โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เจมส์จิ'ตั้งเป้าเพื่อครอบครัวชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูกวางแผนละเอียดจนเพื่อนทึ่ง!

แนวหน้า

เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 17.00 น.

พบกับบทบาทคุณพ่อมือใหม่สุดอบอุ่นของ "เจมส์ จิรายุ" ในรายการ My Daddy James ที่จะพาคุณไปค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน รายการของคุณพ่อสายเนิร์ดที่สงสัยทุกเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ไม่ได้มาสอนให้เลี้ยงลูกแต่มาถามในสิ่งที่พ่อแม่สงสัย ผ่านมุมมองของพ่อมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้ไปพร้อมลูก เผยเบื้องหลังการเลี้ยงลูกแบบไม่มีพี่เลี้ยง ต้องแบ่งหน้าที่และให้กำลังใจกันทุกวัน พร้อมชวนคุยกับผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง เพื่อที่จะหาคำตอบไปพร้อมกัน โดยประเดิม EP แรก ชวนพี่ชายสุดที่รัก “เป๊ก เปรมณัช” พ่อลูกหนึ่งประสบการณ์แน่น และ “เกรท วรินทร” มาล้อมวงคุยเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องเจอ แล้วมาเรียนรู้การเป็น Best Version ของความเป็นพ่อไปพร้อมกัน

มองเจมส์จิเป็นคนยังไง ?

เป๊ก เปรมณัช : แล้วที่สำคัญในมุมที่อยากจะทำอะไร ก็จะตั้งใจโฟกัสจริง ๆ หรืออะไรที่รู้สึกว่าในเรื่องของตัวเลขในเรื่องบัญชี สมมติว่าคุยกันเรื่องของคนดีที่ไหน จะปรึกษาใคร คุยกับเจมส์ เจมส์สามารถทำ Excel นู้นนั่นนี่ได้เลย

เกรท วรินทร : เจมส์เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เรียกว่ามีความเนิร์ด หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแบบนี้ สมมติว่าเวลาเราคุยกันประมาณนี้ แล้วสักพักเจมส์ก็จะแบบว่า พี่เกรท ผมว่าแบบนี้ แล้วมันจะเอา iPad ขึ้นมาตั้งแล้วมันก็จะมีปากกาที่จิ้ม iPad มาแบบเลื่อน ๆ ให้ดูว่าต้องเป็นแบบนี้ คือเจมส์เรียกว่ามีความใส่ใจรายละเอียดดีเทลในส่วนตรงนี้ แล้วเป็นคนลักษณะนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว

ที่มาของชื่อ "น้องพบรัก" ?

เจมส์จิ : ชื่อนี้เป็นชื่อที่แม่เขา (โฟม) เป็นคนตั้งครับ บ้านนี้ชอบชื่อไทย ๆ อย่างหมาที่บ้านชื่อ คิดถึง, หวานใจ และแสนดี ชอบชื่อแบบไทย ๆ ที่มันมีความหมายน่ารัก ๆ แล้วตอนนั้นเขาก็มีชื่อในใจที่แบบคุยกันมาตั้งแต่คบกันแรก ๆ จริง ๆ มีทั้งชื่อผู้ชายและผู้หญิง พอมาจบเลยก็ได้ตกลงชื่อนี้ โดยที่ชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกันคือ "พบรัก" แต่ในอนาคตไม่ว่าเพื่อนจะเรียก ”พบ” หรือ ”รัก” หรือว่าอะไรก็แล้วแต่เขา แต่ว่าเราตั้งแค่ว่าชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกัน

ความรู้สึกเมื่อรู้ว่า เจมส์ จะได้เป็นพ่อคน ?

เกรท วรินทร : คือวันนั้นไปดูละครเวทีด้วยกัน แล้วโฟมก็ตั้งกล้อง แล้วก็บอกว่าจะมีลูกแล้ว ตอนนั้นใจผมไม่ได้ตกใจมากแต่ผมช็อก มีความอึ้ง ๆ นิดหนึ่งในใจว่า เฮ้ย! น้องเราจะมีลูกแล้วจริง ๆ เหรอ เป็นพ่อคนแล้วจริง ๆ เหรอ ในใจรู้สึกว่าเขาได้ก้าวข้ามความแบบสิ่งเดิม ๆ ที่เคยอยู่ แล้ววันหนึ่งเหมือนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นพ่อคน แล้ววันนั้นก็เลยแบบดีใจด้วย

เป๊ก เปรมณัช : เพราะชีวิตเจมส์มันดราม่ากว่าที่คิด ความจริงของพระเอกที่เราทุกคนเข้าใจ ว่ามีชีวิตแบบนี้เหรอ ชีวิตดารามันจะลำบากขนาดไหน การใช้ชีวิตของเขา หรือการจะมีความรักสักครั้งหนึ่งโคตรลำบากเลย แต่เขาก็เลือกผู้หญิงคนนี้มาเป็นภรรยาในอนาคตให้ได้ แล้วพอได้มาแต่งงาน แฮปปี้ในโมเมนต์นั้นแล้ว ซึ่งแค่ดีเทลในการจัดงานแต่งงานก็ต้องพิเศษมาก ต้องไม่เหมือนใคร รู้สึกว่าจะต้องคัดคนแค่นี้ เพื่อไปในสเปซของเขาสองคนที่แบบแค่นี้เท่านั้น ก็ต้องไปจัดที่สวนผึ้ง แล้วโมเมนต์นั้นก็ดีมาก รู้สึกว่านั่นคือการให้ความสำคัญของแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งในเรื่องของการแต่งงาน นั่นแหละคือชีวิตคู่ แต่ว่ามาสเต็ปต่อไปที่การจะมีลูกอีก

เรื่องการวางแผนมีลูก ?

เจมส์จิ : จริง ๆ หมายถึงว่าคือการมีลูกเรามีการแพลนกันไว้ ตอนแรกแพลนไว้ไม่ใช่คลอดตอนนี้ที่ทุกคนเห็น แต่คิดว่าน่าจะเป็นคลอดช่วงยปี 2026 หรือ 2027 อีกทีหนึ่ง ก็คือกะว่าจะไปเที่ยวไปใช้ชีวิต แต่อยู่ดี ๆ ก็มาก่อน ตอนแรกก็คิดว่าจะตั้งตัวกันไม่ทัน แล้วก็มีความกังวลประมาณหนึ่ง ว่าเตรียมตัวทันไหม ทำทุกอย่างทันไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน เรื่องของครอบครัว เรื่องชีวิตคู่ของเรา เพราะว่าตอนแรกที่คุยกัน ตอนตั้งใจที่จะมีลูก เราควรจะไปเที่ยวกันก่อนไหม เพราะว่าตอนนั้นโฟมเขาบอกว่า ถ้าเรามีลูกการเที่ยวของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในวันที่มีลูกรู้สึกยังไง ?

เป๊ก เปรมณัช : ในมุมเราคือก็ต้องเริ่มจากคู่ก่อนนะ ไม่รู้ในมุมของพี่นะคือเราใช้ชีวิตคู่กับเขามา 10 กว่าปี นิว มันแบบผ่านพ้นกันมาหลากหลายรูปแบบหลายประสบการณ์มาก แต่พอมาถึงโมเมนต์นั้น มันเหมือนแบบจุดศูนย์กลางของโลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงใหม่ของโลกมาปะทะ แรงปะทะนั้นก็ทำให้น้ำตาไหล โมเมนต์วันนั้นวุ่นวายมาก เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่จะทำให้เราอยากใช้ชีวิตเพื่อเขา เราจะเปลี่ยนอยากเป็นตัวอย่างตัวที่ดีมากขึ้น เพราะสุดท้ายเราคือต้นแบบของเขาในอนาคต แต่วันนี้คือสายโลหิตของเราที่เชื่อมต่อ นี่โยงไปถึงวงศ์ตระกูลของเรา มันตื้นตัน แล้วสุดท้ายก็ร้องไห้ออกมา

เจมส์จิ : คือของผมกลับไปโฟกัสที่แม่ก่อน คือโฟมเขาเป็นคนที่กลัวเข็มอยู่แล้ว เราก็รู้ว่าเขากลัวการผ่าตัด กลัวเข็ม ก็เลยพยายามเอาใจเราไปอยู่ที่เขาก่อน ทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกว่าโอเค แต่เอาจริง ๆ ก็ตื่นเต้น แต่แม่เขาบอกว่าพ่อมือเย็นมาก ลูกเราก็กังวลอยู่ว่าจะปลอดภัยไหมและครบ 32 ไหม พอเราอยู่ในห้องนั้นสักพักหนึ่ง แล้วตอนที่เราปรึกษากับคุณหมอ ทุกอย่างตอนอัลตราซาวด์ดูดีหมดก็รู้สึกว่าโอเค โอกาสที่จะปลอดภัยสูง แต่พอจังหวะที่ผมได้ยินเสียงลูกครั้งแรกตอนนั้นก็ตื่นเต้นนะมันคือ lifetime project มันคือสิ่งที่เราไม่สามารถทิ้งไว้ได้แล้ว ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว เราละทิ้งหน้าที่การเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ แต่ความมหัศจรรย์คือ ผมรู้สึกว่าค่อย ๆ รักขึ้นเรื่อย ๆ คือผมไม่ได้แบบพุ่งขึ้นมาทันทีแต่มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เกือบเดือนแล้ว ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างชิล แต่ว่าพอมองหน้าเขาไปเรื่อย ๆ มันเริ่มมีความเป็นห่วง ต้องการเทคแคร์ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากก็คือว่า เรามองหน้าเขา แล้วเพลินได้ทั้งวัน มันมีโมเมนต์แบบนั้นจริง ๆ

เป๊ก เปรมณัช : ก็เหมือนที่พี่บอก สิ่งมีชีวิตที่เอาเท้ามาแตะหน้าเรา แล้วเรารู้สึกดี ถ้าเป็นคนอื่นเอาเท้ามาแตะหน้าเรา มันคงไม่รู้สึกดีแบบนี้ แต่พอเป็นลูกเรา มันรู้สึกละมุน มันไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว นอกจากลูกของเรา แตะแล้วก็อยากดม อยากจะคลอเคลีย มันเป็นความรู้สึกที่เต็มอิ่มมาก มองหน้าเขา ป้อนข้าวเขา แค่อุ้มเขา หัวเขาเกือบจะตกเตียง ก็แบบ “อย่าตื่นนะ อย่าตื่นนะ”แล้วก็ยกเขาขึ้นมา ถ้าจะลงไปข้างล่างไปคุยกับแม่ ก็ต้องคอยดูว่าเขาดิ้นไหม ดิ้นไปทางซ้ายหรือเปล่า จะตกเตียงไหม คอยไปเช็ก

มองว่า เจมส์จิ จะเป็นคุณพ่อแบบไหน ?

เป๊ก เปรมณัช : โคตรดี เนิร์ด รับผิดชอบ โฟกัส ฉะนั้นทุกอย่างพวกนี้ เขาจะศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างในการเลี้ยงลูก จะไม่ทำให้ภรรยาของเขาจะต้องเคว้งคว้างเดียวดาย จะคอยประคบประหงม และเป็นกำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แล้วเขาจะอดทน เจมส์เป็นคนที่นิ่ง สงบ มองการไกล ฉะนั้นเขาจะอดทน ไม่ว่าสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ เพราะสิ่งที่อาจจะปรี๊ดขึ้นมาอาจจะไม่ใช่เขา อาจจะเป็นภรรยาที่หงุดหงิด Mama Blues อะไรอย่างนี้ แล้วจริงๆเป็นแบบนั้นไหม ?

เจมส์จิ : ผมจะเม้าส์นิดหนึ่ง ตั้งแต่โฟมเขามีลูกมา เขาเป็นสายซอฟต์มากเลยนะ เปลี่ยนเลย ซึ่งเมื่อก่อนเขาจะเป็นแนว คือมีประสบการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบ้านมีปัญหาเยอะแยะมากมายซึ่งเมื่อก่อนเขาจะ พ่อทำไมมันเป็นแบบนี้! แต่พอมีลูกเขาก็จะแบบ อ๋อเหรอ แค่นี้เลย

มองเจมส์จิเป็นคุณพ่อที่ดีไหม ?

เป๊ก เปรมณัช : ผมไม่ได้บอกว่าใครคือพ่อที่แย่ หรือพ่อที่ดี ผมก็ไม่ได้บอกว่าตัวเราแย่หรือดี แต่แค่เรารู้สึกว่า แค่ทำทุกวันให้มันเป็น best version ของตัวเอง คือมันจะมีการปรับเปลี่ยนตัวเองว่า อันนี้ยังไม่ดี จะค่อย ๆ ปรับเพื่อภรรยา หรือเพื่อลูก แบ่งเวลามากขึ้น ใส่ใจตัวเอง ให้ความสำคัญกับลูก มันจะค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย ๆ แต่พี่ว่าเจมส์ เมื่อเป็นคนที่รวมทุกอย่างแล้ว อย่างที่เมื่อกี้บอก ทั้งเนิร์ด ทั้งมองการณ์ไกล ทั้งอดทน มันก็เลยรู้สึกว่านั่นคือคุณสมบัติบางอย่างที่ความเป็นพ่อพึงจะมีแล้ว

เกรท วรินทร : เจมส์เป็นคนที่เวลาทำอะไร จะเป็นคนเตรียมพร้อม เป็นคนหาข้อมูล ถ้าถามพี่ พี่ก็รู้สึกว่า น่าจะมีคุณสมบัติพื้นฐานของคุณพ่อที่ดีเพรียบพร้อมอยู่แล้ว ส่วนสถานการณ์ที่จะไปเจอข้างหน้า พี่ว่าเจก็น่าจะปรับตัวได้แน่นอน

เป๊ก เปรมณัช : อีกมุมหนึ่งคือเรื่องการบริหารจัดการ ถ้าเราคุยกันในคนดีที่ไหน เช่น ทำไมเราถึงคุยกับเกรทหรือคุยกับเจมส์ เจมส์จะค่อย ๆ วางฟังชันก์ วางซีเควนซ์ ว่ามันต้องยังงี้ มันคือการบริหารตัวเอง บริหารครอบครัว แล้วก็บริหารวินัย ตื่นมาวิ่ง กลับมาดูแลลูก ถ้าแบ่งเวลาได้ดีแล้ว ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะไม่ค่อยมีปัญหา ทุกอย่างจะเกิด flow ในชีวิต

อยากเป็นคุณพ่อแบบไหน ?

เจมส์จิ : อยากเป็นคุณพ่อที่หล่อมากครับแค่นั้น คือผมตอบเล่น ๆ คือมันเป็นการพูดเล่น ๆ ว่าแบบหล่อมาก ๆ แต่มันก็มีความจริงอยู่ในนั้น อย่างรายการนี้ชื่อว่า My Daddy พอภรรยาตั้งครรภ์ มันมีอันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุดอะไรที่เรายังไม่ดีควรพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าที่การงาน เรื่องคู่ชีวิต เรื่องครอบครัว ทุกอย่างเลย แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราจะเป็น best version เหมือนที่พี่พูด เราก็ต้องมีวินัยมากขึ้น แล้วก็ต้องมีพัฒนาการค่อนข้างเยอะแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ลูกเกิดมาแล้วภูมิใจในตัวเรา แล้วก็อยากให้ภรรยาภูมิใจในตัวเราแบบว่า “ลูกใครอ๋อ นี่ไง My Daddy James อะไรอย่างนี้ คืออยากให้เขารู้สึกภูมิใจนั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเรื่องออกกำลังกาย อะไรต่าง ๆ หรือเรื่องงาน พยายามทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายลูกหรือภรรยาจะสนใจสิ่งที่เราทำไหม แต่แค่ทำไว้เหมือนตั้ง goal ไว้ ถ้าเขาหันมาบอกว่า ภูมิใจที่มีพ่อแบบนี้หรือภูมิใจที่มีสามีแบบนี้ ผมก็จบแล้ว หรือถ้าเขาไม่สนใจก็จะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันไหน เขาอาจจะกำลังเล่นอยู่ แล้วหันมามองผมก็ถือว่า Complete goal ของผม

ตั้งแต่เลี้ยงลูกมารู้สึกว่าทักษะไหนเราทำสิ่งนี้ได้ดี?

เจมส์จิ : ยังไม่มี

เป๊ก เปรมณัช : จริง ๆ ผมก็ยกมือเลยว่ายังแพ้เมียราบคาบทุกอย่าง จนถึงทุกวันนี้ การให้พลัง ความรัก การเลี้ยงดู การเอาใจใส่ของเพศแม่จริง ๆ แต่เราก็รู้สึกว่าต้องคอยอยู่ข้าง ๆ ให้กำลังใจเขา แล้วก็ทำให้ดีที่สุดในเวอร์ชันของเรา

เจมส์จิ : อย่างของผม ตอนนี้ทำทุกอย่างได้แล้วไม่เคอะเขิน หมายถึง เปลี่ยนแพมเพิร์ส อาบน้ำ ให้นม กล่อม ก็สามารถทำได้หมดหยิบจับได้ถนัดมือ จริง ๆ ผมไม่ได้โฟกัสเรื่องนั้น ผมคุยกับเขาตั้งแต่แรกเลยว่า แม่อยากเลี้ยงลูกยังไงลองเลี้ยงเต็มที่ก่อนเลย เพราะพ่อจะเป็นคนซัพพอร์ตอย่างเดียว สมมติว่าเขาอยากอุ้มลูกให้นมลูกอยากทำอะไรทำได้เลย เมื่อไหร่ที่เขาไม่ไหวก็บอกผม เดี๋ยวผมเข้าไปชาร์จได้เข้าไปเสียบได้ เหมือนเป็นตัวแทนของแม่อีกคนหนึ่ง คือผมคิดอย่างนี้เรื่องการวางแผนถ้าเกิดว่าเราไปก้าวก่ายเยอะ ๆ ก็ไม่รู้ไงว่าจังหวะอารมณ์ของแม่เป็นยังไง เขาห่วงลูกไหม เขายังอยากเลี้ยงลูกไหม ลูกคนแรก หรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าเราไปช่วยในจังหวะที่ควรช่วย มันก็อาจจะเป็นอารมณ์ที่ดีกว่า แล้วมันทำให้แม่กับลูกฟีลดี พ่อก็ฟีลดี แล้วครอบครัวโดยรวมมันก็อาจจะฟีลลิ่งดี อันนี้ในไอเดียผม

แบ่งหน้าที่ระหว่างพ่อกับแม่ยังไง ?

เจมส์จิ : แต่บ้านผมไม่มีพี่เลี้ยง เลี้ยงกันเองสองคน ส่วนใหญ่คุณแม่เขาจะดูช่วงกลางคืน
แต่ผมก็จะลุกมาเปลี่ยนแพมเพิร์สบ้าง แต่แม่ยังบอกเลยว่าถ้าเสียงลูกร้อง ผมแทบไม่ลุก กลางคืนผมนี่แบบว่า ลูกร้องไม่ลุกเลยนะ แต่ทุกคืนมันจะมีเสียงนี้ “พ่อลูกเริ่มร้องแล้วนะ” แล้วแม่ก็เข้าไปอุ้ม แล้วแม่ก็จะบอกว่า “พ่อเปลี่ยนแพมเพิร์สหน่อย อึแล้ว” ผมก็แบบโอเค ๆ มาเปลี่ยนแพมเพิร์สเสร็จเรียบร้อย แล้วผมก็ไปนอนต่อ แม่ก็ให้นมต่อ

ตั้งแต่เลี้ยงลูกมาอะไรยากที่สุด ?

เจมส์จิ : จริง ๆ ไม่ได้ยากมาก แต่ก่อนหน้านี้คนรอบตัวบอกตลอดว่า ลองหาพี่เลี้ยงไว้ก่อน เพราะลูกจะตื่นทุก 3 ชั่วโมง จะไม่ได้นอน จะเหนื่อยมาก แล้วก็ถามว่าเลี้ยงกันไหวไหม ตอนนั้นก็นั่งคุยกัน สุดท้ายแม่เขาตั้งใจว่าอยากเลี้ยงลูกเอง แต่เรื่องความยากผมว่ามันขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละคน ถ้าปรับตัวได้ไว มันก็อาจไม่ใช่เรื่องยาก

ใครเห่อลูกมากว่ากัน ?

เจมส์จิ : ภรรยาเห่อกว่า

โฟม (ภรรยา) : เจมส์เห่อกว่า มือเย็นเลย

เกรท วรินทร : เจมส์เป็นคนตื่นเต้นแต่สามารถเก็บอาการไว้ได้

มีความกังวลอะไรอีกไหม ?

เจมส์จิ : มีอยู่แล้ว ผมจะผิดหวังอย่างเดียว ผิดหวังกับตัวเอง ถ้าโฟมรู้สึกแย่ ผมจะรู้สึกว่าผมทำอะไรไม่ดีพอ หรือถ้าลูกรู้สึกไม่ดีกับเรา ผมก็จะถามตัวเองว่าทำไมเราทำได้ไม่ดี แต่ผมไม่คาดหวังกับคนอื่น ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ผมแค่ทำตัวเองให้ดีที่สุดก่อน แล้วรอดู reaction เขา ผมมีสมการในการใช้ชีวิตว่า ความสุข = สิ่งที่คาดหวัง – สิ่งที่ได้ ถ้าลดความคาดหวังลงความสุขก็จะมากขึ้น

เป๊ก เปรมณัช : แต่ที่ความกังวลจะเกิดขึ้นโดยที่เจมส์ยังไม่รู้ คืออะไรรู้ไหมลูกป่วย ยังไม่เจอใช่ไหมนี่แหล่ะเราจะกังวลที่สุด มีเรื่องของความคาดหวังและอนาคตที่ยังมองไม่เห็น สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือดูแลไม่ให้ป่วย ป้องกันหรือเตรียมการยังไง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...