ทหารกับรัฐบาลอนุทิน
เอ้า….นับจากวันนี้ ……
อีก “๑๕ วัน” ก็จะถึงวันเลือกตั้ง (๘ กุมภา.๖๙)
ถ้าเป็นสนามแข่งม้า “สัปดาห์สุดท้าย” ของเดือนมกรา.ก็เท่ากับม้าแข่ง “เข้าโค้งวัดเบญจะฯ” แล้ว
“เปลวโพล” ขอเผยผล “ซุ่มสำรวจ” ทางอีสานและทางใต้ “ม้าสีน้ำเงิน” ที่เป็นตัวเกาะกลุ่มมาที่ ๓ ตั้งแต่ออกจากซอง
แซง “ม้าสีแดง” อันดับ ๒ แบบชิลๆ ขึ้นไปประกบ “ม้าสีส้ม” ที่เริ่มน้ำลายฟูมปาก ออกอาการยืนระยะไม่อยู่ (อุ๊ยยย…เซอร์ไพรส์นะเนี่ย)
แฟนๆ ที่ถือตั๋ว “ม้าสีน้ำเงิน” บนอัฒจันทร์ ต่างส่งเสียงเชียร์ บ้างลุกขึ้นกระทืบเท้า ตะโกนชื่อ “สีน้ำเงิน…สีน้ำเงิน” กระหึ่มทั้งสนาม
ลองเป็นแบบนี้ เชื่อขนมกินได้….
พอเข้าทางตรง วันที่ ๑ กุมภา.เป็นต้นไป จ๊อกกี้ไม่ต้องทำอะไร หมอบบนหลังนิ่งๆ “ม้าสีน้ำเงิน” ก็จะไหลแซง “ม้าสีส้ม” เข้าป้าย ชนิดทิ้งห่าง ๓ ช่วงตัว!
“สีน้ำเงิน-ม้าชนะ” จะไม่เป็น “ม้าภูธร” อีกต่อไป
เพราะจากการ “ซุ่มสำรวจ” ของ “เปลวโพล” ม้าสีน้ำเงิน จะได้ที่นั่งในสภา จาก “สส.ใน กทม.” เป็นครั้งแรกด้วย!
๑๕๐ ที่นั่งของ “ม้าสีน้ำเงิน” นั่นพูดกันก่อนเลือกตั้ง
แต่เลือกตั้ง ๘ กุมภา.นี่ ผลจะออกมาแบบเกรงใจเพื่อนฝูง ไม่หนี ๑๕๐-๑๘๐ !?
ผิด-หน้าแหกไม่เป็นไร เพราะเปลว “ผิดประจำ” จนชิน(วัตร)อยู่แล้ว
อีกอย่าง ผิดเที่ยวนี้ เผลอๆ ไม่ทันสิ้นปี ก็อาจมีเลือกตั้งใหม่ให้ทำโพลแก้ตัวก็ได้ ใครจะไปรู้?
ก็เห็นมั้ย แค่ ๒ ปีกว่า ปาเข้าไป ๒ รัฐบาล ๓ นายกฯ ๒ สมัยเลือกตั้งเข้าไปแล้ว
กว่าจะครบเทอม ๔ ปี ในปี ๒๕๗๐ ในภาวะ “คนบ้าเป็นผู้นำโลก” มันมีอะไรรับประกันได้ล่ะว่า จะไม่มีเหตุ-ไม่มีปัญหา ทั้งจากภายนอกและภายใน
…..เป็นปัจจัยให้ต้อง “เลือกตั้ง” กันใหม่อีก!?
พูดกันแฟรงค์ๆ แฟร์ๆ ชั่วโมงนี้ ไม่มีพรรคไหน มีผลงานจับต้องได้กระแทกใจประชาชนเท่า “รัฐบาลรักษาการ” ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น “นายกรัฐมนตรี”
เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยช่วงสั้นๆ แค่ ๒ เดือน
นายกฯ อนุทินและกองทัพ เอาแผ่นดินไทยที่เขมรเคลมไปเป็นของมันนานกว่า ๔๐ ปี กลับคืนมาเป็นของไทยได้ทั้งหมด ตั้งแต่อีสานใต้-ยันตราด
มีรัฐบาลไหนและกองทัพยุคไหนทำได้อย่างรัฐบาลอนุทินและ ๓ เหล่าทัพและ ตชด.ยุคนี้ได้บ้าง?
เหตุที่ทำได้ เพราะนายกฯ อนุทิน ไม่ได้เป็นหลานของอังเคิล ไม่มีผลประโยชน์ “ซ่อนเร้น-และทับซ้อน” จากผืนแผ่นดินไทย
การแก้ปัญหาปากท้องคนทำงาน และแม่ค้า-พ่อขาย ให้เกิดสภาพคล่องเฉพาะหน้าด้วยนโยบาย “คนละครึ่ง” ทำให้เศรษฐกิจในระบบพอหมุนเวียนได้ฉับพลัน
รัฐบาลไหนทำได้ นอกจากรัฐบาลประยุทธ์แล้ว….
ก็รัฐบาลอนุทิน โดย “ซูเปอร์ A-เอกนิติ” ขุนคลัง นี่แหละทำได้ เพราะไม่มีเบื้องหลังต้องแอบจิตในการทำ
แล้วมีรัฐบาลไหนบ้าง ที่มีรัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง “ซูเปอร์ S-สีหศักดิ์” ปราบเล่ห์เหลี่ยม-กลโกงของเขมรต่อเวทีโลกจนหมอบคาเกือก
และมีรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยในยุคนี้คนไหนบ้าง ที่พูดแล้ว “โลกต้องฟัง อย่าง “ซูเปอร์ S” พูด
กระทั่ง “ทรัมป์-พ่อใหญ่โลก” ยังกลายเป็นช้างที่กลัวมดแดงตัวจี๊ด-ตัวจ้อย กัดงวง!
แล้วมีรัฐบาลไหนบ้าง ที่มีรัฐมนตรีพาณิชย์ อย่าง “ซูเปอร์ G” นำผลิตผลที่ทุกรัฐบาล-ทุกรัฐมนตรีพาณิชย์ มองว่าเป็น “จุดอ่อน” ของไทย พลิกกลับให้เป็น “จุดแข็ง”
คนอื่นๆ นำไปคุกเข่าอ้อนวอน-งอนง้อให้ประเทศต่างๆ ซื้อ
แต่ ซูเปอร์ G นำผลิตผลทางเกษตร ไปนำเสนอด้วยลีลานักการค้า-การตลาดตัวแม่ ทำให้แต่ละประเทศกลับต้องตาลุก-หูผึ่ง
และกลายเป็นฝ่ายต้องงอนง้อขอซื้อจากไทย!?
อย่างง่ายๆ “ข้าว” ที่ว่าขายยากนัก-ยากหนา แต่พอข้าวอยู่ในมือ ซูเปอร์ G เท่านั้นแหละ
“ข้าวไทย” นอกจากเป็นอาหารเหมือนข้าวทั่วๆ ไปจากอินเดีย จากเวียดนามแล้ว แต่ข้าวในมือ ซูเปอร์ G เหนือกว่า
เพราะมีคุณภาพทางยา “เฉพาะตัว-เฉพาะถิ่น” เลอเลิศ อันหาไม่ได้จากข้าวประเทศอื่นๆ
“ข้าวหอมมะลิ” อยู่ตัวด้วย “คุณภาพ” ในตัวอยู่แล้ว แต่ไทยปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ ซูเปอร์ G นำของดี ที่ทุกรัฐมนตรีพาณิชย์มองข้าม
เจียระไนเป็น “ข้าวทองคำ” เห็นชัดๆ เกิดข้าวแบรนด์ “ประณีต” ให้ทดลองตีคู่กับข้าว “หอมมะลิ”
และมีรัฐมนตรีพาณิชย์คนไหน-ยุคไหน เหมือนยุครัฐบาลอนุทินบ้าง แค่ ๒-๓ เดือน ซูเปอร์ G เดินสาย “เปิดตลาด” สินค้าไทยใหม่ในหลายประเทศ
ไม่ใช่ไปเที่ยวแล้วถ่ายรูปจับมือกลับมาเบิกงบหลวงอย่างรัฐบาลก่อนๆ เขาทำ
แต่ ซูเปอร์ G ในตัวเธอมีออร่า ที่อีกฝ่าย มีความรู้สึกเชื่อมั่นระคนศรัทธาเชื่อถือ
ดังนั้น การไปเจรจาการค้าแต่ละแห่ง จึงมีผลสำเร็จเกินค่าเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม
เนี่ย….
รัฐบาล “ทีมอนุทิน” ประกอบด้วย Super S, Super A และ Super G ทำงานด้วย เอา “ประโยชน์ชาติ-ประโยชน์ประชาชน”เป็นตัวตั้ง
แค่ ๓ เดือน ที่รัฐบาลอนุทินทำ….
รัฐบาลที่ทำงานมา ๓ ทศวรรษ แค่ขี้เล็บรัฐบาลอนุทิน ก็ยังทำเทียบไม่ได้!
รัฐบาลอนุทิน แค่เอา “แผ่นดินไทย” ที่รัฐบาลก่อนๆ เอาหูไปนา-เอาตาไปไร่ ปล่อยให้เขมรเข้ามารุกล้ำ นำเอากลับคืนมาได้ทั้งหมด
ทั้งสยบฮุน เซนให้กลายเป็น “งูเก็งกอง” ดองในขวดโหลให้เห็นตอนนี้ ถ้าประชาชนไม่เลือก “พรรคภูมิใจไทย” ให้กลับเข้ามาสานงานให้บ้านเมืองต่อ
ผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปต่อว่าใคร
นอกจากขอแสดงความดีใจกับ ซูเปอร์ G ซูเปอร์ A และ ซูเปอร์ S เมื่อท่านยอมสละประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ชาติ-ประชาชน เช่นนี้แล้ว
แต่ถ้าประชาชน “พอใจแค่นี้” ไม่ต้องการให้ท่านไปต่อ
ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ
ในเมื่อ “กิจอันพึงควรทำ” เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ท่านได้ทำแล้ว ทั้งเสนอตัวอาสาเพื่อทำต่อแล้ว
แต่ถ้าสังคมคนเลือกตั้ง “อยากได้ของแปลก”
นั่นก็เป็นทางคนประชาธิปไตยที่นิยม “ของแปลก” เขาพอใจ ก็ต้องหลีกทางให้เขานำชาติไปตามวิถีของเขา
“๓ ซูเปอร์” ท่านก็จะได้พักเหนื่อย…“ซักพัก”
ย้ำ… แค่ “ซักพัก” เท่านั้น!
เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผมก็ไม่รู้และเข้าใจเหมือนกัน แต่รู้และเข้าใจอย่างเดียว
เลือกตั้งเสร็จ ทั้ง ๓ ซูเปอร์ ก็เตรียม “ดับเบิลเหนื่อย” ต่อได้เลย!
พูดถึงแต่รัฐบาล….
ความจริง “พระเอก” ในหัวใจคนไทยนาทีนี้ คือ “ทหาร” ทั้ง บก-เรือ-อากาศ และ ตชด.
แถมด้วย “พระสงฆ์ผู้ประเสริฐ” และภาคประชาชน “เมื่อชาติมีภัยผองไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียว”
ใน ๓ โลก….
หาไปเถอะ หาให้ตาย ก็ไม่เจอประเทศไหนจะมีประชาชนพลเมืองเหมือน “คนไทย-ที่ประเทศไทย”
ประเทศไทย-คนไทย “หนึ่งเดียว” ในโลกจริงๆ!
ไม่มีใครยอ ผมยอเอง เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ จากสงครามสั่งสอนเขมร “แนวหน้า-กล้าตาย” คือใคร…รู้มั้ย?
ส่วนหนึ่งก็ “คนรุ่นใหม่” ที่ไม่เอาไหน มือซวยจับใบแดงต้องไปรับการฝึกระเบียบวินัย สวมเครื่องแบบทหาร
เมื่อฝึกแล้ว อบรมแล้ว มีสังคมใหม่-โลกใหม่ ด้วยระเบียบวินัย ความเป็นวัยรุ่นไร้สาระ กลับเป็นทรัพยากรบุคคลคุณภาพของชาติ
จากที่ว่า “มือซวย” ด้วยมือซวยนั่นแหละ พลิกผันชีวิตเขาให้มีคุณค่า ถึงวันนี้ เขาแต่ละคนกลับต้อง “ขอบคุณ” มือที่จับใบแดงวันนั้น
ถ้าเป็นใบดำ…
ป่านนี้ “คนรุ่นใหม่-วัยรุ่น” ชีวิตก็จะมืดดำ ดำดิ่งนรก ด้วยถูกชักจูงไปในทางหลงผิดไปแล้ว!
เลือกตั้งปี ๖๒ และปี ๖๖ มีพรรคชูนโยบาย “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” ปรากฏว่า ถูกใจคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการไปเป็นทหารมาก
แต่ปัจจุบัน ณ วันนี้…..
แค่กองทัพเปิดรับสมัครทหารทางออนไลน์ ปรากฏ “คนรุ่นใหม่” ด้วยเลือดไทยเต็มในตัว แห่กันสมัครจนล้นเกินจำนวนที่ต้องการ!
สะท้อนถึงอะไร?
-“เลือดไทย” คือเสือหมอบในร่างคนรุ่นใหม่ เมื่อชาติต้องการ พลันโผนทะยานเพื่อชาติโดยไม่ต้องให้ใครปลุก จิตสำนึกไทยในตัว มันปลุกเอง
-จะเห็นชัด กองทัพไทย “ปรับทัศนคติ” ตัวเองชนิด “ยกเครื่อง” ใหม่ทั้งหมดในด้านมวลชน ด้านเข้าถึงประชาชน ด้านข่าวสาร และด้านทัศนคติ
“นายพลกับพลทหาร” คือคนที่เท่ากัน ในทางเอื้อเฟื้อดูแล ตั้งแต่ตัวทหารเกณฑ์ไปจนถึงครอบครัว
เหล่านี้ จึงเป็นการทลายกำแพงกั้นใจ “นาย-ลูกน้อง” กองทัพไทยวันนี้ เข้าถึงคำว่า “ใต้ธงรบกองทัพที่เข้มแข็ง ย่อมไม่มีทหารเลว”
เพราะต่าง “ได้ใจ” ซึ่งกันและกัน
เมื่อเข้าสนามรบ “นาย-ลูกน้อง” ได้รับสิทธิ์ “การตาย” อย่างชาตินักรบเท่ากัน!
ท่านฟังที่ผมคุยแล้วลองหันไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงในกองทัพดูก็ได้ ฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่ที่เป็นทหารดูก็ได้
จากทัศนคติลบแต่ก่อนๆ
ปัจจุบัน ทัศนคติบวก มีเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาก คนรุ่นใหม่ เพื่ออยู่ในเครื่องแบบทหาร เครื่องแบบนั้น เหมือนมนตร์สะกด เปลี่ยนหยาบกระด้าง ให้อ่อนละเอียด
จากที่เคยรู้สึกตัวเองไร้ค่า เปลี่ยนเป็นรู้สึกภาคภูมิใจ ในเกียรติ ในศักดิ์ศรีชายชาติทหาร มันมีค่า ชนิด “มีมูลค่าเพิ่ม”!
“ทหาร” ในความรู้สึกของคนที่ไม่ได้เป็น “ทหาร”
รู้สึกเหมือนถูกส่งไปตายเพื่อชาติ
แต่พอได้สวมเครื่องแบบทหาร ผ่านการฝึกอบรมระเบียบวินัย ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปทันที
เราตายไปตั้งนานแล้ว…….
เพิ่งรู้สึกเป็นคนมีค่าตอน “สวมเครื่องแบบทหาร” นี่เอง!
-เปลว สีเงิน
๒๔ มกราคม ๒๕๖๙