โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Kaiten Sushi’ จะมี 5 สาขา ‘MAGURO’ คอนเฟิร์ม ปักหมุดห้างในกรุงเทพฯ ทำราคาต่ำกว่าญี่ปุ่น

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ขณะที่ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมีอัตราการเติบโตลดลง บางส่วนปิดร้าน-ถอนตัวออกจากตลาด ทว่า “ซูชิสายพาน” กลับเป็นเซกเมนต์ที่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมูลค่าตลาดซูชิสายพาน หรือที่ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Kaiten Sushi” มีมูลค่าสูงถึง “8,000 ล้านบาท” เติบโตเกิน 100% ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา และดูเหมือนว่า จะยังมีโอกาสโตต่อไปอีกหลายปี ทำให้ “MAGURO Group” เครือเจ้าพ่อร้านอาหารญี่ปุ่น ตัดสินใจส่ง “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ลงสนามกลางปีนี้

“ป้อ-จักรกฤติ สายสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นด้วยการสรุปภาพรวมเครือมากุโระปีที่ผ่านมาให้ฟังว่า ปี 2568 มีแบรนด์ใต้ร่มมากุโระกรุ๊ปทั้งหมด 7 แบรนด์ รวม 53 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากการขยายสาขาแบรนด์เดิม ปีนี้มากุโระกรุ๊ปไม่หยุดเติมพอร์ตโฟลิโอ วางแผนเปิดแบรนด์ใหม่อีก 2-3 แบรนด์ โดยมี “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ที่จะเข้ามาเปิดทำการช่วงกลางปีนี้ ปักหมุดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์

-ตัวอย่างเมนูซูชิในร้าน Kaiten Sushi Ginza Onodera-

“Kaiten Sushi Ginza Onodera” อยู่ภายใต้เครือ“Onodera Group” กลุ่มธุรกิจที่มีพอร์ตหลากหลาย มีความแข็งแกร่งทางการเงินสูงมาก เข้าสู่ตลาดธุรกิจร้านอาหารด้วย “Ginza Onodera Tempura” และ “Ginza Onodera Sushi” ร้านอาหารรูปแบบโอมากาเสะ มีที่นั่งเพียง 10-15 ที่นั่ง ราคาต่อหัวสูง ใช้วัตถุดิบพรีเมียม มีความปราณีตในการปรุงอาหาร ต่อมาจึงแตกไลน์ธุรกิจใหม่ในชื่อคล้ายๆ เดิม เป็น “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ใช้ข้อได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบและทักษะระดับเทพของเชฟเป็นตัวชูโรง ปรับให้เข้ากับโมเดลธุรกิจที่มีความแมสมากขึ้น

“ป้อ” เล่าว่า จุดแข็งของซูชิที่ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” คือน้ำส้มสายชูสีแดงที่เชฟจะนำไปผสมกับข้าวปั้นทำให้รสชาติข้าวปั้นที่นี่มีเอกลักษณ์ ใช้ปลาสดคุณภาพสูงจากตลาดประมูล ซึ่งปกติเนื้อปลาเกรดนี้เข้าถึงยาก ต้องไปกินที่ร้านโอมากาเสะหัวละ 3,000-4,000 บาทเท่านั้น แต่เพราะอยากทลายกำแพงความพรีเมียมเพื่อเจาะกลุ่มแมส เครือ Onodera จึงนำความปราณีตแบบเดิมของเชฟ มาผนึกรวมกับระบบสายพานที่กำลังได้รับความนิยม

ทำให้ปัจจุบัน “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ยังเป็นแบรนด์ซูชิสายพานเพียงหนึ่งเดียวในเซกเมนต์นี้ กล้าพูดว่า “ไร้คู่แข่ง” เนื่องจากร้านซูชิสายพานเจ้าอื่นๆ จะใช้อุตสาหกรรมเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกการทำงานหลายอย่าง เช่น ใช้เครื่องปั้นข้าว เนื้อปลาตักมาจากครัวกลาง “ป้อ” การันตีว่า ยังไม่มีซูชิสายพานเจ้าไหนในตลาดให้ความรู้สึกแบบมาสเตอร์คลาสหรือคุณภาพชั้นสูงได้เท่ากับที่นี่ ลูกค้าอาจจ่ายแพงเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แต่ได้ความอร่อยความสดเพิ่มขึ้น ไม่ต้องเข้าร้านโอมากาเสะก็เข้าถึงคุณภาพใกล้เคียงกันได้

“เรื่องคุณภาพปลาจะแตกต่างจากสายพานรายอื่นๆ เราใช้ปลาเกรดโอมากาเสะทั้งจับจากธรรมชาติและได้จากการประมูล เรียงไว้ในตู้ จับขึ้นมาสดๆ เป็นจุดแตกต่างอย่างชัดเจนที่ไม่เคยมีในร้านสายพานมาก่อน ต่อมา คือประสบการณ์และบรรยากาศในร้าน เราพยายามนำความรู้สึกจากญี่ปุ่นมาที่นี่หรือพยายามทำให้ดีกว่าด้วยซ้ำ คุยกับทางญี่ปุ่นว่า อยากทำที่นั่งให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยากอัปเกรดดีไซน์บางจุดให้ลักชัวรีมากขึ้น ให้เป็น Affordable Luxury เข้าถึงได้ ไม่ไกลตัว”

“Kaiten Sushi Ginza Onodera” ที่ญี่ปุ่นได้รับความนิยมจากคนในพื้นที่และชาวต่างชาติ เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขยายกิจการไปเปิดที่โอซาก้า โตเกียว ฮาวาย เท็กซัส และ “ไทย” กำลังจะเป็นสาขานอกญี่ปุ่นแห่งถัดไป ทั้งยังเป็นสาขานอกประเทศแม่แถบเอเชียแห่งแรก โดยป้อบอกว่า “Kaiten Sushi Ginza Onodera Thailand” จะเป็นสาขาแฟลกชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ใหญ่กว่าสาขาแฟลกชิปที่ญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว

“ป้อ” ย้ำว่า จริงๆ แล้ว “Kaiten Sushi” หรือซูชิสายพานไม่ใช่สิ่งใหม่ มีมานานมาก และเคยได้รับความนิยมมาก่อนในช่วง 20 ปีที่แล้ว กระทั่งการมาถึงของยักษ์ใหญ่เจ้าหนึ่งที่กลายเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับซูชิสายพานยุคนี้ ถัดจากนั้นก็มีแบรนด์ใหญ่เข้ามาทำตลาดอีก 2-3 เจ้า

จากมูลค่าตลาดซูชิสายพานเกือบๆ 500 ล้านบาทเมื่อ 6 ปีก่อนหน้า ปัจจุบันตลาดมีมูลค่าสูงถึง 8,000 ล้านบาท สวนทางกับภาพรวมตลาดอาหารญี่ปุ่น โดย “ป้อ” ระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับร้านอาหารญี่ปุ่นมาจากการเติบโตของร้านสายพาน เพราะเป็นมื้ออาหารที่ควบคุมงบได้ตามใจชอบ กินน้อยๆ ได้ หรือจะเข้าไปกินเป็นมื้อใหญ่ก็ได้เช่นกัน

-จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-

“อีกเรื่อง คือเด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี เขาจะตื่นเต้นกับบรรยากาศในร้านสายพาน มีเมนูที่เป็นมิตรกับเด็กเยอะ เป็นประสบการณ์ที่ลูกๆ จะเรียกร้องให้พ่อแม่พาไปหน่อย เป็นอีกหนึ่งอินไซต์ที่สนับสนุนให้กลุ่มนี้โต ส่วนกลุ่มครอบครัวที่เคยไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้บ้านก็อาจจะหยุดใช้บริการตรงนั้นแล้วมาเข้าห้างกินซูชิสายพานแทน ทำให้เราเห็นตัวเลขร้านอาหารญี่ปุ่นติดลบ แต่ถ้าดูตัวเลขของซูชิสายพานจะเห็นว่า โตขึ้น ตลาดซูชิสายพานยังเป็นช่วงขาขึ้น ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ยังไม่ถึงกลางทางเลยด้วยซ้ำเป็นเพียงจุดเริ่มต้น”

สำหรับ “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ที่ไทย ป้อบอกว่า ตั้งใจพาไปอยู่ในห้างขนาดใหญ่ โดยจะเปิดตัวที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” สาขาแรก ส่วนสาขาที่ 2-5 เกิดขึ้นแน่นอนในปี 2570 ระยะเวลาจะทิ้งห่างกันไม่นาน ในช่วง 10 สาขาแรกจะเป็นทำเลศูนย์การค้าระดับ A-list ทั้งหมด เน้นห้างที่มีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย ทั้งคนไทย ต่างชาติ นักท่องเที่ยว และคนทำงานออฟฟิศ เชื่อว่า คาแรกเตอร์ของแบรนด์ดึงดูดต่างชาติได้ดี ส่วนการขยายระลอกถัดไป ระบุว่า จะไปในโลเคชันใกล้บ้านแน่นอน

ส่วนราคาจะถูกหรือแพงกว่าที่ญี่ปุ่นหรือไม่ “ป้อ” บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ได้สรุปราคาแบบฟันธง แง้มว่า มีความคิดแบบเดียวกับแบรนด์อื่นๆ ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น คือต้องทำราคาให้ต่ำกว่าประเทศแม่ โดยเฉพาะเมนู “Entry Price” หรือราคาเมนูเริ่มต้น โดยจะเพิ่มเข้าไปในหมวดหมู่เมนูราคาไม่สูงมาก เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่าย ไม่รู้สึกว่า แพง หรูหราเกินไป

อย่างไรก็ตาม ต้องมีเมนูซิกเนเจอร์เข้ามาเสริมกันด้วย วัตถุดิบทั้งหมดนำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบ 100% โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์ที่นำวัตถุดิบมาจากตลาดประมูลทั้งหมด เพื่อให้ได้รสชาติเหมือนไปกินที่ญี่ปุ่นจริงๆ ไม่คิดปรับลดเพื่อกดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรบรรทัดสุดท้าย ฉะนั้น ส่วนผสมของไลน์เมนูที่ไทยจะมีเมนูราคาไม่แพง จัดเซตใหญ่ๆ ออกมากมาขึ้น เพื่อให้ราคาใกล้เคียงกับซูชิสายพานเจ้าอื่นในตลาด

“เราต้องการให้เหมือนที่ญี่ปุ่นเป๊ะๆ แต่เสริมเข้าไปด้วยเมนูราคาไม่แพง ราคาใกล้เคียงกับแบรนด์อื่นแต่เพิ่มเมนูโอมากาเสะเข้าไป เลือกได้ว่าจะกินหรือไม่กิน ลูกค้ามีอิสระเยอะ อยากกินของราคาถูก กลาง แพง พรีเมียม มีให้เลือกหมด ยืนยันว่า ซูชิสายพานบ้านเรายังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ส่วนร้านซูชิทั่วไปน่าจะลดลงเรื่อยๆ เพราะซูชิสายพานมาแทนที่ หรือร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีหลายๆ อย่างก็เป็นไปได้ว่า ยอดขายต่อสาขาอาจจะลดลง ขณะที่ร้านซูชิสายพานเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เข้ามา 4 เจ้าแล้ว และมูลค่าตลาดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...