โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชิงเค้กตลาดชานม 2.6 หมื่นล้าน KAMU KAMU เดินหน้าแฟรนไชส์-บุกต่างประเทศ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ท่ามกลางมูลค่าตลาดชานมและเครื่องดื่มชาในประเทศไทยที่ประเมินกันว่ามีขนาดหลายหมื่นล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยม “ดื่มแทนมื้อ” มากขึ้น ผู้เล่นในตลาดต่างเร่งปรับยุทธศาสตร์จากการขยายสาขาเชิงปริมาณ สู่การแข่งขันเชิงคุณภาพและประสิทธิภาพการบริหาร

ล่าสุด KAMU KAMU วางหมุดหมายใหม่ เดินหน้าแผนธุรกิจระยะ 3 ปี ตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะระดับ 1,000 ล้านบาท พร้อมขยายเครือข่ายสาขาแตะ 300 แห่ง และศึกษาโอกาสรุกตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ทิศทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมชานมไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “คัดกรองผู้เล่น” อย่างชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้มีแบรนด์เกิดใหม่จำนวนมาก ทั้งจากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชันรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีระบบบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนที่แข็งแรง เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไร

“ภาพตลาดวันนี้ไม่ใช่แค่ใครเปิดสาขาได้มากที่สุด แต่เป็นใครที่บริหารต้นทุนได้ดีที่สุด และรักษามาตรฐานรสชาติได้สม่ำเสมอในทุกสาขา” นายทินกฤตกล่าว

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ

กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทจึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “โตอย่างมีวินัย” (Disciplined Growth) โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ

เสาแรก คือ การขยายสาขาเชิงกลยุทธ์ (Strategic Expansion) บริษัทจะเน้นทำเลที่มีทราฟฟิกสูงและมีกำลังซื้อชัดเจน เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และคอมมูนิตี้มอลล์ในเขตเมืองใหญ่ มากกว่าการเร่งเปิดสาขากระจายทั่วประเทศแบบไม่คัดเลือก เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพยอดขายต่อสาขา (Same-Store Sales Growth) ควบคู่กับการควบคุมค่าเช่าพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

เสาที่สอง คือ การยกระดับระบบหลังบ้านและซัพพลายเชน บริษัทลงทุนในระบบบริหารสต็อกวัตถุดิบและโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถกระจายวัตถุดิบหลักจากศูนย์กลางไปยังสาขาต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ลดความสูญเสีย และรักษามาตรฐานรสชาติให้คงที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจของธุรกิจเครื่องดื่มที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับ “ความคุ้นเคยของรสชาติ” เป็นอันดับต้น ๆ

เสาที่สาม คือ การพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า บริษัทมุ่งสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจนในฐานะแบรนด์ชานมที่มีเอกลักษณ์ ทั้งในด้านเมนู ซิกเนเจอร์ และการออกสินค้าใหม่ตามเทรนด์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโปรแกรมสมาชิก (Loyalty Program) เพื่อเพิ่มความถี่ในการซื้อซ้ำ และสร้างฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Data) สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึก

นายทินกฤตมองว่า ความท้าทายสำคัญของธุรกิจเครื่องดื่มในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ไม่ได้อยู่ที่ดีมานด์ผู้บริโภคซึ่งยังมีแนวโน้มเติบโต แต่เป็นแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ที่ปรับตัวสูงขึ้น การรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจึงต้องอาศัยการบริหารต้นทุนอย่างละเอียด และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการบริโภคใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม การรุกต่างประเทศจะดำเนินการภายใต้โมเดลที่รอบคอบ อาจเริ่มจากการจับมือพันธมิตรท้องถิ่น (Local Partner) ที่มีความเข้าใจตลาด เพื่อจำกัดความเสี่ยงในระยะแรก

“เราไม่ได้มองการออกต่างประเทศเป็นเพียงภาพลักษณ์ แต่ต้องมั่นใจว่าระบบหลังบ้านและมาตรฐานของเราพร้อมจริง ๆ เพราะถ้าแบรนด์เสียความเชื่อมั่นในตลาดใหม่ จะกู้กลับมาได้ยาก” ทินกฤตกล่าว

ในมิติการแข่งขัน ปัจจุบันตลาดชานมไทยมีทั้งแบรนด์พรีเมียม แบรนด์แมส และแบรนด์เฉพาะกลุ่ม ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกจำนวนมาก การรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายกลุ่มใหม่จึงต้องอาศัยความแตกต่างที่จับต้องได้ ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพวัตถุดิบ และประสบการณ์หน้าร้าน

บริษัทประเมินว่า หากสามารถขยายสาขาได้ตามแผน และรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายต่อสาขาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี มีความเป็นไปได้ โดยจะอาศัยทั้งรายได้จากสาขาบริษัท (Company-Owned Stores) และสาขาแฟรนไชส์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ในระยะยาว นายทินกฤตมองว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะเคลื่อนสู่ยุคที่ผู้เล่นต้องมีความสามารถด้านข้อมูล (Data-Driven Business) มากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์ทำเล การคาดการณ์ยอดขาย ไปจนถึงการพัฒนาเมนูใหม่ให้ตรงกับรสนิยมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

“การแข่งขันจะไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ แต่เป็นเรื่องระบบและความเร็วในการปรับตัว” เขากล่าว

การเดินเกมครั้งนี้ของ KAMU KAMU จึงสะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยที่พยายามยกระดับจากธุรกิจร้านเครื่องดื่มทั่วไป สู่การวางรากฐานองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสมรภูมิตลาดชานมที่ยังคงร้อนแรง และไม่มีสัญญาณชะลอตัวในเร็ววัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...