อำนาจเป็นของประชาชน ถอดรหัสเพลง People Have the Power สู่บทเรียนเลือกตั้งไทย
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
อำนาจเป็นของประชาชน
ถอดรหัสเพลง People Have the Power
สู่บทเรียนเลือกตั้งไทย
เมื่อพูดถึงอำนาจที่ยึดโยงไปสู่สิทธิพลเมืองและการเลือกตั้งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ในไทย ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ มีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่กล่าวถึงการคืนอำนาจสู่ประชาชนโดยตรงและถือเป็นเพลงสรรเสริญพลังของสามัญชน
โดยมีใจความสำคัญว่า
“อำนาจในการเปลี่ยนแปลงโลกหรือสังคมนี้ไม่ได้อยู่ที่ใคร แต่อยู่ที่มือของประชาชนแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”
โดยเพลงนี้มักถูกนำไปเปิดในการรณรงค์เลือกตั้งทั่วโลกเพื่อกระตุ้นให้คนออกมาใช้สิทธิ์กันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะในการปกครองระบอบประชาธิปไตย หนึ่งคะแนนเสียงของประชาชนนั้นล้ำค่าจนไม่อาจประมาณค่าได้เลย
เพลงนี้มีชื่อว่า People Have the Power (1988) ของศิลปินหญิงรุ่นใหญ่ชาวอเมริกัน แพตตี สมิธ
แพตตี สมิธ ที่ปัจจุบันนี้มีอายุ 79 ปีแล้วไม่ได้เป็นเพียงแค่นักร้องและนักแต่งเพลงชั้นครูเท่านั้น
แต่เธอเป็นนักกวี, นักเขียน, ช่างภาพ, จิตรกรและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญด้วย
เธอแต่งเพลงนี้ร่วมกับ เฟรด “โซนิก” สมิธ สามีนักดนตรีที่จากไปในวัยเพียง 46 ปีเมื่อ 30 กว่าปีก่อน
โดยแพตตีเผยว่าคอนเซ็ปต์ของเพลงนี้มาจากเฟรด ที่ต้องการเห็นประชาชนได้รับอำนาจที่แท้จริงกลับคืนจากรัฐโดยสมบูรณ์
แต่การที่อำนาจอธิปไตยจะเป็นของปวงชนได้ค่อนข้างจริงๆ นั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องอุดมคติ
เฟรดจึงอยากให้เพลงนี้เป็นตัวแทนของประชาชนทุกคนในโลกที่ใฝ่ฝันจะเห็นสังคมที่รัฐสร้างไว้ให้กับพวกเขาจริงๆ
โดยเน้นย้ำไปในเรื่องความเท่าเทียมที่จะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ว่าคุณจะเกิดมาอยู่ในชนชั้นใดก็ตาม
มีเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลายอย่างที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 80 ไม่ว่าจะเป็นสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถาน, สงครามอิหร่าน-อิรัก และสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เป็นอาทิ
สงครามเหล่านี้เกิดจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งในการเป็นประเทศมหาอำนาจ
และยุค 80s ก็เป็นยุคแห่งการคอร์รัปชั่นการเลือกตั้งครั้งมโหฬารในประเทศฟิลิปปินส์ด้วย
โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในปี 1986 มีการโกงคะแนนเลือกตั้งครั้งมโหฬาร
จนทำให้ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่ปกครองประเทศโดยกดขี่และสังหารประชาชนที่เห็นต่างเป็นจำนวนมากและอย่างยาวนานถูกพลังประชาชนที่ลุกฮือขับไล่จนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ
และในปี 1988 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เพลง People Have the Power เปิดตัว เป็นปีที่พรรค PRI ของประเทศเม็กซิโกที่ครองอำนาจในประเทศมานานกว่า 70 ปีถูกท้าทายอำนาจอย่างหนักจากฝ่ายค้าน
แต่ท้ายที่สุดแล้วในคืนวันเลือกตั้งที่คะแนนฝ่ายค้านกำลังนำโด่ง ระบบคอมพิวเตอร์เกิดล่มอย่างมีข้อกังขาและเมื่อระบบถูกกู้กลับมาได้ผลปรากฏว่า คาร์ลอส ซาลินาส แห่งพรรค PRI กลับมามีคะแนนชนะไปอย่างฉิวเฉียดที่ 50.4%
เห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไปจนถึงการเลือกตั้ง ท้ายที่สุดแล้วถ้าหากผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จหรือมือที่มองไม่เห็นเข้ามาแทรกแซงแล้วล่ะก็ คะแนนเสียงที่เป็นอำนาจโดยตรงของประชาชนก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าขึ้นมาในทันที
อย่างในไทยก็เช่นรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยคณะรัฐประหารที่ชูว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่นอกจากจะปราบโกงไม่ได้แล้ว ก็ยังมีกฎหมายในหลายมาตราที่เอื้อผลประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีอำนาจเก่า (คสช.) รวมถึงมาตราอื่นๆ ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอำนาจเก่าโดยตรง แต่ความล้าหลังของกฎหมายก็แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นอยู่ที่ผลโหวตประชามติ ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ “อำนาจทั้งปวงนั้นเป็นของประชาชน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ People Have the Power เพลงร็อกที่มีกลิ่นอายของดนตรีนิวเวฟ หนักแน่นด้วยจังหวะกลองที่ปลุกระดมและเมโลดี้ที่สอดผสานได้อย่างสวยงามจากไลน์กีตาร์
เพลงนี้เป็นซิงเกิลแรกของอัลบั้ม Dream of Life โดยแพตตี สมิธ เคยกล่าวถึงเพลงที่เธอร่วมแต่งกับเฟรด ผู้เป็นสามีเอาไว้ว่า
“สิ่งที่เราตั้งใจคือการย้ำเตือนให้ผู้ฟังตระหนักถึงพลังในตนเอง เพราะพลังแห่งมวลชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันให้เป็นหนึ่งเดียวนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ เรามุ่งมั่นและตั้งใจเขียนเพลงนี้ออกมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกมาหลอมรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียวกัน”
แพตตี สมิธ และเฟรด สมิธ เคยร่วมเดินขบวนประท้วงสงครามเวียดนามในยุค 60s มาด้วยกัน ซึ่งเธอและสามีผู้ล่วงลับต่างก็อยากแต่งเพลงที่นำพลังของประชาชนในเวลานั้นให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เพลงที่จะบอกกับทุกคนว่าอำนาจรัฐหรือความอยุติธรรมใดๆ ที่ครอบงำพวกเขามาโดยตลอดย่อมมีวันสูญสลายไป เพราะท้ายที่สุดแล้วอำนาจมืดนั้นจะต้องกลับมาทำลายตัวพวกเขาเองอย่างย่อยยับและประชาชนจะเป็นฝ่ายเห็นความพินาศนั้นด้วยตาตัวเองในสักวันหนึ่ง
Power Have the Power เป็นเพลงที่แพตตี สมิธ นำวิธีการแต่งแบบกวีที่เต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกแบบอุปมาโวหารและพรรณนาโวหารมาร้อยเรียงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสวยงาม
เพลงนี้เริ่มต้นด้วย “ความฝัน” ที่มีแสงสว่างที่สวยงาม และแม้จะลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเธอก็ยังคงมองเห็นแสงทองส่องอำไพที่เฉิดฉายท่ามกลางหุบเขานั้นอยู่
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเพลงหลักที่เขียนว่า “มวลประชาคือผู้ถือครองอำนาจ ที่จะกอบกู้ความพินาศจากน้ำมือของเหล่าคนเขลา หยาดพิรุณแห่งพรมงคลจะหลั่งชโลมสู่ผู้ถ่อมตนและด้วยโองการแห่งฟ้า ผองประชาคือผู้ปกครอง”
ถึงแม้ว่าในยามหลับตานอนจะมืดมิด แต่แสงสว่างในฝันจะยังคงชัดเจนเสมอ และมันจะยิ่งสว่างมากขึ้นในยามตื่น นั่นแสดงให้เห็นว่าแสงนั้นมีอยู่จริงทั้งในยามหลับและยามตื่น แสงสว่างคืออำนาจที่บริสุทธิ์ ส่วนความมืดมิดคืออำนาจมืดที่มองไม่เห็น และเมื่อทุกคนพร้อมใจกันลืมตา แสงนั้นจะสว่างมากพอที่จะทำให้ความมืดมิดหายไปได้
นั่นคืออำนาจที่กลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง
เพลงนี้พูดถึง “กองทัพ” เอาไว้ด้วย
โดยแพตตี สมิธ มองว่ากองทัพเป็นตัวแทนของอำนาจที่ชัดเจนที่สุด แต่ถึงกระนั้นพลังของอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ไม่อาจสยบเสียงของราษฎรเอาไว้ได้
มีการกล่าวถึงผู้เลี้ยงแกะและทหารที่ต่างอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงดาวที่มีอานุภาพมากพอที่จะทำให้พวกเขาปล่อยวางความแค้นเคืองลง
ท่อนที่ส่วนตัวแล้วชอบเป็นพิเศษคือท่อนที่เขียนว่า “The armies ceased advancing because the people had their ear” เพราะมันทรงพลังมากในบริบทไทยที่ทหารมักมีบทบาททางการเมือง
เนื้อเพลงบอกว่าเมื่อเสียงของประชาชนเป็นเอกฉันท์ แม้แต่เสียงปืนก็ยังเบาลงจนได้ยินเสียงของมติมหาชนแม้ในยามสงคราม
นอกจากแสงอาทิตย์แล้ว ก็ยังมีการกล่าวถึงแสงดาวจากดวงจันทร์ในเวลาค่ำคืน ที่สื่อให้เห็นว่าถึงแม้แสงจันทร์จะไม่สว่างไสวเท่าแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน
แต่ก็มากพอที่จะทำให้เราเห็นความจริงที่ว่าไม่มีอำนาจใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ที่ถือครองมันเอาไว้ได้มากเท่ากับที่อำนาจนั้นอยู่ในมือของประชาชน
ก่อนที่เพลงจะปิดท้ายด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างอุดมคติว่า “ความฝันของฉันคือสิ่งที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใด ก่อนจะกลับเข้าสู่นิทรา ฉันขอฝากความฝันนี้เอาไว้ในมือพวกคุณ อำนาจที่จะฝัน อำนาจที่จะปกครอง อำนาจที่จะยื้อยุดโลกใบนี้คืนมาจากคนโง่เขลา มันคือประกาศิต เพราะประชาชนคือผู้ปกครอง”
ในมิติของการเมืองไทย เราก็ไม่ต่างไปจากคนที่กำลังนอนหลับสนิทและเห็นแสงอันริบหรี่ที่อยู่ไกลออกไป ไม่ว่าจะเดินตามเท่าไรก็ไม่ได้เข้าใกล้แสงนั้นสักที ซึ่งแพตตี สมิธ รู้ดีว่าในสังคมโลกที่ซึ่งอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในมือประชาชนเป็นเช่นนั้น และหนทางเดียวที่จะคว้าอำนาจนั้นกลับคืนมาเป็นของประชาชนได้ก็คือการตื่นจากนิทรา เพื่อที่จะได้เห็นแสงทองที่ส่องผ่านท้องฟ้าไร้เมฆส่องมายังประชาชนอย่างแท้จริง
แพตตี สมิธ เขียนท่อนหนึ่งของเพลงเอาไว้ว่า “I commit my dream to you” ที่แปลได้ว่า “ฉันขอฝากความฝันนี้ไว้กับคุณ”
นี่คือการส่งต่อความหวังจากรุ่นสู่รุ่น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คนรุ่นเก่าที่ผ่านศึกสงครามทางการเมืองมานักต่อนักกำลังส่งมอบภารกิจให้คนรุ่นใหม่ในการตัดสินใจเลือกอนาคตหรือ “ความฝัน” ที่ยังคงไปต่อได้เสมอ ขอเพียงอย่างเดียวก็คือ
…ขอให้ทุกคนลืมตาตื่นจากฝันและมองเห็นแสงทองส่องอำไพด้วยตาตัวเองจริงๆ เสียที
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อำนาจเป็นของประชาชน ถอดรหัสเพลง People Have the Power สู่บทเรียนเลือกตั้งไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly