โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดโผหุ้นรับประโยชน์ ภาษีสหรัฐผ่อนคลาย โบรกชู WHA–GULF–AMATA–ITC เด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.พ. เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่าฝ่ายบริหารมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าการใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ล่าสุดทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% จากแผนสำรองเดิมที่ 10% สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวด้านนโยบายการค้า หลังแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของศาล

มาตรการภาษีใหม่นี้อ้างอิงอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราวได้ในกรณีที่ประเทศเผชิญปัญหาดุลการชำระเงิน โดยมีระยะเวลาบังคับใช้สูงสุด 150 วัน และหากต้องการขยายระยะเวลาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

การปรับขึ้นภาษีครั้งนี้มีแนวโน้มกระทบประเทศคู่ค้าที่เคยได้รับการผ่อนปรนหรือเจรจาอัตราภาษีไว้ในระดับต่ำกว่า เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ซึ่งอาจต้องกลับมาเผชิญอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้น ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงจับตาผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้าโลก และแนวโน้มเงินเฟ้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐในระยะถัดไป

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกลยุทธ์ “China Plus One” มีความชัดเจนมากขึ้น โดยสถานการณ์ปัจจุบันช่วยเสริมบทบาทของไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการกระจายห่วงโซ่อุปทาน หลังผู้ผลิตทั่วโลกเร่งย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

ก่อนหน้านี้ ความกังวลเกี่ยวกับอัตราภาษีในระดับ 19% ในช่วงปี 2568 เคยสร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตมายังไทย เนื่องจากอาจไม่ได้เปรียบทางการค้า อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำสั่งฝ่ายบริหารและคำตัดสินของศาล ส่วนต่างภาษีระหว่างไทยและจีนมีแนวโน้มยังคงอยู่ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมไทยกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งสำหรับบริษัทที่ต้องการฐานการส่งออกที่มีเสถียรภาพ ขณะที่อัตราภาษีทั่วโลกใหม่ที่ระดับ 15% ยังต่ำกว่าระดับก่อนหน้า

บทวิเคราะห์ยังระบุว่า คำตัดสินดังกล่าวช่วยปลดล็อกอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า หลังภาษีระดับ 19% กระทบความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการเมื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เมื่อความเสี่ยงดังกล่าวลดลง คาดว่าบริษัทจำนวนมากจะเดินหน้าซื้อที่ดินต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดโอนที่ดินและรายได้ของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2569

สำหรับมุมมองต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ระบุว่า บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลัก โดยเริ่มต้นปี 2569 ด้วยมูลค่ายอดโอนที่ดินรอรับรู้รายได้ (backlog) ราว 7.46 พันล้านบาท ซึ่งการยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการภาษีการค้าจะช่วยให้บริษัทสามารถปิดดีลสำคัญกับบริษัทเทคโนโลยีและผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ได้

ขณะที่ AMATA จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน จากยอดค้างโอนจำนวนมากราว 25,000 ล้านบาท แม้เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ แต่แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นบวก

ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการบังคับใช้ภาษี 15% ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดตลอดปี 2569 โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น WHA พร้อมให้มูลค่าพื้นฐานที่ 4.90 บาท

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways/Up โดยให้แนวต้านที่ระดับ 1,490-1,506 จุด และแนวรับที่ 1,471 - 1,467 จุด ท่ามกลางจิตวิทยาสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวดีขึ้น หลังแรงกดดันด้านการค้าโลกเริ่มผ่อนคลาย และความไม่แน่นอนด้านนโยบายกดดัน Dollar Index ให้อ่อนค่า ส่งผลให้กระแสเงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ ปัจจัยภายในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากโอกาสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง สอดรับกับนโยบายรัฐบาลใหม่ รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าในกรอบ 31.0–31.1 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ภาพรวมอัตราภาษีเฉลี่ยของเอเชียที่ปรับลดลงสะท้อนแรงกดดันด้านภาษีที่คลี่คลาย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนโดยรวม

ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศ เศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 1.4% ต่ำกว่าคาด สะท้อนภาพ Soft Landing โดยคาดว่าจะสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐยังมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 และเอื้อต่อการไหลของเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดที่มีระดับมูลค่ายังไม่สูง ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่มีสัญญาณผ่อนคลายยังช่วยหนุนจิตวิทยาการลงทุน

ขณะที่ฝ่ายนักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี แนะนำหุ้นเด่น 3 ตัว ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 70 บาท มองได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีสหรัฐที่หนุนประเทศเกิดใหม่ ประกอบกับจิตวิทยาบวกจากเงินบาทแข็งค่าในกรอบ 31.0–31.1 บาทต่อดอลลาร์ และแนวโน้มการลงทุน Data Center ที่มีโอกาสเร่งตัวจากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งไทยมีความพร้อมดึงเม็ดเงินสูง

ขณะเดียวกัน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ราคาเป้าหมาย 26 บาท ได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลต่อมาตรการภาษีฉุกเฉินของสหรัฐ หลังศาลสั่งยกเลิกการใช้กฎหมาย IEEPA ทำให้มุมมองต่อการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น และมีโอกาสได้รับประโยชน์จาก FDI โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและ Data Center

ในส่วนบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ราคาเป้าหมาย 20 บาท ได้อานิสงส์จากความเสี่ยงด้านภาษีที่ลดลง โดยเฉพาะในฐานะหุ้นส่งออกที่มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐประมาณ 50% ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเมื่ออัตราภาษีปรับลงมาใกล้เคียงประเทศอื่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...