หนาวแน่! ถ้าเลือกใหม่
ครับ…
กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งล็อตแรก เป็นล็อตใหญ่ ๓๙๖ คน
เหลืออีกแค่ ๔ คน ที่ยังมีปัญหา ประกอบด้วย
พะเยา เขต ๑ นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม
สุพรรณบุรี เขต ๒ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย
จันทบุรี เขต ๑ นายสุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย
จันทบุรี เขต ๒ นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย
ทั้ง ๓๙๖ คน ไปรายงานตัวได้ที่อาคารรัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป
แต่จำนวน สส.เท่านี้ยังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ครับ ต้องรอ กกต.ประกาศรับรอง สส.ได้เกินกว่า ๙๕% เสียก่อน ถึงจะเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาได้
คือต้องได้ สส.ราวๆ ๔๗๕ จาก ๕๐๐ คนเสียก่อน
ฉะนั้น ล็อต ๒ ที่่จะตามมา จะเป็นการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ
เมื่อ สส.ครบตามจำนวนที่สามารถเปิดประชุมสภาได้ ขั้นตอนคร่าวๆ หลังเลือกประธาน และรองประธานสภาเสร็จสิ้น ก็จะนัดวันโหวตบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่มี สส. ๒๕ คนขึ้่นไป
เมื่อได้แล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน แถลงนโยบาย และบริหารราชการแผ่นดิน ตามลำดับ
แต่…ระหว่างทางจะมีอุบัติเหตุหรือไม่?
ไม่ใช่รัฐประหารนะครับ แต่เป็นการเลือกตั้งใหม่
เลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์เป็นโมฆะ เพราะบาร์โค้ด
มีความเห็นอีกมุมที่น่าสนใจ
โพสต์ของ "วัส ติงสมิตร" อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุไว้ดังนี้…
---------------------------
“ส่องอนาคตเลือกตั้ง ๒๕๖๙: เมื่อ 'บาร์โค้ด' บนบัตรสีชมพู อาจทำลายหลัก 'ความลับ' จนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ!”
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ประเด็นที่กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการปรากฏของ บาร์โค้ด (Barcode) หรือรหัสตรวจสอบบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู (สส.แบบบัญชีรายชื่อ) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสามารถ "สาวลึก" ไปถึงข้อมูลตัวตนของผู้ลงคะแนนได้
๑.ถอดบทเรียนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓/๒๕๖๑: "ลับ" แบบมีเงื่อนไข
หากย้อนดู คำวินิจฉัยที่ ๓/๒๕๖๑ ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาว่าการให้คนอื่นช่วยคนพิการลงคะแนนนั้น "ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ" ตามมาตรา ๒๗ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ข้อ ๒๙ (เอ) โดยวางหลักการไว้ว่า:
เจตจำนงเหนือวิธีการ: การที่ความลับรั่วไหลไปยัง "ผู้ช่วย" ไม่ถือว่าเสียระบบ ตราบเท่าที่เป็นไปตามเจตนาของผู้ลงคะแนน
เกณฑ์การเปิดเผย: ศาลเน้นว่า "ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ" ก็ยังถือว่าลับ แต่รัฐต้องกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการ (และผู้สูงอายุ)
แต่! กรณีบาร์โค้ดในปี ๒๕๖๙ นั้น ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในคดี ๓/๒๕๖๑ เป็นการยกเว้นเพื่อ "ช่วยผู้ด้อยโอกาส" แต่กรณีบาร์โค้ดทั่วไป เป็นการ "สอดแนม" โดยระบบที่ประชาชนไม่ได้ยินยอมและไม่ได้ร้องขอ!
๒.บรรทัดฐานสากลและการคุ้มครองสิทธิ (CRPD & International Standard)
CRPD ข้อ ๒๙ (เอ): อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการระบุชัดว่า รัฐต้องประกันสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน แม้จะมีผู้ช่วย แต่ระบบหลักต้องคงความเป็นส่วนตัวไว้
บทเรียนจากเยอรมนี (๒๐๐๙): ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเคยสั่งระงับการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะระบบ "ซับซ้อนเกินกว่าประชาชนทั่วไปจะตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า" และเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงรหัสลับ
บทเรียนจากอินเดีย: ศาลสูงสุด (ในคดี Anoop Baranwal v. Union of India) ย้ำว่า ความลับคือ "หัวใจ" หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่ารัฐรู้ว่าเขาเลือกใคร เขาจะสูญเสียเสรีภาพในการตัดสินใจทันที (Chilling Effect)
๓.จุดตายทางกฎหมาย: ทำไม "บาร์โค้ด" ถึงอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ?
หากคดีนี้ถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศาลจะวินิจฉัยว่า "การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" ด้วยเหตุผลดังนี้:
๑.การทำลายหลักความเชื่อมั่น (Loss of Secrecy): แม้รัฐจะอ้างว่าไม่เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (ตามแนวทาง ๓/๒๕๖๑) แต่การที่ระบบสามารถ "Match" รหัสบัตรเข้ากับ "ลำดับที่ในบัญชีสิทธิ" ได้นั้น ถือว่าความลับได้สูญเสียไปแล้วในทางเทคนิคตั้งแต่วินาทีที่เข้าคูหากาบัตร
๒.ขัดเจตนารมณ์มาตรา ๘๓ (ที่แก้ไขใหม่): รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การออกเสียงต้องเป็นไปโดย "ตรงและลับ" คำว่าลับในที่นี้หมายถึง "ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ทั้งในระหว่างและหลังการลงคะแนน" หากบาร์โค้ดเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้ ก็เท่ากับเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผยในทางอ้อม ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๓ เพราะมันทำลายหลักการ "ความปราศจากความเกรงกลัว (Free from fear)" ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย
๓.ความไม่ได้สัดส่วน (Disproportionality): การใช้บาร์โค้ดระบุตัวตนไม่มีความจำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เพราะสามารถใช้รหัสคุมเล่มหรือรหัสเขตแทนได้ การเลือกใช้รหัสระบุตัวบุคคลจึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
๔.คาดการณ์คำวินิจฉัย: "Set Zero" บัญชีรายชื่อ!
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามแนวทางข้างต้น ผลกระทบที่จะตามมาคือ:
๑.การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย: เฉพาะในส่วนของ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) เนื่องจากกระบวนการลงคะแนนขัดต่อหลักการพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ
๒.สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่: ศาลมีอำนาจสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อใหม่ทั่วประเทศ โดยต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่มีรหัสเชื่อมโยงตัวตนใหม่!
๓.ความเสียหายด้านงบประมาณ: กกต.อาจต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากและงบประมาณที่เสียไปจากการออกแบบบัตรที่ขัดต่อหลักลงคะแนนโดยลับ (ส่วนความผิดทางอาญา ก็ตัวใครตัวมัน)
บทสรุป
"ความลับ" ในการเลือกตั้งไม่ใช่แค่เรื่องของการปิดบังข้อมูล แต่มันคือ "เกราะป้องกัน" ที่ทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจตามอุดมการณ์โดยไม่ต้องกลัวการเช็กบิลภายหลัง หากบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูทำลายเกราะนี้ลง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้
--------------------
หนาวครับ!
ต้องเลือกใหม่ทั้งประเทศ
หากการเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็นโมฆะจากบัตรเลือกตั้งจริง ผลกระทบต่อการเมือง มีไม่น้อยทีเดียว
และจะเป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากว่า ผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นไร
เพราะการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่ประชาชนรู้ว่าใครได้ สส.เขตไปแล้ว พรรคไหนได้กี่คน ผลของการเลือกพรรคอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนครับตัวเลข สส.ปาร์ตี้ลิสต์จะขยับเยอะพอควร
หากประชาชนเห็นว่า ควรให้พรรคภูมิใจไทยได้บริหารประเทศต่อเพราะเป็นพรรคอันดับ ๑ ก็จะมีผลให้เก้าอี้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้่น
กลับกัน หากประชาชนเห็นว่าพรรคส้มควรได้เก้าอี้สส.มากกว่าที่ได้มา เพราะยังทำใจไม่ได้กับความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน พรรคส้มก็อาจได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นอีก
ฉะนั้นใครที่กำลังดิ้นรนให้มีเลือกตั้งใหม่ ก็ลองกลับไปคิดทบทวนอีกที
ระวัง! งานนี้เสียงอนุรักษนิยมไม่แตก.