คำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ เปิดทางมหากาพย์ฟ้องร้องทวงเงินคืน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่า จากการที่ศาลฎีกาสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ละเมิดรัฐธรรมนูญ จากการใช้อำนาจฝ่ายเดียวสั่งเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศและดินแดนคู่ค้าทุกแห่งบนโลก เนื่องจากกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) "ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร" การดำเนินการในเรื่องนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน
แม้คำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นข่าวดีของทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนเช่นกันว่า เรื่องนี้อาจคือจุดเริ่มต้นของ "ความไม่แน่นอน" รอบใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ
ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนของสหรัฐ (ซีบีพี) รวมถึงเอกสารฉบับล่าสุดที่หน่วยงานรัฐยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ณ วันที่ 14 ธ.ค. 2568 รัฐบาลกลางสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรตามแนวทางของทรัมป์ไปแล้วมากกว่า 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.16 ล้านล้านบาท) จากผู้นำเข้า 301,000 ราย ซึ่งการขอคืนเงินไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ ผู้นำเข้าแต่ละแห่งต้องดำเนินการเอง
ทั้งนี้ คำสั่งของศาลฎีกาทำให้ทรัมป์เสียการใช้อำนาจจากกฎหมายไออีอีพีเอ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรัมป์สามารถใช้กดดันคู่ค้าให้ยอมมานั่งโต๊ะเจรจา "ได้เร็วที่สุด" แม้ทรัมป์งัด มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 มาใช้เก็บภาษี 10% แทนทันที แต่มาตรการนี้มีข้อจำกัดที่ใช้ได้เพียง 150 วัน เว้นแต่สภาคองเกรสจะอนุมัติให้ใช้ได้นานกว่านั้น
แม้นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลัง ยืนยันว่า รัฐบาลวอชิงตันจะสามารถกลับไปเก็บภาษีในระดับเดิมให้ได้ แต่อาจต้องใช้ "เส้นทางที่อ้อมและซับซ้อนกว่าเดิม" เช่น การใช้อำนาจตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าฉบับปี 2517 เพื่อสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมเป็นรายกรณีไป
หลังคำตัดสินของศาลฎีกา อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐลดลงจาก 16.9% มาอยู่ที่ 9.1% แม้ลดลงมาเกือบครึ่ง แต่ตัวเลข 9.1% ก็ยังถือเป็นสถิติทสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2489.
เครดิตภาพ : REUTERS