โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พลังงานลม-แสงอาทิตย์' กุญแจดอกสำคัญ ปลดล็อกไทยสู่ Net Zero

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ด้านพลังงานและความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ (Wind + Solar Hybrid) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ( Net Zero ) และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานที่ยั่งยืน

การส่งเสริมพลังงานทั้ง 2 ประเภทนี้ในปริมาณที่มากพอภายในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านต้นทุนพลังงานที่ตํ่าลงและสะอาดมากขึ้น ซึ่งในการจัดทำข้อเสนอปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย(อาร์อี 100) เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP ฉบับใหม่ จึงเน้นไปที่การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานจากพลังงานหมุนเวียนในช่วงปี 2569-2580 ถึง 103,600 เมกะวัตต์ เป็นในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมถึง 59,000 เมกะวัตต์ และจากพลังงานแสงอาทิตย์ 41,200 เมกะวัตต์

เหตุผลหลักที่ต้องส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในสัดส่วนที่สูง เนื่องจากพลังงานทั้ง 2 มีลักษณะทางธรรมชาติที่เกื้อหนุนกันอย่างสมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า Complementarity โดยพลังงานแสงอาทิตย์สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดในช่วงกลางวัน ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในภาคธุรกิจ แต่อาจขาดหายไปในช่วงคํ่า

ในขณะที่พลังงานลมมักมีศักยภาพการผลิตที่สมํ่าเสมอและมักจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงเช้ามืด การนำพลังงานทั้ง 2 มาผสมผสานกันจึงช่วยอุดช่องว่างของการผลิตไฟฟ้า ลดความผันผวนของระบบ (Intermittency) และทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความเสถียรต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยลดภาระของโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและลดความจำเป็นในการพึ่งพาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่มีราคาสูงเกินความจำเป็น

อีกทั้ง ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ในอดีตอย่างมาก ข้อมูลจากสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) ระบุว่าด้วยเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่ที่มีความสูงของเสา (Hub Height) ถึง 140 - 165 เมตร และขนาดใบพัดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากกระแสลมในพื้นที่ความเร็วลมตํ่า (Low Wind Speed) ประมาณ 4.8 - 5.8 เมตรต่อวินาทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกังหันลมรุ่นใหม่ที่กำลังจะออกมาในปี 2570 สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ได้สูงถึง 9 % ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการพลังงานลมในหลายพื้นที่ของไทยมีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี Grid-Forming เข้ามาช่วยให้กังหันลมทำหน้าที่ประคองความเสถียรของระบบไฟฟ้าได้คล้ายกับโรงไฟฟ้าหลัก ทั้งการตอบสนองต่อความถี่และการรองรับสภาวะโครงข่ายอ่อนแอ ทำให้การรับซื้อไฟฟ้าในปริมาณที่มากไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยรวม

เมื่อพิจารณาด้านต้นทุน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในปัจจุบันมีiาคาที่สามารถแข่งขันได้จริง โดยมีต้นทุนเฉลี่ยตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งตํ่ากว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนำเข้าในหลายช่วงเวลา การที่รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการรับซื้อในปริมาณที่มากจะช่วยให้เกิดความประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และกระตุ้นให้เกิดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนลดตํ่าลงในระยะยาว

จากข้อมูลดังกล่าว จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะในการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ที่มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ให้เป็นแหล่งพลังงานหลักอันดับต้นๆ เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการแบบผสมผสานทั้งในพื้นที่เดียวกันเพื่อประหยัดค่าสายส่ง หรือการกระจายพื้นที่การผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังงานที่มั่นคง ราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...