเพิ่มน้ำมันดิบเพิ่มสู่ 2.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 3 จาก 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 2 ส่วนต่างปิโตรเลียมลดลงจากไตรมาส 2 ทุกผลิตภัณฑ์ยกเว้นน้ำมันเบนซิน โดย IRPC ลดการกลั่นน้ำมันอากาศยานลงสู่ 2% จาก 10% คาดค่าการกลั่นตลาดจะลดลงเป็น 1.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 2.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 2
ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี ส่วนต่าง PP ลดลง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และส่วนต่าง HDPE (pipe grade) ลดลง70 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนต่าง ABS ลดลง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็น 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
คาดส่วนต่างรวมตลาด (GIM) ลดลงสู่ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก 15.7ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 2 ซึ่ง IRPC บันทึก premium on sales 2.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และส่วนเพิ่มนี้ทำให้ราคาขายในไตรมาส 2 ผันผวนและสูงกว่าตลาด spot คาดกำไรสต๊อก 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ GIM ทางบัญชีเป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาส 3 สะท้อนกำไรสุทธิ 2.0 พันล้านบาท ลดจากไตรมาส 2/64 ที่อยู่ระดับ 4.6พันล้านบาท โดยคาดทั้งปี 2564 มีกำไรสุทธิ 14,415 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในปี 2563 ที่ระดับ 6,151.70 ล้านบาท