สนค.ถอดรหัสความสำเร็จเนื้อวากิวญี่ปุ่น หนุนโคเนื้อไทยนำปรับใช้
สนค.ถอดรหัสความสำเร็จอุตสาหกรรมโคเนื้อญี่ปุ่น แม้ไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ แต่สามารถวางตำแหน่งเนื้อโคในตลาดระดับพรีเมียมได้ และขายได้ราคาสูงเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เผยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับปรับปรุง ขยายพันธุ์ คุมคุณภาพ คุมการแปรรูป ความปลอดภัย สร้างแบรนด์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ แนะไทยศึกษา นำปรับใช้ อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยโตแน่ ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ได้เป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อโครายใหญ่ในเชิงปริมาณ แต่สามารถวางตำแหน่งเนื้อโคส่งออกในตลาดระดับพรีเมียม มีราคาส่งออกต่อหน่วยสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก สะท้อนความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านคุณภาพ มาตรฐาน และภาพลักษณ์ของสินค้า
โดยในการส่งออกเนื้อโคสดหรือแช่เย็นของญี่ปุ่น พบว่า มีราคาต่อหน่วย 45,251 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นราคาต่อหน่วยที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก เช่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ที่มีราคา 11,376 10,421 และ 8,338 เหรียญสหรัฐต่อตันตามลำดับ และเนื้อโคแช่แข็ง มีราคาต่อหน่วย 38,269 เหรียญสหรัฐต่อตัน สูงกว่าคู่แข่งในตลาดโลกอย่างชัดเจน เทียบกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และบราซิล ที่มีราคา 8,187 5,317 และ 4,478 เหรียญสหรัฐต่อตัน
สำหรับหัวใจของความสำเร็จ คือ การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าอย่างบูรณาการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในส่วนต้นน้ำ ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและขยายพันธุ์ ควบคุมคุณภาพและสุขภาพสัตว์อย่างเข้มงวด นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ IoT มาใช้จัดการฟาร์ม และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบคลัสเตอร์ ขั้นกลางน้ำ ครอบคลุมการแปรรูป จัดระดับคุณภาพ และควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร รวมถึงใช้ระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า สำหรับขั้นปลายน้ำ เน้นการสร้างแบรนด์และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผ่านเครื่องหมายรับรองเนื้อวากิวสากล (Universal Wagyu Mark) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ช่วยยืนยันแหล่งที่มาและคุณภาพสินค้าอย่างโปร่งใส
“สะท้อนว่า แม้ญี่ปุ่นจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่การเลี้ยง แต่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อให้มีมูลค่าสูงและแข่งขันได้ในตลาดโลก ผ่านการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เน้นการเพิ่มมูลค่ามากกว่าเพิ่มปริมาณ ซึ่งแนวทางดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้กับไทย ก็จะทำให้อุตสาหกรรมโคเนื้อของไทย มีการพัฒนามากขึ้น สามารถที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโคมีชีวิตและโคเนื้อในตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดศักยภาพสูง เช่น จีนและตะวันออกกลางได้ และปัจจุบัน การผลิตโคเนื้อของไทย มีคุณภาพ มาตรฐาน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ ได้รับการยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ก็อยากจะเชิญชวนคนไทยให้บริโภคเนื้อโคไทย เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการผลิตเนื้อโคคุณภาพให้มีความมั่นคงทางรายได้ และเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป”นายนันทพงษ์กล่าว
ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกโคมีชีวิต (พิกัดศุลกากร 0102) 548,594 ตัว มูลค่า 351.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 182.6% คิดเป็นเงินบาท 11,474.3 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ คือ เวียดนาม สปป.ลาว และมาเลเซีย มีสัดส่วน 66.0% 25.6% และ 8.1% ของมูลค่าการส่งออกโคมีชีวิตของไทยตามลำดับ และมีการนำเข้าเนื้อโค (พิกัดศุลกากร 0201 และ 0202) ปริมาณ 32,257.3 ตัน มูลค่า 312.45 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 22.5% คิดเป็นเงินบาท 10,372.8 ล้านบาท โดยไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ มีสัดส่วน 81.3% 9.7% และ 7.3% ของมูลค่าการนำเข้าเนื้อโคของไทยตามลำดับ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ศรเทพ ธัมวาสร ที่ปรึกษา สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีโคเนื้อประมาณ 9.4-9.9 ล้านตัว โดยโคขุนคุณภาพสูงมีสัดส่วนเพียง 7% สำหรับปัญหาหลักที่ขัดขวางการส่งออก คือ “โรคระบาด” และความไม่สม่ำเสมอของมาตรฐานการเลี้ยงแบบรายย่อยที่ขาดการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และมีข้อเสนอการพัฒนาสู่ความเชื่อมั่นระดับสากล ดังนี้ (1) การจัดการพันธุกรรมด้วยระบบสามสายเลือด พัฒนาลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ยุโรปและพื้นเมืองบราห์มันร่วมกันกับสายพันธุ์วากิว โดยรักษาลักษณะดีเด่นของลูกผสม (ค่า Heterosis) ไว้ที่ 67% เพื่อให้ได้โคที่แข็งแรง เติบโตเร็ว และมีคุณภาพเนื้อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทุกระดับ (2) การจัดทำพื้นที่ Sandbox ในรูปแบบ “นิคมอุตสาหกรรมโคเนื้อเกรดพรีเมียม” ยกระดับการผลิตจากฟาร์มกระจัดกระจายสู่การบริหารจัดการพื้นที่แบบนิคมปิด (Zoning) เพื่อสร้างเขตปลอดโรคระบาดที่เป็นมาตรฐานสากล และสามารถบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานฟาร์มคุณภาพ (GAP/GFM) ได้เบ็ดเสร็จ 100% สร้างความมั่นใจว่าเนื้อโคไทยมีความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย AI และ IoT (3) การผลิตแบบ Zero Waste และความยั่งยืน โดยบูรณาการระบบ Sandbox เข้ากับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เปลี่ยนมูลสัตว์จากนิคมให้เป็นก๊าซชีวภาพ (Biogas) และพลังงานไฟฟ้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ “Green & Clean Beef” ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าในเวทีโลก และ (4) ความสม่ำเสมอด้วยระบบอาหารแม่นยำ (Total Mixed Ration: TMR) ใช้ระบบอาหารผสมเสร็จควบคุมโภชนาการ เพื่อให้เนื้อโคในนิคม Sandbox มีคุณภาพสม่ำเสมอ
นายสิทธิพร บุรณนัฏ อุปนายกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในด้านการตลาด เราเสียตลาดโมเดิร์นเทรดให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จากการเปิดเสรีการค้า โดยทั้งสองประเทศส่งเนื้อโคกินหญ้า (Grass Fed) ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าวัวที่กินธัญพืช (Grain Fed) และขุนนานไม่เกิน 4 เดือนเข้ามาตีตลาดไทย แต่ประเทศไทยมีระบบน้ำในการปลูกหญ้าที่สมบูรณ์กว่า และเรามีผลพลอยได้ (By Product) คือกากมันจากโรงผลิตแป้งซึ่งมีต้นทุนต่ำ สามารถนำมาหมักยีสต์เพื่อเพิ่มโปรตีน และใช้เสริมในการขุนให้กับโคกินหญ้าเพื่อให้โตไว แต่ปัญหาของเราคือขาดการรวมกลุ่มผลิตอย่างจริงจัง ปัจจุบันเรามีสหกรณ์ที่ผลิตเนื้อโคพรีเมียมที่ต้องใช้เวลาขุนที่ยาวกว่า ทั้งนี้ หากคิดราคาต้นทุนวัวกินหญ้าที่หน้าคอกจะอยู่ที่ 70 บาท/กิโลกรัม เมื่อรวมค่าขนส่งถึงโรงฆ่าอีก 10 บาท/กิโลกรัม ราคาจะอยู่ที่ 80 บาท/กิโลกรัม จึงเป็นราคาที่เราแข่งขันได้ ซึ่งเนื้อวัวออสเตรเลียมีราคาเฉลี่ยทุกชิ้นส่วนเมื่อส่งถึงโมเดิร์นเทรดอยู่ที่ 320-350 บาท/กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าประเทศไทยเพิ่มพื้นที่ในเขตชลประทานเพื่อเลี้ยงวัวกินหญ้าก็จะสามารถแข่งขันได้
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO